[Fic] ~ Satan Killer ~ Part 4
posted on 22 Jul 2010 11:18 by kameryuichi in satan
Part 4
เสียงรัวแป้นคีย์บอร์ดดังติดต่อกันเป็น เวลานานหยุดลง มือหนาเปลี่ยนมาจับเมาส์สีเงินคู่ใจแทนและลากไปตามจุดต่างๆที่ต้องการ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ชางมินลากเมาส์ไปหยุดตรงตำแหน่งที่น่าสนใจกลางแผนที่ของมหาลัยที่เขาเพิ่งจะ ได้รับมาจากคุณปู่ผ่านทางเมล์ ก่อนจะตัดสินใจคลิกเข้าไป ติ๊ง!!! เสียงเตือนดังขึ้นเป็นสัญญาณว่า ส่วนที่เขาต้องการเข้าไปดูไม่สามารถเข้าไปได้
ชางมินยกยิ้มมุมปาก นิดนึง ที่ตรงนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ ถึงต้องทำระบบล็อคเอาไว้ แต่ในเมื่อมันเข้าแบบธรรมดาไม่ได้ สงสัยเขาก็คงต้องเข้าทางอื่น ท่าทางคงจะต้องใช้วิธีที่เขาถนัดที่สุดซะแล้ว นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบแฮนดี้ไดรฟ์ขนาดเล็กที่วางอยู่ข้างๆ เสียบเข้ากับช่องยูเอสบีของโน้ตบุ๊คตัวบาง ปรากฏรูปสัญญาลักษณ์ที่ใช้แทนตัวของเขาในโลกไซเบอร์ที่มุมของจอภาพ ชางมินขยับนิ้วไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย เพราะต่อจากนี้ไป เขาจะต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ปลายนิ้วและพลังสมองไปพร้อมๆกัน และต้องพิมพ์คำสั่งยาวเหยียดให้ผิดน้อยที่สุด เพราะต้องแข่งกับเวลาอันจำกัด และเขาคงไม่มีเวลาที่จะกลับมาแก้ไขคำสั่งได้บ่อยๆ เพราะมันจะยิ่งทำให้เขาเสียเวลามากขึ้น
นิ้วเรียวกดที่ปุ่ม Enter ทีนึง จอภาพแสดงวินโดว์ขึ้นมาสองอันพร้อมๆกัน อันนึงเป็นหน้าจอสำหรับให้พิมพ์คำสั่งต่างๆ ในระบบDos อีกอันนึงเป็นตัวแสดงผล นิ้วเรียวเริ่มพรมนิ้วไปบนแป้นคีย์บอร์ดรัวเร็ว ราวกับนักเปียโนที่กำลังไล่สเกลโน้ตเพลงอย่างเมามันส์ แต่เสียงที่ออกมาไม่ใช่เสียงดนตรี กลับเป็นเสียงรัวๆราวกับเสียงของป๊อบคอร์นที่แตกในหม้อเวลาอังกับไฟ เสียงคีย์บอร์ดรัวเร็วดังแบบต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ เพราะเมื่อใดที่เขาหยุดนั่นหมายถึง เขาก็ขย้ำคู่ต่อสู้ไปแล้วเรียบร้อย หรือไม่ก็เขาแพ้ถูกอีกฝ่ายจับได้
ชางมินคีย์ข้อมูลอยู่นานในที่สุด ก็ใช้คำสั่งหน่วงการทำงานของระบบดักจับการแฮคได้สำเร็จ ร่างสูงมองนาฬิกาจับเวลาที่เด้งขึ้นมาทางด้านซ้ายของหน้าจออย่างพอใจ เขามีเวลาประมาณ20นาทีที่จะเจาะเข้าไป ใบหน้าคมเข้มยิ้มนิดๆกับความสำเร็จ แต่ยังหรอก มันยังไม่จบเท่านี้ นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น นิ้วเรียวยาวจัดการป้อนคำสั่งต่างๆสำหรับการเจาะระบบเข้าไปบนพื้นที่สีดำของ วินโดว์ที่อยู่หน้าสุด หน้าจอแสดงผลเริ่มปรากฏวินโดว์ต่างๆขึ้นมามากมาย ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นที่เด้งขึ้นมา แสดงถึงการเข้าถึงระบบของขา และค่อยๆเพิ่มขึ้นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปสักพักใบหน้าที่ ติดจะยิ้มตั้งแต่เริ่มพรมนิ้ว เริ่มขมวดมุ่นโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว นิ้วเรียวพยายามพิมพ์คำสั่งแล้วคำสั่งเล่าเพื่อเข้าไปสู่ข้อมูลที่เขาต้อง การ ระหว่างทางก็ต้องเผชิญกับไวรัส และระบบลวงต่างๆที่โปรแกรมเมอร์เจ้าของเซิร์ฟเวอร์สร้างดักไว้ตลอดทาง แต่เขาก็ยังหยุดไม่ได้ ตาคมเหลือบมองนาฬิกาจับเวลาที่อยู่ด้านซ้ายของหน้าจอ ตัวเลขนับถอยหลังอยู่ที่ 17:45 ยังมีเวลาอีก 17นาที เวลาเหลือเฟือน่าชางมินคิด
นิ้วเรียวพิมพ์คำสั่งอย่างต่อเนื่องไม่ มีหยุด สมองของเขากำลังหมุนเร็วจี๋ยิ่งกว่า CPU ในเครื่องคอมของเขาซะอีก ชางมินพยายามดักทุกทางและพยายามไล่ต้อนเอไอของระบบให้จนมุม แต่ก็ไม่เป็นผล เขาเริ่มรู้สึกตัวว่า เขาไม่ใช่คนที่กำลังไล่ต้อนโปรแกรมนี้ให้จนมุม แต่เขาต่างหากที่กำลังจะจนมุมเพราะถูกไล่ต้อน
เหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดที่ข้างขมับ เพราะเวลาผ่านไปนานพอสมควร แต่เขากลับไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย แถมยังถูกไล่ต้อนอีกต่างหาก ความตึงเครียดเริ่มเพิ่มมากขึ้น ชางมินตัดสินใจพิมพ์คำสั่งหยุดการแฮคทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้ผล หน้าต่างไม่ยอมปิด และตัวหนังสือต่างๆยังคงวิ่งวนอยู่อย่างนั้น
ชา งมินจิ๊ปากอย่างขัดใจ ตอนนี้เขาเข้าไปลึกเกินกว่าที่จะถอยออกมาแบบกลบเกลื่อนร่องรอยมิดชิดกันคน ย้อนรอยได้ ตาคมเหลือบไปมองนาฬิกาที่มุมด้านซ้ายของจอภาพอีกครั้ง ตอนนี้มันแสดงเวลา 02.25 เขามีเวลาอีกสองนาทีกว่า ก่อนที่ระบบดักจับจะทำงาน
“เอาวะ ลองดูหน่อยก็แล้วกัน”
ชา งมินบ่นกับตัวเอง ก่อนจะเริ่มลงมือสร้างเว็บปลอมขึ้นมาเว็บนึงอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาจำกัดสองนาทีกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ที่จะสร้างเว็บปลอมเพื่อกลบเกลื่อนว่าเขาเจาะข้อมูลมาจากที่ไหน แต่เพราะว่าไม่มีเวลาพอที่จะกลบเกลื่อนทางอื่นให้มันเนียนๆ ที่ทำได้ตอนนี้ก็แค่เบี่ยงประเด็นออกไปให้ไกลจากตัวเองมากที่สุด นิ้วเรียวยาวทำงานแข่งกับเวลาที่กำลังนับถอยหลังไปเรื่อยๆอย่างรีบเร่ง
ใน ที่สุดเขาก็สร้างเว็บปลอมเสร็จ ชางมินจัดการอัพโหลดข้อมูลสร้างเว็บปลอมของตัวเองขึ้นเซิร์ฟเวอร์หลัก และลิงค์ข้อมูลการแฮคต่างๆไปลงไว้ที่นั่น จัดการลบชื่อยูสเซอร์ของตัวเองออกจากข้อมูลการแฮคและเปลี่ยนเป็นยูสเซอร์ อื่น เวลากำลังเดินไปเรื่อยๆ เหลือเวลาอีก50วินาทีเท่านั้น ก่อนที่ระบบที่หน่วงไว้จะทำงาน ชางมินเคาะแป้น enter ครั้งสุดท้าย ปรากฏวินโดว์เล็กๆ แสดงผลการอัพโหลดข้อมูลทั้งหมด แถบสีแดงกำลังวิ่งจากทางซ้ายไปทางขวาอย่างเชื่องช้า สวนทางกับตัวเลขที่กำลังนับถอยหลังอย่างรวดเร็ว
“เร็วเข้าๆๆๆๆๆ เร็วสิ ให้ตายทำไมมันช้าแบบนี้เนี่ย”
ชา งมินสบถอย่างหัวเสียกับความช้ายืดยาดของไวร์เลสมหาลัย ที่ทำให้เครื่องคอมสเปคขั้นเทพ ที่เคยอัพโหลดไฟล์ใหญ่ๆหลายสิบกิ๊กได้ในเวลาไม่กี่นาที กลายเป็นเครื่องคอมธรรมดาๆที่กว่าจะอัพโหลดได้แต่ละทีก็ต้องลุ้นกันเป็น ชั่วโมงหรือเป็นวันไปแล้วในความรู้สึกเขา แถบสีแดงค่อยๆวิ่งไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่นาฬิกาเหลือเพียง20วิเท่านั้น
นิ้ว เรียวเลื่อนไปจับที่แฮนดี้ไดร์ฟอย่างเตรียมพร้อม เผื่อกรณีฉุกเฉินอัพโหลดไฟล์ไม่ทัน เขาจะได้ดึงมันออก เพื่อป้องกันการดักจับและไวรัสร้ายแรงที่พร้อมจะเล่นงานแฮนดี้ไดร์ฟ ซึ่งถือเป็นขุมพลัง อาวุธคู่มือ และเครื่องมือสำคัญของแฮคเกอร์ทุกคน นิ้วมืออีกข้างเริ่มเคาะเป็นจังหวะเร็วๆตามความกดดันที่มีอยู่ ตอนนี้ร่างสูงกำลังลุ้นสุดตัว หรือว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่คนอย่างชิมชางมินจะถูกจับได้ แถมยังโดนจับเพราะเจาะระบบของมหาลัยเท่านั้น รู้ไปถึงไหนอายเขาไปถึงนั่น อีกเพียงแค่2มิลแถบสีแดงก็จะวิ่งไปสุดอีกด้าน และตอนนี้เวลาก็เหลือแค่5วิเท่านั้น
5 ... 4... 3.... 2....1 ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดด!!!
เสียง สัญญาณของนาฬิกาจับเวลาดังขึ้น พร้อมๆกับแถบสีแดงวิ่งชนอีกฝั่งนึงพอดี ชางมินกระชากแฮนดี้ไดร์ฟออก หน้าต่างหลายบานเมื่อกี้ถูกปิดตัวลง กลายเป็นคอมพิวเตอร์ธรรมดาๆสามัญทั่วไป ไม่มีหน้าจอสำหรับการแฮค ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ชางมินรีบตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องอย่างรวดเร็ว พร้อมกับพ่นลมออกมาจากทางปากเบาๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาถูกระบบไล่ต้อน และไม่ได้ข้อมูลอะไรติดมือกลับมาจากการแฮค
“ใช้ระบบป้องกันแน่นหนาขนาดนี้ ท่าทางที่นี่คงมีอะไรดีๆจริงสินะ”
~ ก๊อกๆๆ ~
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ชางมินจัดการโยนแฮนดี้ไดร์ฟเก็บเข้ากล่องในลิ้นชัก ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้อง
“มี อะไรครับพี่ยุนโฮ” ชางมินถาม แปลกใจที่อยู่ๆชองยุนโฮมาปรากฏตัวที่ห้องเขา ความจริงเขากับยุนโฮไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ เขาจะสนิทกับแจจุงมากกว่า การที่ยุนโฮมาหาถึงห้อง ทำให้ชางมินอดสงสัยไม่ได้
“แจจุงอยู่ที่ นี่หรือเปล่า” ยุนโฮพยายามใช้ความสูงของตัวเองให้เป็นประโยชน์ สอดส่ายสายตาเข้าไปในห้องไอ้เด็กโย่ง เพื่อมองหาใครคนนึงที่เขาคิดว่าอยู่ที่นี่
“เปล่าครับ” ชางมินปฏิเสธ
“ก็เขาบอกว่าจะมาหานายที่ห้องนี่นา” ยุนโฮตอบ
“ขอ เข้าไปหน่อยได้ไหม” ชางมินเบี่ยงตัวหลบให้ ยุนโฮเดินเข้าไปในห้องของชางมิน กวาดสายตาไปทั่วๆห้อง แต่ก็ไม่พบใครในห้องนี้เลยสักคนอย่างที่ชางมินบอก ชิมชางมินไม่ได้โกหก แล้วแจจุงไปไหนล่ะ ถ้าไม่ได้มาที่ห้องชางมินแล้วไปที่ไหน ทำไมร่างบางต้องโกหกเขาด้วยว่ามาที่ห้องนี้ หรือว่าเขาจะคิดมากเกินไป บางทีแจจุงอาจจะเปลี่ยนใจกลางครันก็ได้
“มีอะไรเหรอครับ” ชางมินถาม มองอาการผิดปกติของยุนโฮอย่างสงสัย ต้องมีอะไรสักอย่างระหว่างสองคนนี้แน่ๆ
“ไม่ มีอะไรหรอก งั้นฉันกลับก่อนนะ” ยุนโฮตบที่ไหล่ของชางมินเบาๆก่อนจะเดินกลับห้องไป ทิ้งให้ร่างสูงสงสัยในพฤติกรรมแปลกๆของยุนโฮอยู่คนเดียว แต่ก็เพียงไม่นานเขาก็สลัดเรื่องกวนใจเล็กน้อยออกไป เพราะตอนนี้เขามีเรื่องอื่นที่ต้องคิดมากว่าเรื่องสองคนนั่นงอนกันหรือ ทะเลาะกัน เขาจะต้องวางแผนหาวิธีเข้าไปดูข้อมูลในนั้นให้ได้โดยเร็ว บันทึกลับที่คุณปู่ว่าอาจจะอยู่ในนั้นก็ได้ ถึงได้มีระบบป้องกันแน่นหนาขนาดนั้น
ภายในตรอกเล็กๆ ปรากฏชายร่างสัดทัดสวมชุดดำทั้งตัว ยืนกอดอกเหมือนรอคอยอะไรสักอย่าง สายตาจับจ้องไปที่ปากทางเข้าอยู่ตลอดเวลา สักพักเขาก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังกึกๆๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ร่างบางหยุดชะงักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินตรงเข้ามาในตรอกอย่างหงุดหงิด
“มาทำอะไรแถวนี้” เสียงหญิงสาวทัก
“คิดแล้วเชียว ถ้าจะหาตัวเธอต้องมาที่นี่” แทยังตอบ
“มา หาฉันมีเรื่องอะไร” ซันนี่ยืนพิงกำแพงฝั่งตรงข้าม กอดอกมองอย่างไม่พอใจ ก็นี่มันเวลาหาเหยื่อของเธอ เธอไม่ชอบให้ใครเข้ามาก้าวก่ายตอนนี้
“นายท่านสั่งให้ฉันมาถามว่าได้เรื่องไปถึงไหนแล้ว”
“จะ รีบไปไหน ฉันเพิ่งเข้ามาได้ไม่ถึงอาทิตย์ จะให้รู้เรื่องอะไรมากมายเล่า” ซันนี่ตอบเสียงหงุดหงิด จะอะไรกันนักหนา แค่ pure heart เท่านั้นเอง ความจริงไม่ต้องใช้มัน นายท่านก็แข็งแกร่งพออยู่แล้ว คิดว่าอย่างสี่ตระกูลนั่นจะกล้าต่อกรกับท่านได้หรือไง
“เธอจะท้าย ทายอำนาจของนายท่านงั้นเหรอซันนี่” แทยังยกยิ้มนิดๆ กริยาแบบนั้นยิ่งยั่วให้ซันนี่อยากเข้าไปควักหัวใจคนตรงหน้าออกมากินซะจริงๆ
“ฉันไม่ได้ท้าทาย พูดให้มันดีๆหน่อย ฉันแค่บอกเหตุผลก็เท่านั้น นายเพิ่งมาถามฉันเมื่อวันก่อนเองนะ แล้ววันนี้ก็มาถามอีก ใครมันจะไปหาได้ทัน หรือว่านายทำได้ ถ้าทำได้ทำไมไม่ทำเองล่ะ จะได้ไม่ต้องไปเที่ยวควักหัวใจชาวบ้านจนตกเป็นข่าวดังไปทั่วเกาหลีแล้ว ทำอะไรไม่รู้จักระวัง” ซันนี่ได้ทีตอกย้ำความผิดพลาดครั้งใหญ่ของแทยังทันที เพราะข่าวนั้นทำให้เป้าหมายรู้ตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เพราะความใจร้อนของแทยัง
“นั่นมันเรื่องของฉัน”
แทยังพูด เสียงลอดไรฟัน พยายามข่มความโกรธเอาไว้ ความผิดครั้งเดียวของเขา แต่กลายเป็นตราบาปติดตัวเขามาตลอดตั้งแต่วันนั้น ถึงนายท่านจะทำเฉย แต่เขารู้ดีว่านายท่านโกรธมากแค่ไหน แต่ไม่แสดงออกมาเท่านั้นเอง เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาเจอศพของหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้น ความจริงเขาเพิ่งนึกได้หลังจากที่บินออกจากที่นั่นมาไกลมากแล้ว แต่จะให้ย้อนกลับไปก็เสียเวลา เพราะเขาคิดว่ามันเป็นซอยเล็กๆในอิลซาน ไม่น่าที่จะมีคนเดินเข้าออกมากมายนัก แต่เขาก็คิดผิด มีคนเข้าไปเห็นจนได้
“หึ!! โกรธล่ะสิ ช่วยไม่ได้ คราวหน้าคราวหลังก็หัดระวังมั่ง” ซันนี่ขยับตัวกำลังจะเดินออกไปจากตรงนั้น แต่มือหนาคว้าต้นแขนของเธอไว้แน่น ออกแรงบีบจนเธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“ปล่อยฉัน”
“ฉัน ไม่ได้อยากจะแตะเธอนักหรอกนะ แค่อยากจะเตือนเธอเอาไว้ อย่าคิดว่าจะใช้เรื่องนี้มาเอาหน้ากับนายท่านได้ ถึงนายท่านจะโมโหยังไง แต่ท่านก็ยังไว้ใจฉันมากกว่าเธออยู่ดี ทำงานของเธอให้เสร็จ อีกสองวันฉันจะมาใหม่ หวังว่าจะได้ข่าวอะไรคืบหน้าบ้างนะ” มือหนาปล่อยแขนหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ทำเอาเธอเซไปหลายก้าว ซันนี่ตวัดตากลับมามองด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่พบใครแล้ว
“หายไปไว จริง ให้ตาย ถือตัวเป็นคนโปรด ทำผิดใหญ่ขนาดนั้นนายท่านยังไว้ใจให้ทำงานใหญ่ต่ออีก สักวัน ฉันจะโค่นแกลงมาให้ได้แทยัง” ซันนี่มองตามแทยังที่บินไปจนลับฟ้าด้วยแววตาเคียดแค้น
ยูชอน เปิดประตูเข้ามาในห้อง พบกับร่างเล็กที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว จุนซูสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเตรียมเผชิญหน้ากับยูชน จุนซูรีบลุกขึ้นเดินตรงไปหาร่างโปร่ง มือเล็กยื่นมือถือส่งให้คนตรงหน้า แล้วก็หยุดไว้แค่นั้น ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ไม่พูด ยูชอนไม่สนใจการกระทำแปลกๆของรูมเมทแม้แต่น้อยเดินผ่านหน้าคนตัวเล็กไปเฉยๆ จุนซูขมวดคิ้วเริ่มมีอารมณ์โกรธกรุ่นๆ จากที่เมื่อกี้กำลังรวบรวมคำพูดที่จะขอโทษ กลับกลายเป็นจะวีนแตกอีกรอบ เพราะท่าทางไม่ใส่ใจของเพื่อนร่วมห้อง ร่างเล็กวิ่งไปดักหน้าคนตัวโตกว่าทันที
“นี่ ไม่เห็นหรือไงว่าฉันยื่นโทรศัพท์ให้เนี่ย” จุนซูยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าร่างโปร่งอีกครั้ง ยูชอนมองที่โทรศัพท์ก่อนจะเงยหน้ามองคนตัวเล็ก
“ไม่ใช้แล้วหรือไง” ยูชอนถามเรียบๆ
“เอ่อ ก็...”
จุน ซูตอบตะกุกตะกัก อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะเอามาคืน แค่เป็นข้ออ้างเปิดประเด็นพูดเรื่องที่ต้องการ เพราะคนตัวเล็กคิดว่าลองให้ยืมนานโดยไม่ทวง ยูชอนคงไม่ใช่คนงกหรอก แต่พอเจอคำถามนี้เข้าไปคนตัวเล็กก็เลยชะงัก นี่ต้องคืนจริงๆเหรอเนี่ย ความจริงมีมันไว้ก็ดี เพราะเขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาลงไปรอตู้โทรศัพท์ข้างล่าง ถึงแม้สมัยนี้คนส่วนใหญ่จะใช้มือถือ แต่ก็มีบางคนยังใช้ตู้โทรศัพท์อยู่ แถมบางวันเหรียญค้างโทรไม่ได้ด้วย จุนซูคิดหนัก จะตอบยังไงดี
“ถ้า จะใช้ก็ไม่ต้องเอามาคืนหรอก” พูดจบร่างโปร่งก็เดินผ่านหน้าคนตัวเล็กไปอีกรอบ แต่จุนซูฉุดแขนแข็งแรงเอาไว้ก่อน ก้มหน้าหน้าชิดอก ริมฝีปากเล็กพูดอะไรงึมงำเล็กน้อย เบาจนจับเป็นคำพูดไม่ได้ ยูชอนขมวดคิ้วนิดนึงอย่างไม่ชอบใจเพราะฟังไม่รู้เรื่อง วันนี้เขามีเรื่องหงุดหงิดกวนใจมามากพอแล้ว ไม่อยากจะเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปอีกเรื่อง
“มีอะไร พูดให้มันดังๆหน่อยได้ไหม” ยูชอนดุ นอกจากเรื่องพูดงึมงำแล้ว ยูชอนยังไม่ชอบให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัว เพราะความที่อยู่คนเดียวมาตลอดไม่ชอบสุงสิงกับใคร ทำให้ยูชอนค่อนข้างถือตัวกับเรื่องพวกนี้ เสียงที่พูดจึงแข็งขึ้นจนกลายเป็นดุดันสำหรับคนตัวเล็ก เล่นเอาจุนซูนึกกลัวขึ้นมา ร่างเล็กหลับตาปี๋แล้วก็ดันไปนึกถึงภาพที่ยูชอนนั่งอยู่คนเดียวที่ระเบียง พร้อมปีกสีดำ ยิ่งทำให้คนตัวเล็กตัวสั่นมากยิ่งขึ้น
“ฉันถามว่ามี อะไร” ยูชอนพูดอีกครั้ง แขนแข็งแรงพยายามสะบัดออกจากการเกาะกุมของมือเล็ก แต่จุนซูก็ยังรั้งเอาไว้เต็มที่ เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็จะไม่ปล่อยให้ยูชอนไป ทั้งๆที่เขายังไม่ได้ขอโทษหรอก แต่ก่อนที่คนตัวโตกว่าจะหงุดหงิดมากไปกว่านี้ จุนซูก็ตัดสินใจพูดสิ่งที่ต้องการพูดออกไป
“ฉันขอโทษ” จุนซูตะโกนเสียงดัง ยูชอนนิ่งไปพักนึงก่อนจะถามเสียงเรียบ อย่างไม่เข้าใจ
“ขอโทษเรื่องอะไร” จุนซูเงยหน้าขึ้นมอง แววตาสำนึกผิดสุดๆ
“ก็ เรื่องเมื่อกลางวันไง ฉันขอโทษที่ฉันพูดแบบนั้นกับนาย ความจริงมันก็ถูกของนาย ฉันผิดเองที่ตื่นสายแล้วพาลโทษนาย ขอโทษนะ” จุนซูมองตายูชอนอย่างกล้าๆกลัวๆ พยายามใช้สายตาบอกคนตรงหน้าว่าเขาเสียใจ แล้วก็รู้สึกผิดแค่ไหน แต่ว่า มันไม่ได้ส่งไปถึงคนตัวโตกว่าแม้แต่น้อย ยูชอนไม่สนใจจะมองมันด้วยซ้ำ
“มีเรื่องพูดแค่นี้ใช่ไหม” ยูชอนพยายามปลดมือเล็กออกจากแขนของตัวเอง แต่จุนซูยังเกาะไว้แน่น ถึงจะกลัวยังไง จุนซูก็ยังทำใจดีสู้เสือดึงยูชอนไว้ก่อน
“มีอะไรอีก”
“นายจะไม่ยกโทษให้ฉันก่อนเหรอ ฉันขอโทษแล้วนะ คนทำผิดแล้วขอโทษ ก็ต้องให้อภัยสิ” จุนซูยังดึงดัน
“เรื่องมากจริง ทำไมต้องให้อภัยด้วย นายรู้ตัวว่านายทำผิดก็ดีแล้ว ไม่เห็นจะเกี่ยวกับฉัน”
“เกี่ยว สิ ก็ฉันทำผิดกับนาย ถ้านายไม่ให้อภัยฉัน แสดงว่าฉันยังผิดอยู่น่ะสิ นายนี่ ไปอยู่เมืองนอกหรือเพิ่งกลับจากต่างดาวเนี่ย ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่รู้” จุนซูพูดด้วยความหงุดหงิด ไม่เข้าว่าทำไมเรื่องง่ายแค่นี้เขาก็ต้องมานั่งอธิบายด้วย เรื่องธรรมดาสามัญที่ใครๆก็รู้ แต่หมอนี่ดันไม่รู้ซะงั้น
“แค่ให้อภัยก็พอใช่ไหม” จุนซูพยักหน้าหงึกหงัก
“ก็ ได้ ฉันให้อภัยนาย พอใจหรือยัง แล้วก็เลิกจับแขนฉันไว้สักที ฉันไม่ชอบให้ใครมาแตะตัวฉัน” ยูชอนพูด จุนซูรีบปล่อยมือทันที เพราะกลัวยูชอนจะไม่พอใจอีก
“คือ ฉันซื้อของมาเยอะแยะเลย นายกินข้าวมาหรือยัง ดึกแล้วนะ ไม่หิวเหรอ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว”
“หิวนายก็กินสิ จะมาบอกฉันทำไม” ยูชอนเริ่มงงกับท่าทางของเพื่อนร่วมห้อง ทำไมถึงชอบทำตัวแปลกๆ ทำอะไรที่เขาไม่เข้าใจตลอด
“ก็ ฉันเตรียมของไว้ให้นายด้วยไง เลยรอกินพร้อมนาย ถือซะว่าเป็นของไถ่โทษ ที่ฉันพาลใส่นาย” จุนซูฉีกยิ้มเต็มที่ พ่อเคยบอกว่า จุนซูยิ้มน่ารัก เวลาเขาทำผิดแค่ขอโทษแล้วยิ้มให้ใครๆก็โกรธเขาไม่ลงทั้งนั้น คนตัวเล็กไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้กับคนๆนี้หรือเปล่า แต่ก็ยิ้มเอาไว้ก่อน
“มา สิ นี่ไง” พอเห็นว่าคนตัวโตกว่าไม่มีท่าทีปฏิเสธ จุนซูก็ลากยูชอนมาที่โต๊ะทันที ยูชอนขืนตัวไว้นิดนึงทำให้คนตัวเล็กชะงักไปด้วย หันมามองสบตาคมดุ ก็รีบปล่อยมือออกจากแขนคนตัวโตทันที แต่จุนซูก็ยังไม่ละความพยายาม ชี้ชวนดูอาหารบนโต๊ะต่ออย่างร่าเริง
“เห็นไหม นี่อาหารเยอะแยะเลย มากินด้วยนะ แล้วฉันสัญญาว่าต่อไปนี้ฉันจะไม่งี่เง่าอีก ถึงนายไม่ปลุกฉัน ฉันก็จะไม่งอแงพาลหาเรื่อง ดีไหม” ยูชอนส่ายหน้าช้าๆ แต่ก็ยอมนั่งลงโดยดี จุนซูจัดแจงตักข้าวให้ยูชอน เลื่อนนั่นเลื่อนนี่ให้เอาใจสุดๆๆ เพราะรู้ว่าตัวเองผิด และวันนี้เขาตั้งใจไว้ว่า จะทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมห้องอย่างเป็นทางการสักที
“กินนี่นะ อันนี้ก็อร่อย อันนี้ด้วย” คนตัวเล็กเจื้อยแจ้วไปทั่ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้ลองกินเลยสักนิด แต่สำหรับคิมจุนซู อะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ
“มาทำดีกับฉันทำไม” ยูชอนถามเสียงเรียบๆ จุนซูชะงัก ไม่เข้าใจคำถาม
“หมายความว่าไง”
“มา ทำดีกับฉันทำไม ต้องการอะไร” จุนซูเหวอไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าจะเจอคำถามแบบนี้ ก็ไอ้ที่เขาเอาใจอยู่นี่เป็นเพราะเขาสำนึกผิดไง อยากให้ยกโทษ แต่พอมาเจอคำถามว่าทำเพื่ออะไรเลยยิ่งงง
“ทำเพื่ออะไร ก็เราเป็นเพื่อนกัน แค่ชวนเพื่อนกินข้าว ไม่เห็นจะแปลกเลย ทีนายยังทำอาหารเผื่อไว้ให้ฉันเลย” จุนซูตอบ
“เพื่อนเหรอ ฉันไม่เคยมีเพื่อน แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีด้วย”
“อ้าว แล้วที่นายทำอาหารทิ้งไว้ให้ฉัน เอามือถือให้ใช้ ไม่ได้หมายความว่านายเป็นเพื่อนฉันเหรอ”
“เปล่า ฉันแค่เห็นนายอดอยาก ส่วนมือถือฉันไม่เคยใช้ ไม่ได้อยากติดต่อกับใคร แต่มีคนยัดเยียดเอามาให้ ก็เลยให้นายไว้ เพราะมันเกะกะเท่านั้นเอง”
พูด จบร่างโปร่งก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปที่ระเบียงเปิดประตูออกไปนั่งข้างนอกคนเดียวเหมือนทุกวัน คนตัวเล็กเริ่มเดือดปุดๆ อะไรกัน ที่เห็นทำให้เขาทุกอย่างนี่ เขาคิดไปเองเหรอว่าหมอนี่ใจดี คิดแล้วโมโหเฟ้ย ร่างเล็กรีบวิ่งตามไปที่ระเบียงทันที เลื่อนประตูแรงๆจนชนกับที่กั้นเสียงดังโครม เรียกให้ร่างโปร่งหันกลับมามองด้วยสายไม่พอใจ
“ปาร์คยูชอน นายไม่เคยมีเพื่อนใช่ไหม” จุนซูตะโกนใส่แต่ยูชอนก็ยังเฉยไม่มีปฏิกิริยาอะไร จุนซูยิ่งโมโห
“ดี ล่ะ นับตั้งแต่วันนี้ไป ฉันจะเกาะติดนายไปทุกที่ ฉันจะเป็นเพื่อนนายให้ได้ คอยดู” พูดจบคนตัวเล็กก็ไม่สนใจว่าร่างโปร่งจะตอบว่าอะไร หรือจะตอบสิ่งที่เขาบอกหรือไม่ จัดแจงปิดประตูเสียงดังเดินเข้าไปในห้องทันที ยูชอนไม่พูดอะไร เพียงแต่เบือนหน้ากลับไปยังทิศทางที่ตัวเองมองอยู่อย่างเหม่อลอย
‘ฉันจะเป็นเพื่อนกันนายให้ได้’
เสียง นั้นยังดังอยู่ในโสตประสาทของเขา ยูชอนยกยิ้ม เพื่อนเหรอ เขาไม่เคยมีเพื่อนมานานแล้ว เพื่อนไม่จำเป็นสำหรับเขา ขนาดครอบครัวยังผลักไสเขาเลย แล้วเพื่อนจะต่างกันตรงไหน ชีวิตโดดเดี่ยวของเขาที่ต่างประเทศ สอนให้เขารู้จักคำพวกนี้มาพอแล้ว ที่นั่น เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร ไม่มีครอบครัว หลังจากที่พ่อเสียไป เขาก็ไม่มีใครอีก แถมยังถูกจับส่งไปเรียนที่ต่างประเทศคนเดียว เด็กตัวเล็กๆ ต้องขึ้นเครื่องบินเพียงลำพังด้วยความหวาดกลัว
ไปใน สถานที่ๆไม่เคยรู้จัก มีเพียงพ่อบ้านเก่าแก่ของตระกูลรอรับอยู่ที่นั่น บ้านไม่สิ คฤหาสน์หลังใหญ่ทรงยุโรปที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวแยกตัวออกจากบ้านต่างๆใน เมืองออกมาหลายไมล์ รอบๆคฤหาสน์มีแต่ป่าเขา เป็นที่เดียวที่เขาจะออกมาเที่ยวเล่นผ่อนคลายความเหงาได้ คฤหาสน์ที่มีคนใช้อยู่เต็ม แต่เขาไม่เคยเห็นเลย นอกจากพ่อบ้านชราและคนขับรถ นอกนั้นทุกคนจะหายไปหมด ไม่เคยโผล่มาให้เห็น ดูเหมือนทุกคนถูกสั่งห้ามพูดกับเขา นอกจากรับคำสั่ง ยูชอนพยายามพูดกับพ่อบ้านชราอยู่นาน จนถอดใจ เพราะเขาไม่เคยได้รับคำตอบอะไรเลย
จากที่เหงาจนจับหัวใจ เพราะพูดกับใครไม่รู้เรื่องคนในบ้านก็ไม่พูดด้วย ก็กลายเป็นความชาชิน และแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาในที่สุด สิ่งมีชีวิตเพียงสองอย่างที่เขาพูดด้วยมากที่สุดก็คือ พ่อบ้านชราที่ทำหน้าที่ดูแลบ้านหลังใหญ่ของตระกูล และรับคำสั่งเมื่อเขาต้องการอะไร กับ ฮอร์ค เหยี่ยวที่เขาได้มาจากป่าหลังบ้าน ในวันที่เขาเข้าไปเดินเล่น เขาพบฮอร์คได้รับบาดเจ็บสาหัส ด้วยวัย 11ปี เด็กชายยูชอนรีบไปอุ้มนกตัวนั้นกลับบ้าน โดยที่ไม่รู้ว่ามันอันตรายแค่ไหนที่เข้าไปยุ่งกับเหยี่ยวที่กำลังบาดเจ็บ
แต่ ดูเหมือนฮอร์คจะหมดเรี่ยวแรงที่จะทำร้ายใคร ยูชอนสั่งให้พ่อบ้านพามันไปหาหมอ และเลี้ยงดูมันไว้ ยูชอนปล่อยฮอร์คกลับสู่ป่าเมื่อมันหายดี แต่แววตาเศร้าสร้อยของเขาคงเป็นตัวรั้งฮอร์คเอาไว้ แทนที่มันจะบินกลับเข้าไปในป่า มันกลับบินวนกลับมาหาเขาแทน ตั้งแต่นั้น ฮอร์คก็กลายเป็นเพื่อนคนเดียวของเขา เป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาพูดด้วยมากที่สุด ถึงแม้มันจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็รู้สึกดีที่มีอะไรสักอย่างที่มีชีวิต รับฟังเขาบ้าง
จน กระทั่งเขาได้รับโทรศัพท์จากตาแก่นั่น คนที่ผลักไสเขาไปอยู่ที่อื่น ยูชอนไม่เข้าใจว่า ตาแก่นั่นต้องการอะไรจากเขา ในเมื่อบอกเขาเองว่าเขาเป็นความอัปยศของวงศ์ตระกูล เพราะเป็นเด็กปีศาจ แล้วเรียกเขากลับมาทำไม แถมยังจับเขายัดเข้ามหาลัยนี้อีก ไม่เข้าใจเลยว่าต้องการอะไร ไม่อยากเห็นหน้าก็ส่งไปอยู่ไกล อยากให้มาก็เรียกมา อยากให้ไปก็ไล่ไป ทำเหมือนเขาเป็นสิ่งของ ไม่ใช่หลานของตัวเอง
ร่างโปร่งเหยียดยิ้มนิดๆ เมื่อนึกถึงเหตุผลที่ตาแก่นั่นส่งเขาไปอยู่ในที่ไกลแสนไกล เพราะเขาไม่เหมือนคนอื่น เพราะเขามีปีกสีดำที่กลางหลังตั้งแต่เกิด เพราะปีก ทำให้ผู้หญิงแสนอ่อนโยนอย่างแม่ กลายเป็นปีศาจไป ทำให้เขากลายเป็นลูกปีศาจ ทั้งๆที่แม่เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญเท่านั้น ตามธรรมดาตาแก่นั่นก็ไม่ชอบแม่ของเขาอยู่แล้ว ยิ่งมีเขา ยิ่งเกลียดแม่เข้าไปใหญ่ ยูชอนจำอะไรเกี่ยวกับแม่ไม่ได้มากนัก เพราะแม่ตายจากเขาไปตั้งแต่ยังเล็ก จำได้แต่อ้อมกอดอันอบอุ่น กลิ่นตัวหอมกรุ่นของแม่เวลากอดเขาเท่านั้น
ปีกสีดำที่ใครๆเห็นก็ ต่างหวาดกลัว นอกจากพ่อกับแม่ ทุกคนต่างหนีเขาไปไกลแสนไกล ไม่กล้าเขาใกล้เขา ทุกคนกลัวเขากันหมด ไม่สิไม่ใช่ทุกคน ยังมีเจ้าตัวเล็กนั่นอีกคน ตอนแรกก็ทำท่ากลัวปีกสีดำนี่สุดชีวิต แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า จะเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้ และเขาก็ยังสงสัยว่าหมอนั่นเห็นปีกเขาได้ยังไง ในเมื่อ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาค้นพบวิธีซ่อนมันเอาไว้ ก็ไม่เคยเผลอแสดงออกมาอีก ยกเว้นเวลาโกรธจัด แต่หมอนั่นกลับเห็นได้
“คิมจุนซู ฉันจะคอยดู ว่านายจะเป็นเพื่อนกับฉันได้ยังไง ในเมื่อฉันไม่เคยต้องการเพื่อน” ยูชอนพูดกับตัวเองเบาๆ เหมือนยอมรับการท้าทายของคนตัวเล็กอยู่กลายๆ
ยุ นโฮนั่งไขว่ห้างสบายๆอยู่บนโซฟา รอเวลาเพื่อนร่วมห้องกลับมา ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตู พร้อมกับร่างบางเดินเข้ามาในห้อง ยุนโฮสังเกตเห็นความผิดปกติเล็กน้อย แจจุงเดินเหมือนพยายามฝืนๆอะไรสักอย่าง ร่างสูงลุกขึ้นยืน หันไปเผชิญหน้ากับร่างบาง
“ไปไหนมา” ยุนโฮถาม
“ไปห้องชางมินไง ถามทำไม” แจจุงตอบ
“เหรอ แต่ฉันเพิ่งกลับมาจากห้องชางมิน แล้วที่นั่นก็ไม่มีนายอยู่ด้วย” แจจุงอึ้ง เขาไม่คิดว่ายุนโฮจะตามไปที่ห้องนั้น ที่อ้างชางมินเพราะยุนโฮไม่สนิทกับชางมิน คงไม่มีธุระที่จะไปห้องนั้น แจจุงกัดริมปีปากล่างอย่างใช้ความคิด
“ถามอีกทีไปไหนมา”
“แล้ว มันเกี่ยวอะไรกับนายด้วยเล่า” แจจุงสะบัดเสียง พยายามเดินไปที่เตียง ตอนนี้แผลที่ขาเริ่มมีอาการแค่ลากสังขารกลับมาถึงนี่ก็จะแย่อยู่แล้ว หมอนี่ยังจะมาซักไซ้อีก
“เกี่ยวสิ ก็ไหนเราบอกว่าจะร่วมมือกัน แล้วนายทำตัวมีลับลมคมในอย่างนี้ จะให้ฉันไว้ใจได้ยังไง” แจจุงหันขวับ เพราะยุนโฮพูดจี้ถูกจุด เรื่องที่เขามีความลับ มันช่วยไม่ได้ ก็ในเมื่อข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลลับ เขาก็จำเป็นต้องปกปิดมันไว้ แต่ร่างบางก็ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนแทน
“ความลับอะไร ฉันแค่อยากไปเที่ยวข้างนอก ไม่อยากให้นายตามก็เลยบอกว่าไปห้องชางมินแค่นั้นเอง” แจจุงแถไปข้างๆคูๆ
“คิดว่าคนอย่างฉันจะเชื่องั้นเหรอแจจุง” ยุนโฮเดินเข้ามาใกล้จนอยู่ในระยะประชิด ร่างบางเริ่มถอยห่าง
“เชื่อไม่เชื่อก็เรื่องของนายสิ ถอยไปฉันจะนอนแล้ว” แจจุงเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ก็ถูกร่างสูงรวบตัวเอาไว้ก่อน
“จะ รีบไปไหนล่ะ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่เอ~ มันดูผิดปกติไปหน่อยนะ ทุกทีนายไม่เคยนอนทั้งๆที่ไม่อาบน้ำนี่นา” ยุนโฮหรี่ตามองร่างบาง ทำเอาแจจุงใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไอ้บ้านี่ รู้ว่าเขาคิดยังไง ยังชอบมาล้อเล่นกันอยู่ได้ นี่ถ้าไม่ได้เจ็บขาอยู่นะ จะเล่นให้งอมเลย
“ปล่อย!!! “ แจจุงทำเสียงแข็งขู่ไว้ก่อน
“ถ้า ไม่ปล่อยจะทำอะไร” ยุนโฮยิ้มกริ่ม ค่อยๆโน้มหน้าเข้าไปใกล้ร่างบาง แจจุงตกใจ เพราะไม่คิดว่ายุนโฮจะทำแบบนี้ ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา ยุนโฮไม่เคยทำถึงขนาดนี้กับเขาเลยสักครั้ง ทำให้แจจุงทำอะไรไม่ถูก แถมขาก็ยังมาเจ็บ ทำให้จะขยับทำอะไรก็ลำบาก แต่ยุนโฮก็ยังไม่หยุดแค่นั้น มือหนาค่อยๆเลื่อนลงมาจากเอวบาง ละเรื่อยลงต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงต้นขา
“โอ้ย!!” แจจุงสะดุ้ง หลุดเสียงร้องออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“นี่ ไง ไปทำอะไรมา” ยุนโฮถอยห่างออกมาเมื่อจับไต๋คนสวยได้ ช้อนตัวอุ้มแจจุงไปนั่งที่เตียง แถมยังทำสีหน้าเหมือนประหนึ่งว่า คุณครูจับนักเรียนโกหกได้
“ไม่ได้ทำอะไร” ร่างบางยังปากแข็ง แถมยังอารมณ์เสียที่ถูกจับได้ง่ายๆ เพราะความที่เขามัวแต่ตื่นเต้นเลยทำให้ไม่ทันระวัง ไม่คิดว่ายุนโฮจะมาไม้นี้
“ไม่ได้ทำ แล้วนี่อะไร” ยุนโฮจงใจจับไปที่แผลตรงต้นขาของแจจุง เล่นเอาคนสวยร้อยเสียงดังลั่น พร้อมฝ่ามือบางฟาดเข้าที่แขนแกร่งแรงๆหลายที
“เจ็บ จับทำไมเล่า”
“งั้นก็บอกมาสิ เป็นแผลได้ยังไง”
“ไม่ได้เป็นผลสักหน่อย แค่ช้ำๆเฉยๆ” แจจุงอ้อมแอ้มตอบ
“นี่ ถ้าไม่จับแก้ผ้า จะไม่ตอบดีๆใช่ไหม ว่าไปโดนอะไรมา ไม่ได้เป็นแผล แล้วเลือดนี่มาจากไหน” ยุนโฮยื่นมือที่จับโดนแผลให้ร่างบางดู แจจุงอึ้ง ไม่รู้จะบ่ายเบี่ยงปฏิเสธไปทางไหน ถ้าหากว่าบอกไปตรงๆ ยุนโฮจะต้องรู้แน่ๆว่าที่เขาหายไป ไปทำอะไรมา
“ว่าไง” ยุนโฮถามเสียงแข็ง
“เอ่อ คือ...” แจจุงอ้ำอึ้ง
“ไม่ ตอบใช่ไหม งั้นฉันขอถามหน่อย นายไปทำอะไรแถวๆหอสมุดมหาลัยกลางดึกแบบนี้ แถมยังปีนเข้าไปจนคนเข้าเกือบจับได้เนี่ย” แจจุงหันไปมองหน้ายุนโฮอย่างตกใจ
“นายรู้”
“ก็รู้น่ะสิ ถ้าไม่ใช่ฉันนายจะหนีออกมาได้ไหม ทำอะไรไม่ระวัง ดีนะที่ฉันไม่เชื่อนายแล้วตามไปห้องชางมินมา ฉันกะอยู่แล้วว่านายไปรับโทรศัพท์ตอนกลางวันต้องมีอะไรแน่ๆ ฉันเลยตามไปดู ทันเห็นนายกำลังปีนหนีออกมาพอดี ถ้าฉันไม่เข้าไปถ่วงเวลาพวกยามนั่นไว้ ป่านนี้นายจะกลับมาถึงที่นี่หรือไง” ยุนโฮเล่า พลางนั่งยองๆ มองรอยเลือดที่ซึมออกมานอกกางเกงอย่างไม่ชอบใจ นี่ถึงขั้นวิ่งไปเปลี่ยนชุดด้วยเหรอเนี่ย เพราะชุดที่เขาเห็นแจจุงใส่ตอนที่ปืนออกมามันสีดำ แถมยังมีรอยขาดเพราะครูดกับเหล็กแหลมด้วย แต่ตัวนี้ไม่มี
แจจุงทำ หน้ามุ่ย ให้ตายสิ นี่เขาจะไม่เคยหนีรอดจากสายตาของหมอนี้ได้เลยสักครั้งใช่ไหม ทำอะไรอยู่รู้หมด รู้ทุกอย่าง แถมยังไปเจอตอนเขาลำบากทุกที กี่ครั้งแล้วที่เขารอดมาได้เพราะยุนโฮ ทำไมเขาถึงแย่แบบนี้เนี่ย
“ยังไม่ตอบอีก เข้าไปทำไม”
“จะต้องตอบอะไรล่ะ ก็รู้เองทั้งหมดอยู่แล้วนี่ หึ~!!”
“จะ ไปหาบันทึกล่ะสิ ทีหลังก็ถามหน่อยนะว่าเข้าไปได้ไหม ไม่ใช่เอะอะก็บุกเดี่ยวลุยเข้าไปเลย คราวนี้แค่บาดเจ็บ ถ้าคราวหน้าฉันไม่อยู่ช่วย แล้วนายจะรอดกลับมาไหม” ยุนโฮบ่น
“นายจะมาสนอะไรกับฉันนักหนาเล่า นายมีหน้าที่อะไรของนาย นายก็ทำไปสิ”
“ก็ ไหนเราบอกว่าจะร่วมมือกันไง ไอ้เด็กโย่งนั่นอีก มันต้องทำอะไรอยู่แน่ๆ เพราะวันนี้มันไม่เห็นถามถึงนาย ขนาดฉันบอกว่านายหายไป พวกนายนี่เชื่อใจไม่ได้เลยจริงๆ”
“แล้วนายล่ะ นายเองก็มีความลับใช่ไหม อย่ามาว่าคนอื่นหน่อยเลย นายก็ไม่แชร์เรื่องที่รู้ให้พวกเราฟังเหมือนกันแหละ” ยุนโฮถอนใจ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่แชร์ แต่ข้อมูลที่ได้มายังไม่ชัวร์ เลยไม่อยากพูดอะไร ไม่คิดว่าร่างบางจะใจร้อนบุกเข้าไปเลย แต่ถ้ามีการรักษาหนาแน่นขนาดนั้น เรื่องนี้ก็อาจจะจริงก็ได้
“เอาไว้พูดเรื่องนี้กันทีหลัง นายไปอาบน้ำก่อนเถอะ แล้วเดี๋ยวออกมาล้างแผล” ยุนโฮก้มตัวลงจะช้อนตัวร่างบางขึ้น แต่แจจุง ยกมือดันเอาไว้ก่อน
“จะทำอะไร”
“ก็พาไปห้องน้ำไง เดินไหวเหรอ”
“ไหว สิ ไม่ต้องมายุ่ง” แจจุงปฏิเสธ เขาคงทนอยู่ใกล้ยุนโฮมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว หมอนี่ก็ใจร้ายนัก รู้อยู่ว่าเขาคิดยังไง นอกจากจะไม่สนใจความรู้สึกเขา ยังมาทำตัวดีกับเขาจนน่าหมั่นไส้อีก ตกลงจะเอายังไงกับเขากันแน่
“อย่า มาปากเก่ง” ยุนโฮพูด พร้อมช้อนตัวอุ้มร่างบางขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนแจจุงต้องผวากอดคอร่างสูงเอาไว้กันหล่น เรียกเสียงหัวเราะน้อยๆในลำคอร่างสูงได้ดี
“หัวเราะอะไร” แจจุงตวาดเสียงเขียว ยุนโฮไม่ตอบ พาเขาเข้าไปวางไว้ในห้องน้ำ จัดแจงเดินไปเอาเสื้อคลุมอาบน้ำมาวางให้เรียบร้อย
“อาบน้ำซะ แล้วฉันจะมาทำแผลให้” พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปนอกห้องน้ำ ทิ้งให้แจจุงนั่งทำแก้มป่องอยู่ในห้องน้ำคนเดียว
“คนบ้า จะใจดีกับฉันทำไมนักหนา รู้ไหมว่าทำแบบนี้มากๆมันไม่ดี”
เช้า วันรุ่งขึ้น ยูชอนตื่นขึ้นมาในเวลาปกติที่เคยตื่นทุกวันเพราะวันนี้มีเรียนเช้า ร่างโปร่งเดินเข้าไปจัดการธุระตัวเองในห้องน้ำ หลังจากจัดการธุระตัวเองเสร็จเรียบร้อย เขาก็เพิ่งเห็นว่า วันนี้มันไม่เหมือนเดิม รู้สึกเหมือนมีอะไรแปลกๆต่างไปจากทุกวัน ยูชอนกวาดตามองไปรอบๆห้อง ในที่สุดเขาก็เห็นสิ่งผิดปกติ อันดับต้นๆ เตียงนอนของเพื่อนร่วมห้อง มันว่างเปล่า ที่นอนจัดเก็บเรียบร้อย เจ้าตัวเล็กหายไปไหน
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ นี่ๆๆ มากินอาหารเช้ากันจะได้ไปเรียน” จุนซูเปิดประตูเข้ามา พร้อมกันข้าวของเต็มมือ กัดฟันซื้อเลยนะเนี่ย
“มา สิ ยืนเฉยอยู่ทำไม” จุนซูกวักมือเรียก ขณะเอาของไปวางไว้บนโต๊ะ แต่ยูชอนไม่สนใจ ร่างโปร่งเดินตรงไปที่ประตูแทน จุนซูหันมาเห็นเข้ารีบวิ่งไปคว้าแขนร่างโปร่งเอาไว้ ยูชอนเหลือบมองมือเล็กนิดนึง ทำให้จุนซูรู้ตัวปล่อยมือออกพร้อมส่งรอยยิ้มจริงใจสุดๆไปให้
“ไม่กินด้วยกันก่อนเหรอ จะรีบไปไหน นี่ยังเช้าอยู่เลย”
“ไม่ ฉันไม่ชอบกินของพวกนั้น” จุนซูหันกลับไปมอง ของพวกนั้นที่ยูชอนว่า อะไร ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ของอร่อย ไม่ชอบกินได้ไงเนี่ย
“ลองกินก่อนสิแล้วจะติดใจ”
“ไม่เป็นไร” ยูชอนเปิดประตูก้าวออกไปนอกห้องทันที ทิ้งคนตัวเล็กหน้ามุ่ยอยู่คนเดียว
“หึ คนอุตส่าห์เจียดเงินไปซื้อ ชิ พ่อคนรวย ของถูกๆกินไม่เป็น แต่อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้น วันนี้จะเกาะติดเป็นตุ๊กแกเลยคอยดู” จุนซูรีบไปโกยข้าวของทุกอย่างใส่ตู้เย็นเอาไว้ ก่อนที่มันจะเสีย มือเล็กคว้าถุงปาท่องโก๋กับกระเป๋าได้ก็รีบวิ่งตามออกไปทันที
“แฮ่กๆๆ รอด้วยสิ” จุนซูรีบแทรกตัวเข้ามาในลิฟท์ทันที ที่ประตูเปิด ดีนะที่เขาวิ่งมาทันเอาเท้ากันไว้ก่อนประตูลิฟท์จะปิด
“จะรีบไปไหนเล่า รอกันหน่อยก็ไม่ได้” คนตัวเล็กบ่น
“ทุกทีฉันก็ไม่เคยรอนายอยู่แล้วนี่” คำตอบตรงๆ ทำให้ร่างเล็กนึกอยากเอาปาท่องโก๋ฟาดใส่หน้าสักที แต่ยั้งไว้ทัน
“ชิ ส์!! ไม่รอก็อย่ารอ ฉันจะตามติดนายอยู่อย่างนี้แหละ จนกว่านายจะยอมเป็นเพื่อนฉัน” จุนซูพูดด้วยความมุ่งมั่น มือเล็กคว้าปาท่องโก๋ขึ้นมาตัวนึง ยัดใส่มือร่างโปร่ง
“กินซะ เดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะหรอก”
แล้ว ก็หันไปจัดการยัดปาท่องโก๋ใส่ปากตัวเองเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่สนใจคนข้างๆอีก ยูชอนมองปลาท่องโก๋ในมือ แป้งสีน้ำตาลทองติดกันสองก้อน นี่เหรอที่เรียกว่าปาท่องโก๋ เขาเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อนนะ หรือว่าพ่อกับแม่ซื้อให้กินตอนเป็นเด็ก แต่เขาจากที่นี่ไปนานมากๆ ทำให้ลืมรสชาติมันไปแล้ว ลองกินสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร หลังจากลองกัดไปคำนึง ยูชอนบอกกับตัวเองว่าไอ้นี่มันก็อร่อยดีแหะ จุนซูหันมามองร่างโปร่งที่กำลังเคี้ยวปาท่องโก๋ที่เขาส่งให้ ใบหน้าน่ารักก็ยิ้มแฉ่งทันที
“อร่อยไหม เอาอีกสิ” จุนซูยื่นถุงส่งให้ แต่ยูชอนก็เฉย
“เหอะ ทำเป็นหยิ่ง หิวแล้วอย่ามาง้อแล้วกัน” จุนซูเชิดหน้าขึ้น พอดีกับที่ประตูลิฟท์เปิดพอดี ร่างโปร่งจึงก้าวออกไปก่อน จุนซูเองก็รีบออกไปเหมือนกัน ยังไงวันนี้เขาก็ไม่ปล่อยให้หมอนี่รอดสายตาไปได้หรอก ร่างเล็กวิ่งไปที่รถของยูชอน มองรถสปอร์ตสีดำสนิทเป็นมันเงาวับด้วยตาเป็นประกาย โอ้โห หมอนี่มันรวยจริงๆ รถคันนี้มองไกลๆว่าสวยแล้ว มองใกล้ๆยิ่งสวยไปใหญ่ แต่ก่อนที่จะชื่นชมอะไรไปมากกว่านี้ เสียงปลดล็อคก็ดังขึ้น จุนซูรีบเปิดประตูเข้าไปนั่ง โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของรถเชื้อเชิญ
“ขึ้นมาทำไม”
“ก็บอกว่าจะเกาะติดๆๆ นายไปไหนฉันก็ไปด้วยนั่นแหละ” ยูชอนได้แต่ส่ายหน้า ไม่เข้าใจว่าหมอนี่จะมานั่งตื้อเขาทำไม
“ฉันไม่ได้ต้องการเพื่อน นายอย่ามาตื้อให้ยากเลย”
“แต่ฉันชอบทำของยากๆ แล้วฉันก็จะแสดงให้นายดูว่า มีเพื่อนมันสนุกมากกว่านายอยู่คนเดียวแค่ไหน”
“งั้นก็ลองดู ถ้านายทำได้นะ แต่ฉันว่ามันสร้างความรำคาญให้ฉันมากมกว่า” ยูชอนยกยิ้มนิดๆ
“ฉัน ทำได้อยู่แล้ว ไม่เชื่อคอยดูฉันจะสร้างความรำคาญ เอาให้นายลืมไม่ลงเลยเหอะ ” ยูชอนไม่ตอบอะไร ออกรถขับไปยังจุดมุ่งหมายของพวกเขาทันที
%%%%
TBC
อ่านให้สนุกนะคะ
เสียงรัวแป้นคีย์บอร์ดดังติดต่อกันเป็น เวลานานหยุดลง มือหนาเปลี่ยนมาจับเมาส์สีเงินคู่ใจแทนและลากไปตามจุดต่างๆที่ต้องการ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ชางมินลากเมาส์ไปหยุดตรงตำแหน่งที่น่าสนใจกลางแผนที่ของมหาลัยที่เขาเพิ่งจะ ได้รับมาจากคุณปู่ผ่านทางเมล์ ก่อนจะตัดสินใจคลิกเข้าไป ติ๊ง!!! เสียงเตือนดังขึ้นเป็นสัญญาณว่า ส่วนที่เขาต้องการเข้าไปดูไม่สามารถเข้าไปได้
ชางมินยกยิ้มมุมปาก นิดนึง ที่ตรงนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ ถึงต้องทำระบบล็อคเอาไว้ แต่ในเมื่อมันเข้าแบบธรรมดาไม่ได้ สงสัยเขาก็คงต้องเข้าทางอื่น ท่าทางคงจะต้องใช้วิธีที่เขาถนัดที่สุดซะแล้ว นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบแฮนดี้ไดรฟ์ขนาดเล็กที่วางอยู่ข้างๆ เสียบเข้ากับช่องยูเอสบีของโน้ตบุ๊คตัวบาง ปรากฏรูปสัญญาลักษณ์ที่ใช้แทนตัวของเขาในโลกไซเบอร์ที่มุมของจอภาพ ชางมินขยับนิ้วไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย เพราะต่อจากนี้ไป เขาจะต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ปลายนิ้วและพลังสมองไปพร้อมๆกัน และต้องพิมพ์คำสั่งยาวเหยียดให้ผิดน้อยที่สุด เพราะต้องแข่งกับเวลาอันจำกัด และเขาคงไม่มีเวลาที่จะกลับมาแก้ไขคำสั่งได้บ่อยๆ เพราะมันจะยิ่งทำให้เขาเสียเวลามากขึ้น
นิ้วเรียวกดที่ปุ่ม Enter ทีนึง จอภาพแสดงวินโดว์ขึ้นมาสองอันพร้อมๆกัน อันนึงเป็นหน้าจอสำหรับให้พิมพ์คำสั่งต่างๆ ในระบบDos อีกอันนึงเป็นตัวแสดงผล นิ้วเรียวเริ่มพรมนิ้วไปบนแป้นคีย์บอร์ดรัวเร็ว ราวกับนักเปียโนที่กำลังไล่สเกลโน้ตเพลงอย่างเมามันส์ แต่เสียงที่ออกมาไม่ใช่เสียงดนตรี กลับเป็นเสียงรัวๆราวกับเสียงของป๊อบคอร์นที่แตกในหม้อเวลาอังกับไฟ เสียงคีย์บอร์ดรัวเร็วดังแบบต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ เพราะเมื่อใดที่เขาหยุดนั่นหมายถึง เขาก็ขย้ำคู่ต่อสู้ไปแล้วเรียบร้อย หรือไม่ก็เขาแพ้ถูกอีกฝ่ายจับได้
ชางมินคีย์ข้อมูลอยู่นานในที่สุด ก็ใช้คำสั่งหน่วงการทำงานของระบบดักจับการแฮคได้สำเร็จ ร่างสูงมองนาฬิกาจับเวลาที่เด้งขึ้นมาทางด้านซ้ายของหน้าจออย่างพอใจ เขามีเวลาประมาณ20นาทีที่จะเจาะเข้าไป ใบหน้าคมเข้มยิ้มนิดๆกับความสำเร็จ แต่ยังหรอก มันยังไม่จบเท่านี้ นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น นิ้วเรียวยาวจัดการป้อนคำสั่งต่างๆสำหรับการเจาะระบบเข้าไปบนพื้นที่สีดำของ วินโดว์ที่อยู่หน้าสุด หน้าจอแสดงผลเริ่มปรากฏวินโดว์ต่างๆขึ้นมามากมาย ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นที่เด้งขึ้นมา แสดงถึงการเข้าถึงระบบของขา และค่อยๆเพิ่มขึ้นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปสักพักใบหน้าที่ ติดจะยิ้มตั้งแต่เริ่มพรมนิ้ว เริ่มขมวดมุ่นโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว นิ้วเรียวพยายามพิมพ์คำสั่งแล้วคำสั่งเล่าเพื่อเข้าไปสู่ข้อมูลที่เขาต้อง การ ระหว่างทางก็ต้องเผชิญกับไวรัส และระบบลวงต่างๆที่โปรแกรมเมอร์เจ้าของเซิร์ฟเวอร์สร้างดักไว้ตลอดทาง แต่เขาก็ยังหยุดไม่ได้ ตาคมเหลือบมองนาฬิกาจับเวลาที่อยู่ด้านซ้ายของหน้าจอ ตัวเลขนับถอยหลังอยู่ที่ 17:45 ยังมีเวลาอีก 17นาที เวลาเหลือเฟือน่าชางมินคิด
นิ้วเรียวพิมพ์คำสั่งอย่างต่อเนื่องไม่ มีหยุด สมองของเขากำลังหมุนเร็วจี๋ยิ่งกว่า CPU ในเครื่องคอมของเขาซะอีก ชางมินพยายามดักทุกทางและพยายามไล่ต้อนเอไอของระบบให้จนมุม แต่ก็ไม่เป็นผล เขาเริ่มรู้สึกตัวว่า เขาไม่ใช่คนที่กำลังไล่ต้อนโปรแกรมนี้ให้จนมุม แต่เขาต่างหากที่กำลังจะจนมุมเพราะถูกไล่ต้อน
เหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดที่ข้างขมับ เพราะเวลาผ่านไปนานพอสมควร แต่เขากลับไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย แถมยังถูกไล่ต้อนอีกต่างหาก ความตึงเครียดเริ่มเพิ่มมากขึ้น ชางมินตัดสินใจพิมพ์คำสั่งหยุดการแฮคทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้ผล หน้าต่างไม่ยอมปิด และตัวหนังสือต่างๆยังคงวิ่งวนอยู่อย่างนั้น
ชา งมินจิ๊ปากอย่างขัดใจ ตอนนี้เขาเข้าไปลึกเกินกว่าที่จะถอยออกมาแบบกลบเกลื่อนร่องรอยมิดชิดกันคน ย้อนรอยได้ ตาคมเหลือบไปมองนาฬิกาที่มุมด้านซ้ายของจอภาพอีกครั้ง ตอนนี้มันแสดงเวลา 02.25 เขามีเวลาอีกสองนาทีกว่า ก่อนที่ระบบดักจับจะทำงาน
“เอาวะ ลองดูหน่อยก็แล้วกัน”
ชา งมินบ่นกับตัวเอง ก่อนจะเริ่มลงมือสร้างเว็บปลอมขึ้นมาเว็บนึงอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาจำกัดสองนาทีกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ที่จะสร้างเว็บปลอมเพื่อกลบเกลื่อนว่าเขาเจาะข้อมูลมาจากที่ไหน แต่เพราะว่าไม่มีเวลาพอที่จะกลบเกลื่อนทางอื่นให้มันเนียนๆ ที่ทำได้ตอนนี้ก็แค่เบี่ยงประเด็นออกไปให้ไกลจากตัวเองมากที่สุด นิ้วเรียวยาวทำงานแข่งกับเวลาที่กำลังนับถอยหลังไปเรื่อยๆอย่างรีบเร่ง
ใน ที่สุดเขาก็สร้างเว็บปลอมเสร็จ ชางมินจัดการอัพโหลดข้อมูลสร้างเว็บปลอมของตัวเองขึ้นเซิร์ฟเวอร์หลัก และลิงค์ข้อมูลการแฮคต่างๆไปลงไว้ที่นั่น จัดการลบชื่อยูสเซอร์ของตัวเองออกจากข้อมูลการแฮคและเปลี่ยนเป็นยูสเซอร์ อื่น เวลากำลังเดินไปเรื่อยๆ เหลือเวลาอีก50วินาทีเท่านั้น ก่อนที่ระบบที่หน่วงไว้จะทำงาน ชางมินเคาะแป้น enter ครั้งสุดท้าย ปรากฏวินโดว์เล็กๆ แสดงผลการอัพโหลดข้อมูลทั้งหมด แถบสีแดงกำลังวิ่งจากทางซ้ายไปทางขวาอย่างเชื่องช้า สวนทางกับตัวเลขที่กำลังนับถอยหลังอย่างรวดเร็ว
“เร็วเข้าๆๆๆๆๆ เร็วสิ ให้ตายทำไมมันช้าแบบนี้เนี่ย”
ชา งมินสบถอย่างหัวเสียกับความช้ายืดยาดของไวร์เลสมหาลัย ที่ทำให้เครื่องคอมสเปคขั้นเทพ ที่เคยอัพโหลดไฟล์ใหญ่ๆหลายสิบกิ๊กได้ในเวลาไม่กี่นาที กลายเป็นเครื่องคอมธรรมดาๆที่กว่าจะอัพโหลดได้แต่ละทีก็ต้องลุ้นกันเป็น ชั่วโมงหรือเป็นวันไปแล้วในความรู้สึกเขา แถบสีแดงค่อยๆวิ่งไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่นาฬิกาเหลือเพียง20วิเท่านั้น
นิ้ว เรียวเลื่อนไปจับที่แฮนดี้ไดร์ฟอย่างเตรียมพร้อม เผื่อกรณีฉุกเฉินอัพโหลดไฟล์ไม่ทัน เขาจะได้ดึงมันออก เพื่อป้องกันการดักจับและไวรัสร้ายแรงที่พร้อมจะเล่นงานแฮนดี้ไดร์ฟ ซึ่งถือเป็นขุมพลัง อาวุธคู่มือ และเครื่องมือสำคัญของแฮคเกอร์ทุกคน นิ้วมืออีกข้างเริ่มเคาะเป็นจังหวะเร็วๆตามความกดดันที่มีอยู่ ตอนนี้ร่างสูงกำลังลุ้นสุดตัว หรือว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่คนอย่างชิมชางมินจะถูกจับได้ แถมยังโดนจับเพราะเจาะระบบของมหาลัยเท่านั้น รู้ไปถึงไหนอายเขาไปถึงนั่น อีกเพียงแค่2มิลแถบสีแดงก็จะวิ่งไปสุดอีกด้าน และตอนนี้เวลาก็เหลือแค่5วิเท่านั้น
5 ... 4... 3.... 2....1 ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดด!!!
เสียง สัญญาณของนาฬิกาจับเวลาดังขึ้น พร้อมๆกับแถบสีแดงวิ่งชนอีกฝั่งนึงพอดี ชางมินกระชากแฮนดี้ไดร์ฟออก หน้าต่างหลายบานเมื่อกี้ถูกปิดตัวลง กลายเป็นคอมพิวเตอร์ธรรมดาๆสามัญทั่วไป ไม่มีหน้าจอสำหรับการแฮค ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ชางมินรีบตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องอย่างรวดเร็ว พร้อมกับพ่นลมออกมาจากทางปากเบาๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาถูกระบบไล่ต้อน และไม่ได้ข้อมูลอะไรติดมือกลับมาจากการแฮค
“ใช้ระบบป้องกันแน่นหนาขนาดนี้ ท่าทางที่นี่คงมีอะไรดีๆจริงสินะ”
~ ก๊อกๆๆ ~
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ชางมินจัดการโยนแฮนดี้ไดร์ฟเก็บเข้ากล่องในลิ้นชัก ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้อง
“มี อะไรครับพี่ยุนโฮ” ชางมินถาม แปลกใจที่อยู่ๆชองยุนโฮมาปรากฏตัวที่ห้องเขา ความจริงเขากับยุนโฮไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ เขาจะสนิทกับแจจุงมากกว่า การที่ยุนโฮมาหาถึงห้อง ทำให้ชางมินอดสงสัยไม่ได้
“แจจุงอยู่ที่ นี่หรือเปล่า” ยุนโฮพยายามใช้ความสูงของตัวเองให้เป็นประโยชน์ สอดส่ายสายตาเข้าไปในห้องไอ้เด็กโย่ง เพื่อมองหาใครคนนึงที่เขาคิดว่าอยู่ที่นี่
“เปล่าครับ” ชางมินปฏิเสธ
“ก็เขาบอกว่าจะมาหานายที่ห้องนี่นา” ยุนโฮตอบ
“ขอ เข้าไปหน่อยได้ไหม” ชางมินเบี่ยงตัวหลบให้ ยุนโฮเดินเข้าไปในห้องของชางมิน กวาดสายตาไปทั่วๆห้อง แต่ก็ไม่พบใครในห้องนี้เลยสักคนอย่างที่ชางมินบอก ชิมชางมินไม่ได้โกหก แล้วแจจุงไปไหนล่ะ ถ้าไม่ได้มาที่ห้องชางมินแล้วไปที่ไหน ทำไมร่างบางต้องโกหกเขาด้วยว่ามาที่ห้องนี้ หรือว่าเขาจะคิดมากเกินไป บางทีแจจุงอาจจะเปลี่ยนใจกลางครันก็ได้
“มีอะไรเหรอครับ” ชางมินถาม มองอาการผิดปกติของยุนโฮอย่างสงสัย ต้องมีอะไรสักอย่างระหว่างสองคนนี้แน่ๆ
“ไม่ มีอะไรหรอก งั้นฉันกลับก่อนนะ” ยุนโฮตบที่ไหล่ของชางมินเบาๆก่อนจะเดินกลับห้องไป ทิ้งให้ร่างสูงสงสัยในพฤติกรรมแปลกๆของยุนโฮอยู่คนเดียว แต่ก็เพียงไม่นานเขาก็สลัดเรื่องกวนใจเล็กน้อยออกไป เพราะตอนนี้เขามีเรื่องอื่นที่ต้องคิดมากว่าเรื่องสองคนนั่นงอนกันหรือ ทะเลาะกัน เขาจะต้องวางแผนหาวิธีเข้าไปดูข้อมูลในนั้นให้ได้โดยเร็ว บันทึกลับที่คุณปู่ว่าอาจจะอยู่ในนั้นก็ได้ ถึงได้มีระบบป้องกันแน่นหนาขนาดนั้น
ภายในตรอกเล็กๆ ปรากฏชายร่างสัดทัดสวมชุดดำทั้งตัว ยืนกอดอกเหมือนรอคอยอะไรสักอย่าง สายตาจับจ้องไปที่ปากทางเข้าอยู่ตลอดเวลา สักพักเขาก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังกึกๆๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ร่างบางหยุดชะงักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินตรงเข้ามาในตรอกอย่างหงุดหงิด
“มาทำอะไรแถวนี้” เสียงหญิงสาวทัก
“คิดแล้วเชียว ถ้าจะหาตัวเธอต้องมาที่นี่” แทยังตอบ
“มา หาฉันมีเรื่องอะไร” ซันนี่ยืนพิงกำแพงฝั่งตรงข้าม กอดอกมองอย่างไม่พอใจ ก็นี่มันเวลาหาเหยื่อของเธอ เธอไม่ชอบให้ใครเข้ามาก้าวก่ายตอนนี้
“นายท่านสั่งให้ฉันมาถามว่าได้เรื่องไปถึงไหนแล้ว”
“จะ รีบไปไหน ฉันเพิ่งเข้ามาได้ไม่ถึงอาทิตย์ จะให้รู้เรื่องอะไรมากมายเล่า” ซันนี่ตอบเสียงหงุดหงิด จะอะไรกันนักหนา แค่ pure heart เท่านั้นเอง ความจริงไม่ต้องใช้มัน นายท่านก็แข็งแกร่งพออยู่แล้ว คิดว่าอย่างสี่ตระกูลนั่นจะกล้าต่อกรกับท่านได้หรือไง
“เธอจะท้าย ทายอำนาจของนายท่านงั้นเหรอซันนี่” แทยังยกยิ้มนิดๆ กริยาแบบนั้นยิ่งยั่วให้ซันนี่อยากเข้าไปควักหัวใจคนตรงหน้าออกมากินซะจริงๆ
“ฉันไม่ได้ท้าทาย พูดให้มันดีๆหน่อย ฉันแค่บอกเหตุผลก็เท่านั้น นายเพิ่งมาถามฉันเมื่อวันก่อนเองนะ แล้ววันนี้ก็มาถามอีก ใครมันจะไปหาได้ทัน หรือว่านายทำได้ ถ้าทำได้ทำไมไม่ทำเองล่ะ จะได้ไม่ต้องไปเที่ยวควักหัวใจชาวบ้านจนตกเป็นข่าวดังไปทั่วเกาหลีแล้ว ทำอะไรไม่รู้จักระวัง” ซันนี่ได้ทีตอกย้ำความผิดพลาดครั้งใหญ่ของแทยังทันที เพราะข่าวนั้นทำให้เป้าหมายรู้ตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เพราะความใจร้อนของแทยัง
“นั่นมันเรื่องของฉัน”
แทยังพูด เสียงลอดไรฟัน พยายามข่มความโกรธเอาไว้ ความผิดครั้งเดียวของเขา แต่กลายเป็นตราบาปติดตัวเขามาตลอดตั้งแต่วันนั้น ถึงนายท่านจะทำเฉย แต่เขารู้ดีว่านายท่านโกรธมากแค่ไหน แต่ไม่แสดงออกมาเท่านั้นเอง เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาเจอศพของหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้น ความจริงเขาเพิ่งนึกได้หลังจากที่บินออกจากที่นั่นมาไกลมากแล้ว แต่จะให้ย้อนกลับไปก็เสียเวลา เพราะเขาคิดว่ามันเป็นซอยเล็กๆในอิลซาน ไม่น่าที่จะมีคนเดินเข้าออกมากมายนัก แต่เขาก็คิดผิด มีคนเข้าไปเห็นจนได้
“หึ!! โกรธล่ะสิ ช่วยไม่ได้ คราวหน้าคราวหลังก็หัดระวังมั่ง” ซันนี่ขยับตัวกำลังจะเดินออกไปจากตรงนั้น แต่มือหนาคว้าต้นแขนของเธอไว้แน่น ออกแรงบีบจนเธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“ปล่อยฉัน”
“ฉัน ไม่ได้อยากจะแตะเธอนักหรอกนะ แค่อยากจะเตือนเธอเอาไว้ อย่าคิดว่าจะใช้เรื่องนี้มาเอาหน้ากับนายท่านได้ ถึงนายท่านจะโมโหยังไง แต่ท่านก็ยังไว้ใจฉันมากกว่าเธออยู่ดี ทำงานของเธอให้เสร็จ อีกสองวันฉันจะมาใหม่ หวังว่าจะได้ข่าวอะไรคืบหน้าบ้างนะ” มือหนาปล่อยแขนหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ทำเอาเธอเซไปหลายก้าว ซันนี่ตวัดตากลับมามองด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่พบใครแล้ว
“หายไปไว จริง ให้ตาย ถือตัวเป็นคนโปรด ทำผิดใหญ่ขนาดนั้นนายท่านยังไว้ใจให้ทำงานใหญ่ต่ออีก สักวัน ฉันจะโค่นแกลงมาให้ได้แทยัง” ซันนี่มองตามแทยังที่บินไปจนลับฟ้าด้วยแววตาเคียดแค้น
ยูชอน เปิดประตูเข้ามาในห้อง พบกับร่างเล็กที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว จุนซูสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเตรียมเผชิญหน้ากับยูชน จุนซูรีบลุกขึ้นเดินตรงไปหาร่างโปร่ง มือเล็กยื่นมือถือส่งให้คนตรงหน้า แล้วก็หยุดไว้แค่นั้น ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ไม่พูด ยูชอนไม่สนใจการกระทำแปลกๆของรูมเมทแม้แต่น้อยเดินผ่านหน้าคนตัวเล็กไปเฉยๆ จุนซูขมวดคิ้วเริ่มมีอารมณ์โกรธกรุ่นๆ จากที่เมื่อกี้กำลังรวบรวมคำพูดที่จะขอโทษ กลับกลายเป็นจะวีนแตกอีกรอบ เพราะท่าทางไม่ใส่ใจของเพื่อนร่วมห้อง ร่างเล็กวิ่งไปดักหน้าคนตัวโตกว่าทันที
“นี่ ไม่เห็นหรือไงว่าฉันยื่นโทรศัพท์ให้เนี่ย” จุนซูยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าร่างโปร่งอีกครั้ง ยูชอนมองที่โทรศัพท์ก่อนจะเงยหน้ามองคนตัวเล็ก
“ไม่ใช้แล้วหรือไง” ยูชอนถามเรียบๆ
“เอ่อ ก็...”
จุน ซูตอบตะกุกตะกัก อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะเอามาคืน แค่เป็นข้ออ้างเปิดประเด็นพูดเรื่องที่ต้องการ เพราะคนตัวเล็กคิดว่าลองให้ยืมนานโดยไม่ทวง ยูชอนคงไม่ใช่คนงกหรอก แต่พอเจอคำถามนี้เข้าไปคนตัวเล็กก็เลยชะงัก นี่ต้องคืนจริงๆเหรอเนี่ย ความจริงมีมันไว้ก็ดี เพราะเขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาลงไปรอตู้โทรศัพท์ข้างล่าง ถึงแม้สมัยนี้คนส่วนใหญ่จะใช้มือถือ แต่ก็มีบางคนยังใช้ตู้โทรศัพท์อยู่ แถมบางวันเหรียญค้างโทรไม่ได้ด้วย จุนซูคิดหนัก จะตอบยังไงดี
“ถ้า จะใช้ก็ไม่ต้องเอามาคืนหรอก” พูดจบร่างโปร่งก็เดินผ่านหน้าคนตัวเล็กไปอีกรอบ แต่จุนซูฉุดแขนแข็งแรงเอาไว้ก่อน ก้มหน้าหน้าชิดอก ริมฝีปากเล็กพูดอะไรงึมงำเล็กน้อย เบาจนจับเป็นคำพูดไม่ได้ ยูชอนขมวดคิ้วนิดนึงอย่างไม่ชอบใจเพราะฟังไม่รู้เรื่อง วันนี้เขามีเรื่องหงุดหงิดกวนใจมามากพอแล้ว ไม่อยากจะเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปอีกเรื่อง
“มีอะไร พูดให้มันดังๆหน่อยได้ไหม” ยูชอนดุ นอกจากเรื่องพูดงึมงำแล้ว ยูชอนยังไม่ชอบให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัว เพราะความที่อยู่คนเดียวมาตลอดไม่ชอบสุงสิงกับใคร ทำให้ยูชอนค่อนข้างถือตัวกับเรื่องพวกนี้ เสียงที่พูดจึงแข็งขึ้นจนกลายเป็นดุดันสำหรับคนตัวเล็ก เล่นเอาจุนซูนึกกลัวขึ้นมา ร่างเล็กหลับตาปี๋แล้วก็ดันไปนึกถึงภาพที่ยูชอนนั่งอยู่คนเดียวที่ระเบียง พร้อมปีกสีดำ ยิ่งทำให้คนตัวเล็กตัวสั่นมากยิ่งขึ้น
“ฉันถามว่ามี อะไร” ยูชอนพูดอีกครั้ง แขนแข็งแรงพยายามสะบัดออกจากการเกาะกุมของมือเล็ก แต่จุนซูก็ยังรั้งเอาไว้เต็มที่ เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็จะไม่ปล่อยให้ยูชอนไป ทั้งๆที่เขายังไม่ได้ขอโทษหรอก แต่ก่อนที่คนตัวโตกว่าจะหงุดหงิดมากไปกว่านี้ จุนซูก็ตัดสินใจพูดสิ่งที่ต้องการพูดออกไป
“ฉันขอโทษ” จุนซูตะโกนเสียงดัง ยูชอนนิ่งไปพักนึงก่อนจะถามเสียงเรียบ อย่างไม่เข้าใจ
“ขอโทษเรื่องอะไร” จุนซูเงยหน้าขึ้นมอง แววตาสำนึกผิดสุดๆ
“ก็ เรื่องเมื่อกลางวันไง ฉันขอโทษที่ฉันพูดแบบนั้นกับนาย ความจริงมันก็ถูกของนาย ฉันผิดเองที่ตื่นสายแล้วพาลโทษนาย ขอโทษนะ” จุนซูมองตายูชอนอย่างกล้าๆกลัวๆ พยายามใช้สายตาบอกคนตรงหน้าว่าเขาเสียใจ แล้วก็รู้สึกผิดแค่ไหน แต่ว่า มันไม่ได้ส่งไปถึงคนตัวโตกว่าแม้แต่น้อย ยูชอนไม่สนใจจะมองมันด้วยซ้ำ
“มีเรื่องพูดแค่นี้ใช่ไหม” ยูชอนพยายามปลดมือเล็กออกจากแขนของตัวเอง แต่จุนซูยังเกาะไว้แน่น ถึงจะกลัวยังไง จุนซูก็ยังทำใจดีสู้เสือดึงยูชอนไว้ก่อน
“มีอะไรอีก”
“นายจะไม่ยกโทษให้ฉันก่อนเหรอ ฉันขอโทษแล้วนะ คนทำผิดแล้วขอโทษ ก็ต้องให้อภัยสิ” จุนซูยังดึงดัน
“เรื่องมากจริง ทำไมต้องให้อภัยด้วย นายรู้ตัวว่านายทำผิดก็ดีแล้ว ไม่เห็นจะเกี่ยวกับฉัน”
“เกี่ยว สิ ก็ฉันทำผิดกับนาย ถ้านายไม่ให้อภัยฉัน แสดงว่าฉันยังผิดอยู่น่ะสิ นายนี่ ไปอยู่เมืองนอกหรือเพิ่งกลับจากต่างดาวเนี่ย ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่รู้” จุนซูพูดด้วยความหงุดหงิด ไม่เข้าว่าทำไมเรื่องง่ายแค่นี้เขาก็ต้องมานั่งอธิบายด้วย เรื่องธรรมดาสามัญที่ใครๆก็รู้ แต่หมอนี่ดันไม่รู้ซะงั้น
“แค่ให้อภัยก็พอใช่ไหม” จุนซูพยักหน้าหงึกหงัก
“ก็ ได้ ฉันให้อภัยนาย พอใจหรือยัง แล้วก็เลิกจับแขนฉันไว้สักที ฉันไม่ชอบให้ใครมาแตะตัวฉัน” ยูชอนพูด จุนซูรีบปล่อยมือทันที เพราะกลัวยูชอนจะไม่พอใจอีก
“คือ ฉันซื้อของมาเยอะแยะเลย นายกินข้าวมาหรือยัง ดึกแล้วนะ ไม่หิวเหรอ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว”
“หิวนายก็กินสิ จะมาบอกฉันทำไม” ยูชอนเริ่มงงกับท่าทางของเพื่อนร่วมห้อง ทำไมถึงชอบทำตัวแปลกๆ ทำอะไรที่เขาไม่เข้าใจตลอด
“ก็ ฉันเตรียมของไว้ให้นายด้วยไง เลยรอกินพร้อมนาย ถือซะว่าเป็นของไถ่โทษ ที่ฉันพาลใส่นาย” จุนซูฉีกยิ้มเต็มที่ พ่อเคยบอกว่า จุนซูยิ้มน่ารัก เวลาเขาทำผิดแค่ขอโทษแล้วยิ้มให้ใครๆก็โกรธเขาไม่ลงทั้งนั้น คนตัวเล็กไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้กับคนๆนี้หรือเปล่า แต่ก็ยิ้มเอาไว้ก่อน
“มา สิ นี่ไง” พอเห็นว่าคนตัวโตกว่าไม่มีท่าทีปฏิเสธ จุนซูก็ลากยูชอนมาที่โต๊ะทันที ยูชอนขืนตัวไว้นิดนึงทำให้คนตัวเล็กชะงักไปด้วย หันมามองสบตาคมดุ ก็รีบปล่อยมือออกจากแขนคนตัวโตทันที แต่จุนซูก็ยังไม่ละความพยายาม ชี้ชวนดูอาหารบนโต๊ะต่ออย่างร่าเริง
“เห็นไหม นี่อาหารเยอะแยะเลย มากินด้วยนะ แล้วฉันสัญญาว่าต่อไปนี้ฉันจะไม่งี่เง่าอีก ถึงนายไม่ปลุกฉัน ฉันก็จะไม่งอแงพาลหาเรื่อง ดีไหม” ยูชอนส่ายหน้าช้าๆ แต่ก็ยอมนั่งลงโดยดี จุนซูจัดแจงตักข้าวให้ยูชอน เลื่อนนั่นเลื่อนนี่ให้เอาใจสุดๆๆ เพราะรู้ว่าตัวเองผิด และวันนี้เขาตั้งใจไว้ว่า จะทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมห้องอย่างเป็นทางการสักที
“กินนี่นะ อันนี้ก็อร่อย อันนี้ด้วย” คนตัวเล็กเจื้อยแจ้วไปทั่ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้ลองกินเลยสักนิด แต่สำหรับคิมจุนซู อะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ
“มาทำดีกับฉันทำไม” ยูชอนถามเสียงเรียบๆ จุนซูชะงัก ไม่เข้าใจคำถาม
“หมายความว่าไง”
“มา ทำดีกับฉันทำไม ต้องการอะไร” จุนซูเหวอไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าจะเจอคำถามแบบนี้ ก็ไอ้ที่เขาเอาใจอยู่นี่เป็นเพราะเขาสำนึกผิดไง อยากให้ยกโทษ แต่พอมาเจอคำถามว่าทำเพื่ออะไรเลยยิ่งงง
“ทำเพื่ออะไร ก็เราเป็นเพื่อนกัน แค่ชวนเพื่อนกินข้าว ไม่เห็นจะแปลกเลย ทีนายยังทำอาหารเผื่อไว้ให้ฉันเลย” จุนซูตอบ
“เพื่อนเหรอ ฉันไม่เคยมีเพื่อน แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีด้วย”
“อ้าว แล้วที่นายทำอาหารทิ้งไว้ให้ฉัน เอามือถือให้ใช้ ไม่ได้หมายความว่านายเป็นเพื่อนฉันเหรอ”
“เปล่า ฉันแค่เห็นนายอดอยาก ส่วนมือถือฉันไม่เคยใช้ ไม่ได้อยากติดต่อกับใคร แต่มีคนยัดเยียดเอามาให้ ก็เลยให้นายไว้ เพราะมันเกะกะเท่านั้นเอง”
พูด จบร่างโปร่งก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปที่ระเบียงเปิดประตูออกไปนั่งข้างนอกคนเดียวเหมือนทุกวัน คนตัวเล็กเริ่มเดือดปุดๆ อะไรกัน ที่เห็นทำให้เขาทุกอย่างนี่ เขาคิดไปเองเหรอว่าหมอนี่ใจดี คิดแล้วโมโหเฟ้ย ร่างเล็กรีบวิ่งตามไปที่ระเบียงทันที เลื่อนประตูแรงๆจนชนกับที่กั้นเสียงดังโครม เรียกให้ร่างโปร่งหันกลับมามองด้วยสายไม่พอใจ
“ปาร์คยูชอน นายไม่เคยมีเพื่อนใช่ไหม” จุนซูตะโกนใส่แต่ยูชอนก็ยังเฉยไม่มีปฏิกิริยาอะไร จุนซูยิ่งโมโห
“ดี ล่ะ นับตั้งแต่วันนี้ไป ฉันจะเกาะติดนายไปทุกที่ ฉันจะเป็นเพื่อนนายให้ได้ คอยดู” พูดจบคนตัวเล็กก็ไม่สนใจว่าร่างโปร่งจะตอบว่าอะไร หรือจะตอบสิ่งที่เขาบอกหรือไม่ จัดแจงปิดประตูเสียงดังเดินเข้าไปในห้องทันที ยูชอนไม่พูดอะไร เพียงแต่เบือนหน้ากลับไปยังทิศทางที่ตัวเองมองอยู่อย่างเหม่อลอย
‘ฉันจะเป็นเพื่อนกันนายให้ได้’
เสียง นั้นยังดังอยู่ในโสตประสาทของเขา ยูชอนยกยิ้ม เพื่อนเหรอ เขาไม่เคยมีเพื่อนมานานแล้ว เพื่อนไม่จำเป็นสำหรับเขา ขนาดครอบครัวยังผลักไสเขาเลย แล้วเพื่อนจะต่างกันตรงไหน ชีวิตโดดเดี่ยวของเขาที่ต่างประเทศ สอนให้เขารู้จักคำพวกนี้มาพอแล้ว ที่นั่น เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร ไม่มีครอบครัว หลังจากที่พ่อเสียไป เขาก็ไม่มีใครอีก แถมยังถูกจับส่งไปเรียนที่ต่างประเทศคนเดียว เด็กตัวเล็กๆ ต้องขึ้นเครื่องบินเพียงลำพังด้วยความหวาดกลัว
ไปใน สถานที่ๆไม่เคยรู้จัก มีเพียงพ่อบ้านเก่าแก่ของตระกูลรอรับอยู่ที่นั่น บ้านไม่สิ คฤหาสน์หลังใหญ่ทรงยุโรปที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวแยกตัวออกจากบ้านต่างๆใน เมืองออกมาหลายไมล์ รอบๆคฤหาสน์มีแต่ป่าเขา เป็นที่เดียวที่เขาจะออกมาเที่ยวเล่นผ่อนคลายความเหงาได้ คฤหาสน์ที่มีคนใช้อยู่เต็ม แต่เขาไม่เคยเห็นเลย นอกจากพ่อบ้านชราและคนขับรถ นอกนั้นทุกคนจะหายไปหมด ไม่เคยโผล่มาให้เห็น ดูเหมือนทุกคนถูกสั่งห้ามพูดกับเขา นอกจากรับคำสั่ง ยูชอนพยายามพูดกับพ่อบ้านชราอยู่นาน จนถอดใจ เพราะเขาไม่เคยได้รับคำตอบอะไรเลย
จากที่เหงาจนจับหัวใจ เพราะพูดกับใครไม่รู้เรื่องคนในบ้านก็ไม่พูดด้วย ก็กลายเป็นความชาชิน และแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาในที่สุด สิ่งมีชีวิตเพียงสองอย่างที่เขาพูดด้วยมากที่สุดก็คือ พ่อบ้านชราที่ทำหน้าที่ดูแลบ้านหลังใหญ่ของตระกูล และรับคำสั่งเมื่อเขาต้องการอะไร กับ ฮอร์ค เหยี่ยวที่เขาได้มาจากป่าหลังบ้าน ในวันที่เขาเข้าไปเดินเล่น เขาพบฮอร์คได้รับบาดเจ็บสาหัส ด้วยวัย 11ปี เด็กชายยูชอนรีบไปอุ้มนกตัวนั้นกลับบ้าน โดยที่ไม่รู้ว่ามันอันตรายแค่ไหนที่เข้าไปยุ่งกับเหยี่ยวที่กำลังบาดเจ็บ
แต่ ดูเหมือนฮอร์คจะหมดเรี่ยวแรงที่จะทำร้ายใคร ยูชอนสั่งให้พ่อบ้านพามันไปหาหมอ และเลี้ยงดูมันไว้ ยูชอนปล่อยฮอร์คกลับสู่ป่าเมื่อมันหายดี แต่แววตาเศร้าสร้อยของเขาคงเป็นตัวรั้งฮอร์คเอาไว้ แทนที่มันจะบินกลับเข้าไปในป่า มันกลับบินวนกลับมาหาเขาแทน ตั้งแต่นั้น ฮอร์คก็กลายเป็นเพื่อนคนเดียวของเขา เป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาพูดด้วยมากที่สุด ถึงแม้มันจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็รู้สึกดีที่มีอะไรสักอย่างที่มีชีวิต รับฟังเขาบ้าง
จน กระทั่งเขาได้รับโทรศัพท์จากตาแก่นั่น คนที่ผลักไสเขาไปอยู่ที่อื่น ยูชอนไม่เข้าใจว่า ตาแก่นั่นต้องการอะไรจากเขา ในเมื่อบอกเขาเองว่าเขาเป็นความอัปยศของวงศ์ตระกูล เพราะเป็นเด็กปีศาจ แล้วเรียกเขากลับมาทำไม แถมยังจับเขายัดเข้ามหาลัยนี้อีก ไม่เข้าใจเลยว่าต้องการอะไร ไม่อยากเห็นหน้าก็ส่งไปอยู่ไกล อยากให้มาก็เรียกมา อยากให้ไปก็ไล่ไป ทำเหมือนเขาเป็นสิ่งของ ไม่ใช่หลานของตัวเอง
ร่างโปร่งเหยียดยิ้มนิดๆ เมื่อนึกถึงเหตุผลที่ตาแก่นั่นส่งเขาไปอยู่ในที่ไกลแสนไกล เพราะเขาไม่เหมือนคนอื่น เพราะเขามีปีกสีดำที่กลางหลังตั้งแต่เกิด เพราะปีก ทำให้ผู้หญิงแสนอ่อนโยนอย่างแม่ กลายเป็นปีศาจไป ทำให้เขากลายเป็นลูกปีศาจ ทั้งๆที่แม่เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญเท่านั้น ตามธรรมดาตาแก่นั่นก็ไม่ชอบแม่ของเขาอยู่แล้ว ยิ่งมีเขา ยิ่งเกลียดแม่เข้าไปใหญ่ ยูชอนจำอะไรเกี่ยวกับแม่ไม่ได้มากนัก เพราะแม่ตายจากเขาไปตั้งแต่ยังเล็ก จำได้แต่อ้อมกอดอันอบอุ่น กลิ่นตัวหอมกรุ่นของแม่เวลากอดเขาเท่านั้น
ปีกสีดำที่ใครๆเห็นก็ ต่างหวาดกลัว นอกจากพ่อกับแม่ ทุกคนต่างหนีเขาไปไกลแสนไกล ไม่กล้าเขาใกล้เขา ทุกคนกลัวเขากันหมด ไม่สิไม่ใช่ทุกคน ยังมีเจ้าตัวเล็กนั่นอีกคน ตอนแรกก็ทำท่ากลัวปีกสีดำนี่สุดชีวิต แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า จะเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้ และเขาก็ยังสงสัยว่าหมอนั่นเห็นปีกเขาได้ยังไง ในเมื่อ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาค้นพบวิธีซ่อนมันเอาไว้ ก็ไม่เคยเผลอแสดงออกมาอีก ยกเว้นเวลาโกรธจัด แต่หมอนั่นกลับเห็นได้
“คิมจุนซู ฉันจะคอยดู ว่านายจะเป็นเพื่อนกับฉันได้ยังไง ในเมื่อฉันไม่เคยต้องการเพื่อน” ยูชอนพูดกับตัวเองเบาๆ เหมือนยอมรับการท้าทายของคนตัวเล็กอยู่กลายๆ
ยุ นโฮนั่งไขว่ห้างสบายๆอยู่บนโซฟา รอเวลาเพื่อนร่วมห้องกลับมา ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตู พร้อมกับร่างบางเดินเข้ามาในห้อง ยุนโฮสังเกตเห็นความผิดปกติเล็กน้อย แจจุงเดินเหมือนพยายามฝืนๆอะไรสักอย่าง ร่างสูงลุกขึ้นยืน หันไปเผชิญหน้ากับร่างบาง
“ไปไหนมา” ยุนโฮถาม
“ไปห้องชางมินไง ถามทำไม” แจจุงตอบ
“เหรอ แต่ฉันเพิ่งกลับมาจากห้องชางมิน แล้วที่นั่นก็ไม่มีนายอยู่ด้วย” แจจุงอึ้ง เขาไม่คิดว่ายุนโฮจะตามไปที่ห้องนั้น ที่อ้างชางมินเพราะยุนโฮไม่สนิทกับชางมิน คงไม่มีธุระที่จะไปห้องนั้น แจจุงกัดริมปีปากล่างอย่างใช้ความคิด
“ถามอีกทีไปไหนมา”
“แล้ว มันเกี่ยวอะไรกับนายด้วยเล่า” แจจุงสะบัดเสียง พยายามเดินไปที่เตียง ตอนนี้แผลที่ขาเริ่มมีอาการแค่ลากสังขารกลับมาถึงนี่ก็จะแย่อยู่แล้ว หมอนี่ยังจะมาซักไซ้อีก
“เกี่ยวสิ ก็ไหนเราบอกว่าจะร่วมมือกัน แล้วนายทำตัวมีลับลมคมในอย่างนี้ จะให้ฉันไว้ใจได้ยังไง” แจจุงหันขวับ เพราะยุนโฮพูดจี้ถูกจุด เรื่องที่เขามีความลับ มันช่วยไม่ได้ ก็ในเมื่อข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลลับ เขาก็จำเป็นต้องปกปิดมันไว้ แต่ร่างบางก็ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนแทน
“ความลับอะไร ฉันแค่อยากไปเที่ยวข้างนอก ไม่อยากให้นายตามก็เลยบอกว่าไปห้องชางมินแค่นั้นเอง” แจจุงแถไปข้างๆคูๆ
“คิดว่าคนอย่างฉันจะเชื่องั้นเหรอแจจุง” ยุนโฮเดินเข้ามาใกล้จนอยู่ในระยะประชิด ร่างบางเริ่มถอยห่าง
“เชื่อไม่เชื่อก็เรื่องของนายสิ ถอยไปฉันจะนอนแล้ว” แจจุงเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ก็ถูกร่างสูงรวบตัวเอาไว้ก่อน
“จะ รีบไปไหนล่ะ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่เอ~ มันดูผิดปกติไปหน่อยนะ ทุกทีนายไม่เคยนอนทั้งๆที่ไม่อาบน้ำนี่นา” ยุนโฮหรี่ตามองร่างบาง ทำเอาแจจุงใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไอ้บ้านี่ รู้ว่าเขาคิดยังไง ยังชอบมาล้อเล่นกันอยู่ได้ นี่ถ้าไม่ได้เจ็บขาอยู่นะ จะเล่นให้งอมเลย
“ปล่อย!!! “ แจจุงทำเสียงแข็งขู่ไว้ก่อน
“ถ้า ไม่ปล่อยจะทำอะไร” ยุนโฮยิ้มกริ่ม ค่อยๆโน้มหน้าเข้าไปใกล้ร่างบาง แจจุงตกใจ เพราะไม่คิดว่ายุนโฮจะทำแบบนี้ ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา ยุนโฮไม่เคยทำถึงขนาดนี้กับเขาเลยสักครั้ง ทำให้แจจุงทำอะไรไม่ถูก แถมขาก็ยังมาเจ็บ ทำให้จะขยับทำอะไรก็ลำบาก แต่ยุนโฮก็ยังไม่หยุดแค่นั้น มือหนาค่อยๆเลื่อนลงมาจากเอวบาง ละเรื่อยลงต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงต้นขา
“โอ้ย!!” แจจุงสะดุ้ง หลุดเสียงร้องออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“นี่ ไง ไปทำอะไรมา” ยุนโฮถอยห่างออกมาเมื่อจับไต๋คนสวยได้ ช้อนตัวอุ้มแจจุงไปนั่งที่เตียง แถมยังทำสีหน้าเหมือนประหนึ่งว่า คุณครูจับนักเรียนโกหกได้
“ไม่ได้ทำอะไร” ร่างบางยังปากแข็ง แถมยังอารมณ์เสียที่ถูกจับได้ง่ายๆ เพราะความที่เขามัวแต่ตื่นเต้นเลยทำให้ไม่ทันระวัง ไม่คิดว่ายุนโฮจะมาไม้นี้
“ไม่ได้ทำ แล้วนี่อะไร” ยุนโฮจงใจจับไปที่แผลตรงต้นขาของแจจุง เล่นเอาคนสวยร้อยเสียงดังลั่น พร้อมฝ่ามือบางฟาดเข้าที่แขนแกร่งแรงๆหลายที
“เจ็บ จับทำไมเล่า”
“งั้นก็บอกมาสิ เป็นแผลได้ยังไง”
“ไม่ได้เป็นผลสักหน่อย แค่ช้ำๆเฉยๆ” แจจุงอ้อมแอ้มตอบ
“นี่ ถ้าไม่จับแก้ผ้า จะไม่ตอบดีๆใช่ไหม ว่าไปโดนอะไรมา ไม่ได้เป็นแผล แล้วเลือดนี่มาจากไหน” ยุนโฮยื่นมือที่จับโดนแผลให้ร่างบางดู แจจุงอึ้ง ไม่รู้จะบ่ายเบี่ยงปฏิเสธไปทางไหน ถ้าหากว่าบอกไปตรงๆ ยุนโฮจะต้องรู้แน่ๆว่าที่เขาหายไป ไปทำอะไรมา
“ว่าไง” ยุนโฮถามเสียงแข็ง
“เอ่อ คือ...” แจจุงอ้ำอึ้ง
“ไม่ ตอบใช่ไหม งั้นฉันขอถามหน่อย นายไปทำอะไรแถวๆหอสมุดมหาลัยกลางดึกแบบนี้ แถมยังปีนเข้าไปจนคนเข้าเกือบจับได้เนี่ย” แจจุงหันไปมองหน้ายุนโฮอย่างตกใจ
“นายรู้”
“ก็รู้น่ะสิ ถ้าไม่ใช่ฉันนายจะหนีออกมาได้ไหม ทำอะไรไม่ระวัง ดีนะที่ฉันไม่เชื่อนายแล้วตามไปห้องชางมินมา ฉันกะอยู่แล้วว่านายไปรับโทรศัพท์ตอนกลางวันต้องมีอะไรแน่ๆ ฉันเลยตามไปดู ทันเห็นนายกำลังปีนหนีออกมาพอดี ถ้าฉันไม่เข้าไปถ่วงเวลาพวกยามนั่นไว้ ป่านนี้นายจะกลับมาถึงที่นี่หรือไง” ยุนโฮเล่า พลางนั่งยองๆ มองรอยเลือดที่ซึมออกมานอกกางเกงอย่างไม่ชอบใจ นี่ถึงขั้นวิ่งไปเปลี่ยนชุดด้วยเหรอเนี่ย เพราะชุดที่เขาเห็นแจจุงใส่ตอนที่ปืนออกมามันสีดำ แถมยังมีรอยขาดเพราะครูดกับเหล็กแหลมด้วย แต่ตัวนี้ไม่มี
แจจุงทำ หน้ามุ่ย ให้ตายสิ นี่เขาจะไม่เคยหนีรอดจากสายตาของหมอนี้ได้เลยสักครั้งใช่ไหม ทำอะไรอยู่รู้หมด รู้ทุกอย่าง แถมยังไปเจอตอนเขาลำบากทุกที กี่ครั้งแล้วที่เขารอดมาได้เพราะยุนโฮ ทำไมเขาถึงแย่แบบนี้เนี่ย
“ยังไม่ตอบอีก เข้าไปทำไม”
“จะต้องตอบอะไรล่ะ ก็รู้เองทั้งหมดอยู่แล้วนี่ หึ~!!”
“จะ ไปหาบันทึกล่ะสิ ทีหลังก็ถามหน่อยนะว่าเข้าไปได้ไหม ไม่ใช่เอะอะก็บุกเดี่ยวลุยเข้าไปเลย คราวนี้แค่บาดเจ็บ ถ้าคราวหน้าฉันไม่อยู่ช่วย แล้วนายจะรอดกลับมาไหม” ยุนโฮบ่น
“นายจะมาสนอะไรกับฉันนักหนาเล่า นายมีหน้าที่อะไรของนาย นายก็ทำไปสิ”
“ก็ ไหนเราบอกว่าจะร่วมมือกันไง ไอ้เด็กโย่งนั่นอีก มันต้องทำอะไรอยู่แน่ๆ เพราะวันนี้มันไม่เห็นถามถึงนาย ขนาดฉันบอกว่านายหายไป พวกนายนี่เชื่อใจไม่ได้เลยจริงๆ”
“แล้วนายล่ะ นายเองก็มีความลับใช่ไหม อย่ามาว่าคนอื่นหน่อยเลย นายก็ไม่แชร์เรื่องที่รู้ให้พวกเราฟังเหมือนกันแหละ” ยุนโฮถอนใจ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่แชร์ แต่ข้อมูลที่ได้มายังไม่ชัวร์ เลยไม่อยากพูดอะไร ไม่คิดว่าร่างบางจะใจร้อนบุกเข้าไปเลย แต่ถ้ามีการรักษาหนาแน่นขนาดนั้น เรื่องนี้ก็อาจจะจริงก็ได้
“เอาไว้พูดเรื่องนี้กันทีหลัง นายไปอาบน้ำก่อนเถอะ แล้วเดี๋ยวออกมาล้างแผล” ยุนโฮก้มตัวลงจะช้อนตัวร่างบางขึ้น แต่แจจุง ยกมือดันเอาไว้ก่อน
“จะทำอะไร”
“ก็พาไปห้องน้ำไง เดินไหวเหรอ”
“ไหว สิ ไม่ต้องมายุ่ง” แจจุงปฏิเสธ เขาคงทนอยู่ใกล้ยุนโฮมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว หมอนี่ก็ใจร้ายนัก รู้อยู่ว่าเขาคิดยังไง นอกจากจะไม่สนใจความรู้สึกเขา ยังมาทำตัวดีกับเขาจนน่าหมั่นไส้อีก ตกลงจะเอายังไงกับเขากันแน่
“อย่า มาปากเก่ง” ยุนโฮพูด พร้อมช้อนตัวอุ้มร่างบางขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนแจจุงต้องผวากอดคอร่างสูงเอาไว้กันหล่น เรียกเสียงหัวเราะน้อยๆในลำคอร่างสูงได้ดี
“หัวเราะอะไร” แจจุงตวาดเสียงเขียว ยุนโฮไม่ตอบ พาเขาเข้าไปวางไว้ในห้องน้ำ จัดแจงเดินไปเอาเสื้อคลุมอาบน้ำมาวางให้เรียบร้อย
“อาบน้ำซะ แล้วฉันจะมาทำแผลให้” พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปนอกห้องน้ำ ทิ้งให้แจจุงนั่งทำแก้มป่องอยู่ในห้องน้ำคนเดียว
“คนบ้า จะใจดีกับฉันทำไมนักหนา รู้ไหมว่าทำแบบนี้มากๆมันไม่ดี”
เช้า วันรุ่งขึ้น ยูชอนตื่นขึ้นมาในเวลาปกติที่เคยตื่นทุกวันเพราะวันนี้มีเรียนเช้า ร่างโปร่งเดินเข้าไปจัดการธุระตัวเองในห้องน้ำ หลังจากจัดการธุระตัวเองเสร็จเรียบร้อย เขาก็เพิ่งเห็นว่า วันนี้มันไม่เหมือนเดิม รู้สึกเหมือนมีอะไรแปลกๆต่างไปจากทุกวัน ยูชอนกวาดตามองไปรอบๆห้อง ในที่สุดเขาก็เห็นสิ่งผิดปกติ อันดับต้นๆ เตียงนอนของเพื่อนร่วมห้อง มันว่างเปล่า ที่นอนจัดเก็บเรียบร้อย เจ้าตัวเล็กหายไปไหน
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ นี่ๆๆ มากินอาหารเช้ากันจะได้ไปเรียน” จุนซูเปิดประตูเข้ามา พร้อมกันข้าวของเต็มมือ กัดฟันซื้อเลยนะเนี่ย
“มา สิ ยืนเฉยอยู่ทำไม” จุนซูกวักมือเรียก ขณะเอาของไปวางไว้บนโต๊ะ แต่ยูชอนไม่สนใจ ร่างโปร่งเดินตรงไปที่ประตูแทน จุนซูหันมาเห็นเข้ารีบวิ่งไปคว้าแขนร่างโปร่งเอาไว้ ยูชอนเหลือบมองมือเล็กนิดนึง ทำให้จุนซูรู้ตัวปล่อยมือออกพร้อมส่งรอยยิ้มจริงใจสุดๆไปให้
“ไม่กินด้วยกันก่อนเหรอ จะรีบไปไหน นี่ยังเช้าอยู่เลย”
“ไม่ ฉันไม่ชอบกินของพวกนั้น” จุนซูหันกลับไปมอง ของพวกนั้นที่ยูชอนว่า อะไร ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ของอร่อย ไม่ชอบกินได้ไงเนี่ย
“ลองกินก่อนสิแล้วจะติดใจ”
“ไม่เป็นไร” ยูชอนเปิดประตูก้าวออกไปนอกห้องทันที ทิ้งคนตัวเล็กหน้ามุ่ยอยู่คนเดียว
“หึ คนอุตส่าห์เจียดเงินไปซื้อ ชิ พ่อคนรวย ของถูกๆกินไม่เป็น แต่อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้น วันนี้จะเกาะติดเป็นตุ๊กแกเลยคอยดู” จุนซูรีบไปโกยข้าวของทุกอย่างใส่ตู้เย็นเอาไว้ ก่อนที่มันจะเสีย มือเล็กคว้าถุงปาท่องโก๋กับกระเป๋าได้ก็รีบวิ่งตามออกไปทันที
“แฮ่กๆๆ รอด้วยสิ” จุนซูรีบแทรกตัวเข้ามาในลิฟท์ทันที ที่ประตูเปิด ดีนะที่เขาวิ่งมาทันเอาเท้ากันไว้ก่อนประตูลิฟท์จะปิด
“จะรีบไปไหนเล่า รอกันหน่อยก็ไม่ได้” คนตัวเล็กบ่น
“ทุกทีฉันก็ไม่เคยรอนายอยู่แล้วนี่” คำตอบตรงๆ ทำให้ร่างเล็กนึกอยากเอาปาท่องโก๋ฟาดใส่หน้าสักที แต่ยั้งไว้ทัน
“ชิ ส์!! ไม่รอก็อย่ารอ ฉันจะตามติดนายอยู่อย่างนี้แหละ จนกว่านายจะยอมเป็นเพื่อนฉัน” จุนซูพูดด้วยความมุ่งมั่น มือเล็กคว้าปาท่องโก๋ขึ้นมาตัวนึง ยัดใส่มือร่างโปร่ง
“กินซะ เดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะหรอก”
แล้ว ก็หันไปจัดการยัดปาท่องโก๋ใส่ปากตัวเองเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่สนใจคนข้างๆอีก ยูชอนมองปลาท่องโก๋ในมือ แป้งสีน้ำตาลทองติดกันสองก้อน นี่เหรอที่เรียกว่าปาท่องโก๋ เขาเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อนนะ หรือว่าพ่อกับแม่ซื้อให้กินตอนเป็นเด็ก แต่เขาจากที่นี่ไปนานมากๆ ทำให้ลืมรสชาติมันไปแล้ว ลองกินสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไร หลังจากลองกัดไปคำนึง ยูชอนบอกกับตัวเองว่าไอ้นี่มันก็อร่อยดีแหะ จุนซูหันมามองร่างโปร่งที่กำลังเคี้ยวปาท่องโก๋ที่เขาส่งให้ ใบหน้าน่ารักก็ยิ้มแฉ่งทันที
“อร่อยไหม เอาอีกสิ” จุนซูยื่นถุงส่งให้ แต่ยูชอนก็เฉย
“เหอะ ทำเป็นหยิ่ง หิวแล้วอย่ามาง้อแล้วกัน” จุนซูเชิดหน้าขึ้น พอดีกับที่ประตูลิฟท์เปิดพอดี ร่างโปร่งจึงก้าวออกไปก่อน จุนซูเองก็รีบออกไปเหมือนกัน ยังไงวันนี้เขาก็ไม่ปล่อยให้หมอนี่รอดสายตาไปได้หรอก ร่างเล็กวิ่งไปที่รถของยูชอน มองรถสปอร์ตสีดำสนิทเป็นมันเงาวับด้วยตาเป็นประกาย โอ้โห หมอนี่มันรวยจริงๆ รถคันนี้มองไกลๆว่าสวยแล้ว มองใกล้ๆยิ่งสวยไปใหญ่ แต่ก่อนที่จะชื่นชมอะไรไปมากกว่านี้ เสียงปลดล็อคก็ดังขึ้น จุนซูรีบเปิดประตูเข้าไปนั่ง โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของรถเชื้อเชิญ
“ขึ้นมาทำไม”
“ก็บอกว่าจะเกาะติดๆๆ นายไปไหนฉันก็ไปด้วยนั่นแหละ” ยูชอนได้แต่ส่ายหน้า ไม่เข้าใจว่าหมอนี่จะมานั่งตื้อเขาทำไม
“ฉันไม่ได้ต้องการเพื่อน นายอย่ามาตื้อให้ยากเลย”
“แต่ฉันชอบทำของยากๆ แล้วฉันก็จะแสดงให้นายดูว่า มีเพื่อนมันสนุกมากกว่านายอยู่คนเดียวแค่ไหน”
“งั้นก็ลองดู ถ้านายทำได้นะ แต่ฉันว่ามันสร้างความรำคาญให้ฉันมากมกว่า” ยูชอนยกยิ้มนิดๆ
“ฉัน ทำได้อยู่แล้ว ไม่เชื่อคอยดูฉันจะสร้างความรำคาญ เอาให้นายลืมไม่ลงเลยเหอะ ” ยูชอนไม่ตอบอะไร ออกรถขับไปยังจุดมุ่งหมายของพวกเขาทันที
%%%%
TBC
อ่านให้สนุกนะคะ

