[Fic] ~ Halloween Night ~ Part 10
posted on 22 Aug 2010 12:58 by kameryuichi in Halloween
Part 10
ชิน ดงเดินโซซัดโซเซเข้ามาด้านหลังของปราสาทหมาป่า ในสภาพที่เหนื่อยล้าแทบจะหมดแรง เพราะต้องเดินทางมาจากชายป่าอีกด้านนึงซึ่งอยู่ไกลจากปราสาทออกไปมาก ด้วยร่างกายที่หนาและหนักกว่าคนทั่วไป ทำให้ชินดงอ่อนล้าและเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่เขาได้รับรู้มานั้น เป็นแรงผลักดันให้เขาต้องตะเกียกตะกายกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะต้องนำเรื่องนี้ไปรายงานกับนายของเขาให้จงได้
ชินดงรู้สึกหงุด หงิดเมื่อนึกถึงม้าที่เขาเอาไปด้วย เจ้าม้าบ้านั่นมันดันหนีกลับมาที่ปราสาทก่อนตอนที่เขาโดนชองยุนโฮจับตัว ถ้าเขาไม่พลาดโดนชองยุนโฮจับได้ ป่านนี้เขาคงจะถึงปราสาทนานแล้ว ไม่ต้องมาเหนื่อยเดินไกลเป็นกิโลๆแบบนี้ด้วย กว่าจะมาถึงที่ปราสาท เขาต้องหยุดพักรอนแรมในป่าตั้งหลายวัน ทั้งๆที่ถ้าใช้ม้าควบเต็มความเร็ว ค่อนวันก็ถึงแล้วแท้ๆ เขาเพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่า ร่างกายที่ใหญ่โตของเขา เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไกลมากแค่ไหน แค่เดินได้ไม่นานเขาก็หอบแล้ว
ชิน ดงใช้แรงฮึดอีกครั้งเพื่อจะเดินเข้าไปในปราสาท ร่างอ้วนกลมพยายามฝืนลากสังขารที่เหนื่อยล้าแทบจะหมดแรง เดินเข้าไปในปราสาทเพื่อรายงานข่าวที่เขาได้มาให้ชีวอนรับรู้ แต่แค่เดินผ่านประตูได้ไม่กี่ก้าว ร่างของเขาก็ทรุดลงกับพื้นชินดงนั่งหอบหายใจอยู่ตรงนั้นอยู่นาน เขาคิดว่าอาจจะต้องสลบอยู่ตรงนี้โดยไม่มีใครมาเจอแน่ๆ เพราะประตูด้านหลังไม่ค่อยมีคนผ่านเท่าไหร่นัก แต่เพราะชีวอนสั่งไว้ว่าห้ามให้ใครรู้เขาถึงต้องเลือกเข้าประตูทางด้านหลัง
“พี่ชินดง พี่ชินดงเป็นอะไร” ฮยอกแจรีบเข้ามาพยุงชินดง แต่ด้วยร่างกายที่บางกว่ามาก ทำให้เขาเซไปนิดตอนพยุงชินดงให้ยืนขึ้น
“ท่าน .. ชี.. วอน อยู่ที่ไหน” ชินดงพูดด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น ผสมกับเสียงหอบตลอดเวลา
“พี่ชีวอน ไม่อยู่ พี่มีอะไรเร่งด่วนงั้นเหรอ” ฮยอกแจถาม
“พา ข้า.. ไปหา ท่านชีวอนที ข้าต้องการพบท่านชีวอน” ชินดงยังดื้อดึง
“ข้าว่าพี่ไปพักก่อนดีกว่าไหม ตอนนี้พี่ชีวอนไม่อยู่ ไปหาตอนนี้ก็ไม่เจอหรอก” ฮยอกแจแนะ
“ไม่ ท่านชีวอนไปไหน นายน้อย ท่านชีวอนไปไหน ข้ามีเรื่องด่วน”
“ออกไปข้างนอกแต่เช้าแล้ว พี่มีเรื่องอะไรฝากบอกข้าไว้ก็ได้”
“ไม่ได้ ข้า...ต้องบอก....เรื่องนี้กับท่านชีวอนโดยตรง” ชินดงปฏิเสธทันที ถึงแม้จะเป็นนายน้อยฮยอกแจเขาก็บอกไม่ได้
“งั้น พี่ไปพักก่อนนะ ถ้าพี่ชีวอนกลับมา ข้าจะบอกให้คนไปตามพี่มาพบพี่ชีวอนทันที” ชินดงพยักหน้ารับคำอย่างอ่อนแรง ใจจริงเขาอยากจะบอกเรื่องนี้กับชีวอนให้เร็วที่สุด แต่ก็จนใจ เพราะชีวอนไม่อยู่ แถมตอนนี้เขาก็แทบจะไม่มีแรงพูดแล้วด้วยซ้ำ ฮยอกแจ พยักหน้าเรียกทหารที่เดินมาตรวจเวรยามแถวนี้พอดีให้มาพาชินดงไปนอน ส่วนตัวเองก็เดินเลี่ยงมาอีกทางนึงสวนทางกับซูมาน ชายชราหรี่ตามมองหน้าเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างจับผิด
“ฮยอกแจ เกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ไม่ ทราบครับ” ฮยอกแจตอบเสียงอ้อมแอ้ม เด็กหนุ่มรีบสาวเท้าเดินไปจากตรงนั้นโดยเร็ว ไม่รอให้ชายชราถามอะไรต่อได้อีก ซูมานมองฮยอกแจอย่างไม่ใส่ใจ เพราะตอนนี้เขาต้องการรู้เรื่องของชินดงมากกว่า เจ้าอ้วนนั่นไปทำอะไรมาถึงได้มีสภาพโทรมอย่างนั้น ซูมานตัดสินใจเดินไปที่ห้องชินดง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเดินเสียงชีวอนก็ทักขึ้นเสียงก่อน
“จะไปทางเรือนคนใช้หรือครับ” ชีวอนถามมือขวาของผู้เป็นลุงด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ข้าเห็นชินดงไม่สบายเลยจะไปดูสักหน่อย อีกอย่างไม่เห็นมันมาหลายวันแล้วด้วย”
“ข้าเองก็เพิ่งทราบว่า ท่านสนใจเรื่องคนในปกครองขนาดนี้” ชีวอนพูด
“ข้า ก็สนใจคนของข้าทุกคนนั่นแหละ เจ้ามาก็ดีแล้วไปดูแทนแล้วกัน มีอะไรรีบมารายงานข้าด้วย” ซูมานสั่ง ก่อนจะหันหลังเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม
ชีวอนยกยิ้มนิดๆ ดีนะทีเขาตัดสินใจเดินมาทางเรือนคนใช้ทันทีที่กลับมา ไม่อย่างนั้นตาเฒ่าซูมานต้องไปรีดความจริงจากชินดงแน่ๆ ถึงชินดงจะจงรักภักดีกับเขามากแค่ไหน แต่คนอย่างชินดงก็คงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของซูมาน เขาคงจะต้องระวังตัวกว่านี้อีกนิด ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะโดนจับได้ซะก่อน
อีก ไม่กี่วันเขาจะต้องไปรับยาให้น้องชายแล้วด้วย ถึงแม้จะรู้ว่านั่นเป็นยาพิษ แต่เขาก็คงต้องไปรับตามปกติเพื่อไม่ให้ท่านลุงสงสัย ชีวอนครุ่นคิดมาทั้งคืนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะทุกครั้งที่น้องชายเขาขาดยา จะมีอาการน่าเป็นห่วงทันที แต่ถ้าได้รับยา อาการก็จะดีขึ้นไม่ถึงขนาดดีมาก แต่ก็ไม่ร้ายแรงถึงขนาดนอนบนเตียงตลอดเวลา เช้าวันนี้เขาก็ออกไปหาหมอคนใหม่ตามข้อมูลที่เพิ่งได้รับมา แต่ก็ล้มเหลว หมอไม่สามารถบอกได้ว่า ในยาของน้องชายเขามียาสั่งประเภทไหนแอบแฝงอยู่
นี่ เขาจำเป็นต้องให้น้องเขากินยานั่นต่อไปจริงๆเหรอ หรือจะให้หยุดกินและพยายามหาตัวยาอย่างอื่นมารักษาแทน แต่ถ้าอาการทรุดมาก ลุงของเขาก็อาจจะสงสัยได้ ชีวอนยังมืดแปดด้าน ขบปัญหานี้ไม่แตก แต่เขาก็คงต้องตัดใจให้น้องชายกินยานี่ไปก่อน เพื่อกันไม่ให้ท่านลุงสงสัย เขาจะต้องพยายามหายาแก้ให้เร็วที่สุด ร่างสูงเดินกลับไปที่ห้องตัวเองทั้งๆที่ใจจริงอยากจะรู้ความคืบหน้าจากชินดง แต่ตอนนี้คงต้องปล่อยให้ชินดงพักไปก่อน ตัวเขาเองก็ยังมีเรื่องต้องคิดอีกมากมาย
ยุนโฮเดิน ตรวจตราความเรียบร้อยรอบๆบริเวณปราสาท จัดการเวรยามให้แน่นหนาขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างที่ยูชอนยังไม่ฟื้น นี่ก็หลายวันแล้วที่ยูชอนนอนไม่ได้สติ และครั้งนี้ดูท่าจะนานกว่าปกติซะด้วย ผ่านมา5วันแล้ว แต่ยูชอนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น เป็นห่วงก็แต่จุนซูเท่านั้น คุณหนูคิมคนเล็กไม่เป็นอันทำอะไร ไม่กิน ไม่นอน พยายามลืมตาตัวเองไว้ให้ได้นานที่สุด เพื่อจะได้ไม่พลาดเวลาที่ยูชอนฟื้น เพราะจุนซูอยากเป็นคนแรกที่ได้เห็นว่ายูชอนไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ แต่ร่างกายของจุนซูจะทนไปได้สักแค่ไหน เพราะเจ้าตัวเล็กไม่ยอมกินอะไรเลย มือทั้งสองข้างเกาะกุมมือยูชอนไว้ตลอดเวลา ริมฝีปากบางพร่ำเรียกแต่ชื่อเจ้าชายนิทราตรงหน้าไม่ได้ขาดปาก
ทุก คนที่ได้เห็นภาพนั้น ใครๆก็อดสะท้อนใจไม่ได้ ความจริงทั้งสองคนรักกันมากแท้ๆ แต่แค่เข้าใจผิดเรื่องที่ยูชอนปิดบังเป็นความลับ ทำให้คนที่รักกันต้องทรมานขนาดนี้ และต่อไปข้างหน้าก็ยังไม่รู้ว่า พวกเขาจะได้มีโอกาสตื่นขึ้นมาพบกันอีกครั้งไหม ชางมินเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ยูชอนฟื้นขึ้นมา ชางมินเอาแต่กักตัวอยู่แต่ในห้องสมุด เพื่อค้นคว้าข้อมูลที่รวบรวมมาเกี่ยวกับอาการต่างๆของแวมไพร์ธาตุสายฟ้า ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ตอนนี้ทั้งปราสาทมีแต่บรรยากาศของความตึงเครียดอยู่เต็มไปหมด
ถึง แม้จะรู้ว่าจุนซูสามารถถอนคำสาปได้ก็จริง แต่เอาเข้าจริงๆพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าทำแบบไหนถึงจะถูกวิธี ยังมีเรื่องอีกมากมายที่เป็นปริศนาให้ขบคิด ยุนโฮได้แต่ถอนใจคนรอบๆตัวเขามีแต่ความเคร่งเครียด เขาเองก็ได้แต่คอยเป็นคนคอยคุ้มครองไม่ให้มีใครเข้ามาทำอันตรายทุกคนได้ และเพื่อความสะดวกยุนโฮจึงขอร้องให้แจจุงย้ายมาอยู่ที่ชั่วคราว เขาจะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง ไหนๆ จุนซูก็อยู่ที่นี่ไม่ได้กลับไปที่ตระกูลคิมเหมือนกัน
ร่างสูงเดิน เลี้ยวเข้าไปที่สวนด้านหลังปราสาท ที่เต็มไปด้วยดอกลิลลี่สีขาว ตอนนี้ทั้งสวนของชางมินเต็มไปด้วยดอกลิลลี่บานสะพรั่งไปหมด ชางมินใช้วิชาความรู้ของตัวเองในการเก็บรักษาความสดของดอกไม้ ให้มันโรยราช้ากว่าที่ควรจะเป็นและผลิดอกให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเขาต้องใช้ดอกไม้พวกนี้สกัดยาให้ยูชอนครั้งนึงจำนวนมาก ถึงเขาจะรู้เรื่องนี้ดี แต่เขาก็ยังมาเก็บดอกไม้ที่นี่ไปให้ใครคนนึงอยู่เสมอ
ชางมินเคยค่อน ขอดเขาบ่อยๆ ว่าแค่ดอกไม้ทำไมไม่ไปซื้อเอาเอง มาขโมยของเขาอยู่ได้ แต่ยุนโฮคิดว่า ดอกไม้ปลูกเองมันดูสวยมากกว่าดอกไม้ที่ปลูกไว้สำหรับขาย แต่นั่นมันอาจจะเป็นแค่ข้อแก้ตัวของเขา ความจริงแล้วเขาแทบจะไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหน หน้าที่ความรับผิดชอบของเขามีเยอะมาก มากซะจนการคิดถึงเรื่องตัวเองแม้แต่วินาทีนึง มันก็อาจจะทำให้คนในความดูแลเป็นอันตรายได้
เขาจึงมักจะปัดความคิด ฟุ้งซ่านเกี่ยวกับตัวเองออกไปให้หมด แต่มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ที่เขาไม่สามารถปัดมันออกไปได้ง่ายนัก ใบหน้าสวยหวานมักจะวนเวียนมาหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ความผิดของแจจุงที่ทำให้เขาหลง แต่เป็นความผิดของเขาเองที่ไปหลงแจจุง ทั้งๆที่ร่างบางก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษด้วย มีแต่ความเป็นมิตรให้เท่านั้น
ยุนโฮยิ้มกับตัวเองบางๆ เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของเขากับแจจุง ที่ไม่เคยคืบหน้า แต่มันก็ไม่ได้ถอยหลัง พวกเขายังคงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับได้เสมอ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นแบบนี้ตั้งแต่พบกันครั้งแรก ยุนโฮเดินมาหยุดที่กอลิลลี่ที่สวยที่สุดในในบรรดาสวนลิลลี่ของชางมิน เขามักจะเดินไปทั่วๆสวน เพื่อหาดอกที่สวยที่สุด สำหรับคนพิเศษของเขา
ถึง มันอาจจะใช้เวลามากไปหน่อย แต่มันก็คุ้มค่า เขายอมสละเวลาพักที่มีอยู่น้อยนิดมาที่สวนลิลลี่เสมอเพื่อทำหน้าที่คนส่ง ดอกไม้ที่ดีให้กับแจจุง เขาไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน แค่อยากให้แจจุงรับรู้ว่า มีคนที่คอยห่วงใยอยู่ก็เท่านั้น ยุนโฮเด็ดดอกไม้ขึ้นมาอย่างเบามือ กลัวว่ากลีบมันจะช้ำเพราะน้ำหนักมือของเขา เขาเป็นนักรบ ของบอบบางมักจะเสียหายเมื่ออยู่ในมือเขา และเขาก็กลัวว่าแจจุงจะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน ร่างบอบบางดูน่าทะนุถนอมดูเหมือนจะช้ำได้ทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้เขา แจจุงมีความอ่อนโยน ซึ่งเขาไม่ค่อยมี สิ่งนี้กระมัง ที่ทำให้เขาติดใจร่างบางเป็นพิเศษ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลังชาย หนุ่ม ยุนโฮชะงักนิดนึง ร่างสูงหมุนตัวหันกลับมาเผชิญหน้าคนที่เข้ามาข้างหลัง ด้วยความที่เป็นนักรบ แขนแข็งแรงจึงรวบลำคอของผู้บุกรุกล็อคเอาไว้ มืออีกข้างจับแขนบิดกลับให้ไพล่หลังไว้ กันคนที่เข้ามาทำร้ายต่อสู้
“โอ้ย!!~” เสียงหวานใสที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้น เรียกสติยุนโฮให้กลับมา
“แจจุง!!” ยุนโฮตกใจ รีบปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระทันที
“ก็ข้าน่ะสิ เจ้าคิดว่าเป็นใคร” แจจุงสะบัดแขนข้างที่ถูกบิดไล่ความเจ็บปวด
“ข้อขอโทษ ข้าไม่คิดว่าจะเป็นเจ้า” ยุนโฮตอบ ยิ่งเห็นร่างบางนิ่วหน้าน้อยๆบีบนวดแขนตัวเองไปด้วยยิ่งรู้สึกผิด
“เจ็บมากเหรอ”
“ก็ ไม่เท่าไหร่หรอก ตกใจมากกว่า” แจจุงตอบ พลางเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงตรงหน้า เห็นแววตาที่มองมาดูเป็นกังวล ริมฝีปากบางจึงคลี่ยิ้มอย่างใจดี
“ไม่ ต้องห่วงหรอก ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าเข้าใจว่าเจ้าต้องระวังตัวตลอดเวลา ข้าผิดเองแหละที่เข้ามาทางข้างหลังแล้วไม่ส่งเสียงให้รู้ตัวก่อน” แจจุงพูดให้ร่างสูงคลายความกังวล แต่ยุนโฮก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี
“ข้า ขอโทษอีกครั้งนะ ทีหลังให้เสียงก่อนนะ ข้าจะได้ไม่เผลอทำแบบนี้อีก” แจจุงพยักหน้า ริมฝีปากยังแต้มรอยยิ้มไว้ตลอดเวลา เพื่อแสดงให้ยุนโฮเห็นว่าเขาไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร
“ทำอะไรอยู่เหรอ ข้าเห็นเจ้าเดินไปมาอยู่ในสวนนี้ตั้งนานแล้ว” แจจุงถาม พลางกวาดสายตาไปรอบๆตัวเอง สวนนี้กว้างสุดลูกหูลูกตา เต็มไปด้วยดอกลิลลี่สีขาวทั้งนั้น ดอกไม้สีขาวเล็กๆพวกนี้กำลังเบ่งบานอวดความสวยงามเต็มไปหมด ยิ่งทำให้แจจุงรู้สึกชื่นชมสวนนี้มากยิ่งขึ้น
“ข้าไม่เคยรู้เลยนะ ว่าหลังปราสาทจะมีทุ่งดอกลิลลี่ด้วย”
“เอ่อ ของชางมินน่ะ ชางมินเป็นคนปลูก” ยุนโฮตอบ
“แล้วนั่น เจ้ามาเก็บดอกไม้เหรอ ว้า~ แย่จัง ช้ำหมดเลย” แจจุงเอื้อมมือไปหยิบดอกไม้ในมือยุนโฮมาดู
“เจ้า จะเอาไปทำอะไรเหรอ ให้เขาช่วยเด็ดให้ไหม เจ้ามือหนัก ดูสิดอกไม้ช้ำหมดแล้ว” แจจุงเสนอตัวช่วยเต็มที่ ยุนโฮไม่รู้ว่าจะตอบยังไง เขาไม่คิดว่า แจจุงจะเดินมาถึงหลังปราสาท มาเจอทุ่งดอกลิลลี่ วูบนึงเขากลัวว่าแจจุงจะสงสัยว่าเขาเป็นคนส่งออกไม้ไปให้ แต่พอคิดอีกที ดอกไม้แบบนี้มีอยู่ทั่วไป ถ้าเขาไม่แสดงพิรุธ แจจุงก็คงจับไม่ได้
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่เข้ามาดูเฉยๆ” ยุนโฮดึงดอกไม้ในมือแจจุงโยนไปที่พื้นข้างๆกอต้นลิลลี่
“อ้าว ทำไมโยนไว้ตรงนั้นล่ะ ไม่อยากได้แล้วเหรอ” แจจุงทักขึ้น เมื่อเห็นยุนโฮทิ้งดอกไม้เอาไว้ที่พื้น
“ที่จริงข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะเก็บไปทำอะไรอยู่แล้ว แค่เข้ามาดูเฉยๆเท่านั้น” ยุนโฮตอบเลี่ยงๆ
“งั้นเหรอ เสียดายจัง ดอกไม้ที่นี่ทำไมบานพร้อมกันทั้งทุ่งอย่างนี้ล่ะยุนโฮ” แจจุงถาม พลางหันไปชื่นชมดอกไม้ที่อยู่ใกล้ๆ
“ดอกไม้ที่สวนนี้บานตลอดทั้งปีอยู่แล้ว” แจจุงหันหน้ากลับมามอง คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อยอย่างสงสัย
“ทำได้ยังไงกัน ก็ดอกลิลลี่ต้องใช้อากาศที่เย็นพอสมควรถึงจะปลูกได้ ตอนหน้าร้อนอากาศร้อนจัด ดอกคงบานไม่ได้หรอก”
“ดอกไม้ พวกนี้เป็นดอกไม้พิเศษที่ชางมินเป็นคนผสมพันธุ์ขึ้นมา มันจะบานได้ตลอดทั้งปี แล้วก็บานทน โตเร็วกว่าทุกพันธุ์ที่มีอยู่” ยุนโฮอธิบาย แจจุงมองอย่างทึ่งๆ เขาเพิ่งรู้ว่า ที่นี่นอกจากจะมีสวนลิลลี่แล้ว ยังเป็นลิลลี่แบบพิเศษด้วย
“ข้ารู้ว่าชางมินเก่งเรื่องตำรับตำราและการแพทย์ แต่ไม่คิดว่าเขาจะสนใจเรื่องพันธุ์ไม้ด้วย”
“บังเอิญ ดอกไม้ชนิดนี้จำเป็นต่อการรักษาอาการป่วยของยูชอนน่ะ ชางมินเลยต้องสนใจมันเป็นพิเศษ” ยุนโฮพูด ร่างสูงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องที่เขามา เก็บดอกไม้ไปยังเรื่องอื่นๆได้ โดยที่แจจุงไม่ทันรู้ตัว
“แล้วยูชอน ล่ะ ป่านนี้ยังไม่ฟื้นเลย จุนซูเองก็ไม่เป็นอันทำอะไร ข้ากลัวว่าน้องจะป่วยจริงๆ” แจจุงมองไปยังชั้นบนของปราสาท สีหน้าเป็นกังวลเมื่อนึกถึงน้องชายและสหาย อีกคนก็นอนหลับสนิทไม่รับรู้อะไร ส่วนอีกคนก็นั่งพร่ำเพ้อเรียกคนที่นอนอยู่ไม่ขาดปาก ทำไมโชคชะตาช่างเล่นตลกกันคนที่รักกันด้วยนะ
“ไม่ต้องห่วงนะ ข้าคิดว่าอีกไม่นานยูชอนคงจะฟื้นขึ้นมาแน่นอน” ยุนโฮยกมือขึ้นวางลงบนไหล่บาง บีบเบาๆอย่างปลอบใจ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของปราสาท รอเวลาใกล้พลบค่ำก่อน แล้วเขาค่อยมาเก็บดอกไม้ไปวางไว้ที่หน้าปราสาทแจจุง อย่างน้อยเขาก็ควรส่งมันตามปกติ แจจุงจะได้ไม่สงสัย แต่ยุนโฮคิดผิด ยุนโฮไม่รู้หรอกว่าทันทีที่เขาเดินคล้อยหลังไปร่างบางจุดรอยยิ้มน้อยๆที่ริม ฝีปากบาง แจจุงพึมพำกับตัวเองเบาๆชนิดที่ถ้าร่างสูงหันมาได้ยิน คงจะตกใจไม่น้อย
“เดี๋ยวคืนนี้ข้าก็ได้รู้แล้วว่า คุณลิลลี่เป็นเจ้าหรือเปล่า ชองยุนโฮ”
จุน ซูนั่งมองใบหน้าที่หลับสนิทของยูชอนวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่แล้วเขาเองก็ ไม่ได้นับ เพียงแต่รู้สึกว่ามันนานมาก นานจนเขากลัว กลัวว่าคนตรงหน้าจะไม่ลืมตาขึ้นมาอีก จุนซูไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้กิริยาขี้เล่น ยั่วโมโหทุกครั้งที่เจอหน้าเขา ยูชอนต้องทนทรมานกับอาการป่วยมากแค่ไหน
จุนซูมัวแต่คิดว่า ยูชอนคงอยากจะแหย่ให้เขาโมโหเล่นๆ เพราะแค่อยากจะให้เขากลับมาคืนดีด้วย ไม่ได้รู้เลยว่า จริงๆแล้วยูชอนพยายามจะอยู่ใกล้เขาให้มากที่สุด เพื่อคุ้มครองเขามาโดยตลอด แถมยังต้องต่อสู้กับคำสาปที่ร้ายแรง จุนซูรู้สึกโกรธตัวเองทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ โกรธที่ไม่เข้าใจว่าทำไมยูชอนถึงต้องกินเลือดสดๆ โกรธที่ตัวเองไม่เคยคิดจะถามหรือฟังเหตุผลอะไรเลย เขาช่างเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลยึดติดกับคำสัญญาเด็กๆ โดยไม่สนใจความจำเป็นของใครทั้งสิ้น
แวมไพร์น้อยเลื่อนตัวเองขึ้น ไปนั่งบนเตียงข้างๆคนที่นอนหลับสนิท มือเล็กข้างที่ว่างอยู่ ปัดเส้นผมที่กระจายไปมาให้เข้าที่ ค่อยๆไล้ลงมาตามโครงหน้าคมเข้มของคนที่นอนหลับ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง กำลังสุดความสามารถที่จะไม่ร้องไห้อีก จุนซูคิดว่าเขาร้องไห้มามากพอแล้ว จากนี้ต่อไปเขาควรจะเข้มแข็ง หลายวันที่ผ่านมาเขาทำตัวเป็นภาระให้พี่ๆคอยห่วงมามากพอแล้ว เขาควรจะมีสติสักที ถึงแม้ยูชอนจะยังไม่ฟื้นขึ้นมาก็ตาม
“จุนซูขอโทษ ที่ไม่เคยฟังที่พี่ยูชอนพูดเลยสักครั้ง พี่ยูชอนตื่นขึ้นมาเถอะนะ จุนซูสัญญาว่าต่อไปนี้จะฟังทุกอย่างที่พี่พูด จุนซูจะเชื่อพี่ยูชอนทุกอย่าง ตื่นขึ้นมาเถอะนะ” แวมไพร์น้อยแนบหูลงไปที่แผ่นอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจของร่างโปร่งเพื่อเขาจะได้มั่นใจว่า ยูชอนยังไม่ได้จากเขาไป เขาทำอย่างนี้อยู่หลายครั้ง วนเวียนใช้นิ้วอังที่ใต้จมูก หรือเอาหูแนบฟังเสียหัวใจเต้น ทำทุกครั้งที่รู้สึกไม่มั่นใจว่ายูชอนยังคงมีชีวิตอยู่ ร่างเล็กผ่อนลมหายใจเบาๆอย่างโล่งอก เมื่อเขายังได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นปกติ
ร่างเล็กเลื่อนลงมานั่ง ที่เดิม พร้อมๆกับเสียงบานประตูลั่น แสดงว่ามีคนเข้ามาในห้อง ชางมินเข้ามาตรวจอาการของยูชอนทุกวันและเขาก็เห็นจุนซูนั่งจับมือยูชอนเอา ไว้ที่ข้างเตียงอย่างนี้เสมอ คุณหนูคิมคนเล็กยึดตัวติดอยู่กับเตียงของท่านราชาปีศาจตลอดไปยอมไปไหน ยกเว้นเวลาที่แจจุงมาลากไปล้างหน้าล้างตานั่นแหละ จุนซูถึงจะยอมปล่อยมือออกจากยูชอน แต่ก็ไปเพียงไม่นานก็กลับมานั่งอยู่ในท่าเดิม
และวันนี้ก็เช่น เดียวกัน จุนซูยังคงนั่งอยู่ที่เดิม พร่ำพูดคำเดิมๆขอให้ยูชอนตื่นขึ้น เขาเองก็ภาวนาอยากให้คำพูดของจุนซูเป็นจริงขึ้นมาสักวัน แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมยูชอนยังคงนอนนิ่ง ชางมินเดินเข้ามาใกล้เตียงคนป่วยอีกด้านนึง จุนซูหันมามองเล็กน้อย ชางมินยิ้มบางๆให้กับคนตัวเล็กเพื่อให้กำลังใจ ทำให้จุนซูยิ้มออกมาได้บ้าง ถึงแม้จะเล็กน้อยก็ตาม
“พี่ชางมิน พี่ยูชอนหลับนานอย่างนี้ทุกครั้งเหรอ” เสียงแหบแห้งเอ่ยถามขึ้น ขณะที่เขากำลังลงมือตรวจอาการ
“อืม” ชางมินตอบสั้นๆ เขาอาจจะโกหกไปบ้างเรื่องยูชอนนอนนานๆ แต่อย่างมากแค่3วัน ไม่ถึง5วันแบบนี้
“เหรอ แล้วพี่ยูชอนจะฟื้นขึ้นมาใช่ไหม” จุนซูถามต่อ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าคมที่ยังคงนอนหลับอยู่ เปลือกตาปิดสนิทซ่อนแววตาอ่อนโยนที่เขาเคยเห็นเสมอเอาไว้
“ต้อง ฟื้นสิจุนซู พี่ยูชอนอาจจะกำลังต่อสู้กับอะไรสักอย่าง เลยทำให้ยังไม่ตื่นขึ้นมา แต่พี่เชื่อมั่นว่า พี่ยูชอนคงไม่ทิ้งพวกเราไปง่ายๆหรอก” ชางมินให้กำลังใจแก่ร่างเล็ก และให้กำลังใจกับตัวเองด้วย ร่างเล็กพยักหน้าน้อยๆแล้วหันกลับไปให้ความสนใจกับคนตรงหน้าต่อ ชางมินจึงค่อยๆเดินเลี่ยงออกมาจากห้องนั้นหลังจากที่ตรวจเสร็จ
หลาย วันมานี่เขาเริ่มศึกษาวิธีแก้คำสาปอย่างจริงจังอีกครั้ง สิ่งที่คิดว่ามันง่ายๆตอนเริ่มต้น ตอนนี้เขาเริ่มเห็นเค้าลางแห่งความลำบากมากขึ้น มันไม่ใช่เพียงแค่ได้เลือดจากจุนซูเท่านั้นแล้วคำสาปจะหาย แต่จะต้องได้เลือดที่ไหลออกมาจากคอของจุนซู ในคืนพระจันทร์เต็มดวงวันฮัลโลวีน เลือดที่ไหลจากคอปริมาณมากแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ และนั่นก็หมายความว่า จุนซูอาจจะต้องเสียเลือดมาก ถ้าพลาด จุนซูอาจจะตายก็ได้ แต่ถ้าไม่ทำ ยูชอนก็อาจจะอยู่ไม่ถึง วันฮัลโลวีนในปีถัดไป
ชางมินรู้สึกสับสน ถ้าบอกวิธีนี้ไปจุนซูคงยอมทำตามอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คนที่จะได้รับเลือดนี่สิ จะยอมหรือไม่ ขนาดรู้แค่ว่าต้องกินเลือดจุนซู ยูชอนยังไม่ยอมบอกแวมไพร์น้อยเลยยังปล่อยให้เข้าใจผิดตั้ง5ปี แล้วนี่ถ้ารู้ว่าต้องใช้เลือดที่ไหลออกจากคอ โดยวิธีอื่นที่อันตรายและเสี่ยงมากกว่าถูกกัดยูชอนจะยอมทำเหรอ และที่สำคัญ หนังสือที่เขามีอยู่หน้าสุดท้ายมันหายไป เขาเลยไม่รู้ว่าหน้านั้นซ่อนอะไรไว้อีกหรือเปล่า ทำไมถึงมีคนฉีกมันทิ้งไป ใครกันแน่ที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนเขา
ชางมินได้หนังสือเล่ม นี้มาจากหอสมุดของเมือง เขาต้องใช้คำพูดหว่านล้อมมากมายกว่าจะได้หนังสือเล่มนี้มาครอบครอง แต่ก่อนหน้านั้นจะมีใครมาอ่านบ้างก็สุดจะเดาได้ เพราะหน้าสุดท้ายของหนังสือได้หายไปพร้อมๆกับรายชื่อของผู้ยืม ตอนแรกเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับหน้าสุดท้ายของหนังสือมากนัก เพราะคิดว่าคงจะหลุดไปตามกาลเวลา แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ ตอนที่เขาได้เริ่มศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ปรากฏว่า ใจความส่วนหนึ่ง มันขาดหายไป และสงสัยว่ามันคงอยู่ในหน้าหนังสือที่ขาดไป
ชางมินถอน ใจอย่างหนักหน่วง เขาควรบอกเรื่องนี้กับยูชอนดีไหม หรือว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับยุนโฮก่อน อย่างน้อยสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว หรือควรผลักภาระให้พี่ชายคิดมากกว่า เขาจะได้เอาเวลาไปคิดค้นยาสูตรใหม่ ที่แรงกว่าเดิมให้ยูชอน เพื่อรักษาชีวิตของยูชอนให้อยู่ถึงวันฮัลโลวีนก่อนเป็นอันดับแรก แล้วเรื่องจะแก้หรือไม่แก้คำสาปก็ปล่อยให้สองคนนั้นเป็นคนตัดสิน
“เพิ่ง จะดีกันแท้ๆ สองคนนั่นอาจจะกลับมาผิดใจกันอีกครั้งก็ได้” แต่ยังไม่ทันที่ร่างสูงจะเดินกลับเข้าห้อง เขาก็เหลือบไปเห็นจุนซูเดินออกมาจากห้องของยูชอน ชางมินรู้สึกแปลกใจมากๆ เพราะ5วันมานี่ จุนซูไม่เคยออกจากห้องของยูชอนเองเลยสักครั้ง จะออกก็ต่อเมื่อแจจุงมาลากออกไปเท่านั้น
“จุนซูนั่นเจ้าจะไปไหน” ชางมินถาม
“ก็ ออกมาหาอะไรทำบ้างไง นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้นพี่ยูชอนก็คงไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก และข้าเองก็คิดว่าควรจะทำอะไรที่มันมีประโยชน์บ้าง ข้าขอโทษที่ทำให้พวกพี่เป็นห่วง” จุนซูยิ้มบางๆให้กับชางมินที่กำลังอึ้งสุดๆ ก็เมื่อกี้เขายังเห็นคุณหนูคิมคนเล็กนั่งติดกับท่านราชาปีศาจ เหมือนจะไม่ยอมขยับไปไหน แต่จู่ๆ ก็เดินมาบอกว่า อยากจะทำอะไรให้มีประโยชน์ จะไม่ให้งงได้ยังไง
“จุนซู พวกเราไม่มีใครว่าอะไรเจ้าหรอกนะ ถ้าเจ้าอยากจะอยู่พยาบาลพี่ยูชอนตลอดเวลา แต่อยากให้พักผ่อนบ้างเท่านั้นเอง” ชางมินพูด ร่างเล็กพยักหน้าขึ้นลงเร็วๆเป็นเชิงรับรู้
“ได้ ต่อไปนี้ข้าจะพักผ่อนเป็นเวลาไม่ต้องเป็นห่วง พี่ชางมินมีอะไรให้ข้าช่วยไหม ข้าไปเก็บสมุนไพรให้เอาไหม” จุนซูอาสา
“ไม่ เป็นไรหรอก พี่ไปคนเดียวได้” ชางมินปฏิเสธ ไอ้ที่จู่ๆลุกขึ้นมาทำเป็นขยันนี่ อาจจะเป็นอาการอีกอย่างนึงของคนจิตตกอย่างจุนซูก็ได้
“ให้ข้าไปด้วยนะ ข้าสัญญาจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง” ชางมินรั้งคนตัวเล็กเข้ามาใกล้
“จุน ซู เจ้ากำลังเศร้าใช่ไหม ถึงได้หาอะไรทำให้ห่างจากสิ่งที่ทำให้เจ้าเศร้า” ชางมินถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จุนซูเงยหน้ามองคนตรงหน้า น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ค่อยๆเอ่อมาคลอที่หน่วยตา แต่เจ้าตัวกลับกระพริบตาถี่ๆไล่ให้น้ำใสๆพวกนั้นไหลย้อนกลับไปข้างในแทน
“ทำไมล่ะจุนซู เจ้าจะร้องไห้ก็ร้องออกมาสิ จะฝืนเอาไว้ทำไม”
“ไม่ แล้วล่ะพี่ชางมิน ต่อไปนี้ข้าจะไม่ร้องไห้ ข้าให้สัญญากับตัวเองไว้ ข้าจะเข้มแข็งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า ข้าจะไม่ร้องไห้ ข้าจะมีเหตุผลมากกว่าที่เคยเป็น” ชางมินใช้มือขยี้หัวจุนซูเบาๆด้วยความเอ็นดู
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องทำ ได้ แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าเจ้าควรจะกลับไปอยู่ที่เดิมมากว่านะ ถ้าหากพี่ยูชอนฟื้นขึ้นมาเขาจะได้เห็นหน้าเจ้าเป็นคนแรก ข้าคิดว่าสิ่งนี้ต่างหากที่พี่ยูชอนอยากได้ เจ้าอย่าลืมสิ 5ปีเชียวนะที่เจ้าและพี่ยูชอนไม่เคยพูดกันดีๆสักครั้ง มีแต่จะตั้งแง่ใส่กันเท่านั้น เจ้าลองคิดดูสิ ว่าพี่ยูชอนจะดีใจสักแค่ไหน ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาแล้วเห็นเจ้านั่งอยู่ข้างๆ แทนที่จะเห็นแต่เครื่องมือทั้งหลายแหล่ของข้าเหมือนเช่นทุกครั้ง”
“แต่ว่า..”
“ไม่ มีแต่จุนซู เชื่อข้า ข้ารู้ว่าเวลา5วันที่ผ่านมาเจ้าทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหน ทั้งเศร้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา แต่เจ้าลองคิดกลับกันสิ พี่ยูชอนต้องอยู่ในสภาพเดียวกับเจ้าตอนนี้ตั้ง5ปีเชียวนะ 5ปีพี่เขายังรอได้ แต่นี่แค่5วัน เจ้าก็จะท้อซะแล้วเหรอ”
“ข้าไม่ ได้ท้อนะพี่ชางมิน แต่ข้าแค่อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง ถ้าข้ายังอยู่แต่ในห้องข้าก็คงจะจมอยู่กับความทุกข์ การได้ออกไปดูอะไรข้างนอกบ้างคงจะทำให้ข้าสดชื่นขึ้น ข้าอยากให้พี่ยูชอนฟื้นขึ้นมาพบข้าที่สดใสร่างเริง ไม่ใช่คิมจุนซูที่ดูท้อแท้หมดหวังอย่างทุกวันนี้” ชางมินยิ้มให้กับแวมไพร์น้อย ไม่ว่าเมื่อไหร่จุนซูก็ยังเป็นจุนซูไม่เปลี่ยน เขาจำได้ทุกครั้งที่ยูชอนป่วย เจ้าตัวเล็กจะสรรหาวิธีต่างๆนานาให้ยูชอนยิ้ม แวมไพร์น้อยในเวลานั้นไม่ต่างจากแวมไพร์น้อยในวันนี้สักเท่าไหร่
“เอา อย่างนั้นก็ได้ เจ้าไม่ต้องออกไปไหนไกลนักหรอก ถ้าอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศล่ะก็ ข้างหลังปราสาทมีสวนลิลลี่ของข้า กำลังออกดอกบานสะพรั่งเลยล่ะ เจ้าไปพักผ่อนหย่อนใจที่นั่นก็ได้ แต่อย่าเดินไปไกลนักล่ะ เพราะไกลออกไปจากทางนั้นเป็นเขตแดนของพวกหมาป่า” ชางมินเตือน
“แล้วพวกมันไม่ข้ามมาทำอันตรายพวกพี่เหรอ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าข้างหลังเป็นเขตของหมาป่า”
“ไม่ หรอก ส่วนใหญ่พวกหมาป่าจะให้เส้นทางข้างหน้ามากกว่า ส่วนเส้นทางข้างหลังเป็นป่าแถมยังมีเขตกั้นไว้อย่างแน่นหนา คงไม่มีใครกล้าข้ามเข้ามาหรอก” ชางมินตอบ จุนซูพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
“ข้า ไปไม่นานหรอก ถ้าพี่ยูชอนฟื้นขึ้นมาพี่ช่วยเรียกข้าด้วยนะข้าจะกลับมาทันที” ชางมินพยักหน้า แวมไพร์น้อยยิ้มให้ร่างสูงนิดนึงก่อนจะเดินเลี่ยงลงไปยังชั้นล่าง มุ่งหน้าไปที่สวนลิลลี่ด้านหลังปราสาท
“นั่นสินะ ที่ข้างหลังมีเขตกั้นเอาไว้แล้วเจ้าหมอนั่นข้ามเขตมาได้ยังไงกัน แต่หมอนั่นอาจจะไม่ได้มาจากฝั่งหมาป่าก็ได้ ตกลงหมอนั่นเป็นใครกันแน่ พบกันครั้งหน้าข้าคงจะได้รู้สักทีนะว่าเจ้าเป็นใครกันแน่ มินโฮ” ชางมินยิ้มน้อยๆเมื่อนึกถึงเด็กหนุ่มหน้าใสที่มาตะโกนว่าเขาปาวๆ ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายบุกรุกเข้ามาแท้ๆ
จุนซูเดินมาที่ ด้านหลังปราสาทอย่างที่ชางมินแนะนำ พอพ้นประตูไม้โอ๊คบานใหญ่ออกมาก ร่างเล็กก็ต้องยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ เพราะพื้นที่ด้านหลังปราสาทกินระยะทางออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาเต็มไปด้วย ดอกไม้เล็กๆสีขาวบานสะพรั่งเต็มไปหมด ช่วยเยียวยาหัวใจที่หดหู่ของเขาได้เป็นอย่างดี
จุนซูสาวเท้าเดิน เข้าไปในสวนช้าๆ สองตามองกวาดไปทั่วบริเวณจริงอย่างที่ชางมินว่า เขาไม่ต้องไปไหนไกลเลย แค่ที่สวนดอกไม้ของชางมินก็ทำให้เขาสดชื่นขึ้นได้จริงๆ ร่างเล็กเดินชมดอกไม้ทางนั้นทางนี้ทีอย่างสบายใจ นานขนาดไหนเจ้าตัวก็สุดจะรู้แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีตอนนี้เขาก็เข้ามาอยู่ตรง ปลายสุดของเขตแดนที่ทำขึ้นด้วยไม้เลื้อยหนาทึบปิดทับกันหลายๆชั้นโยงติดกัน จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสู่ต้นไม้อีกต้นหนึ่งกลายเป็นกำแพงต้นไม้ขนาดใหญ่ยาวออก ไปทั้งสองด้าน ห่างจากตัวปราสาทพอสมควร
จุนซูเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ ที่เริ่มจะคล้อยต่ำลงเรื่อยๆอย่างตกใจ นี่เขามาเดินเล่นนานขนาดนี้เลยเหรอนี่ย ใกล้เวลาอาหารค่ำแล้วพี่แจจุงต้องเป็นห่วงแน่ๆ จุนซูกำลังจะก้าวเดินออกจากตรงนั้นแต่ก็ต้องชะงัก เพราะขาได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังเดินมาทางนี้ จุนซูมองไปทางด้านหลังของตัวเอง ก็ไม่พบใครเดินออกมาจากทางปราสาท แสดงว่าเสียงจะต้องมาจากด้านหลังของกำแพงต้นไม้ ชางมินบอกว่าด้านหลังเขตแดนเป็นเขตของพวกหมาป่า ถ้างั้นเสียงที่เกิดขึ้นก็ต้องเป็นเสียงของพวกหมาป่าน่ะสิ
ในขณะ ที่จุนซูกำลังคิดว่าเขาควรเดินออกไปจากตรงนี้ หรือว่าควรจะยืนนิ่งๆรอให้พวกมันไปก่อน สายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบนกำแพงต้นไม้ช่วงนึงไม่ห่างไปจากที่เขายืนอยู่ สักเท่าไหร่ กำแพงตรงช่วงนั้นเป็นช่องขนาดใหญ่ เหมือนมีใครสักคนมาแหวกเอาไว้ เขาจึงค่อยๆย่องให้เบาที่สุดเพื่อจะไปยืนดักที่ทางออกตรงนั้นเผื่อถ้าเกิด พวกหมาป่าข้ามเขตเข้ามาเขาจะได้จัดการได้ทัน ไม่นานจุนซูก็ไปยืนหลบมุมอยู่ที่ปากทางระหว่างรอยแยกของกำแพง เฝ้ารอให้คนทางฝั่งโน้นเดินข้ามเข้ามา เขาจะได้ดักเล่นงานได้ทันท่วงที
แต่ เสียงเดินทางฝั่งโน้นก็หยุดลงเพียงแค่นั้น ไม่เดินต่อ ต่างฝ่ายต่างเงียบเหมือนรอให้ใครลงมือก่อน จุนซูเองก็นิ่งไม่ไหวติงอะไรทั้งสิ้น ร่างเล็กเพียงแต่รอให้ฝ่ายตรงข้ามลอดช่องทางเข้ามาเท่านั้น แต่ฝ่ายโน้นก็เหมือนหยุดรออะไรสักอย่างเช่นกัน ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายเหมือนจะลองวัดความอดทนกันอยู่ จุนซูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของทางฝั่งโน้นเริ่มออกเดิน แต่ไม่ใช่เดินมาทางช่องทางที่ว่างอยู่ แต่ค่อยๆเดินห่างออกไปเรื่อยๆ จุนซูถอนใจอย่างโล่งออกที่ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
จุนซูกำลังจะ ก้าวเท้าเดินกลับปราสาทแต่ด้วยความอยากรู้จึงเปลี่ยนใจเดินไปที่ช่องทางนั้น แทน จุนซูใช้มือแหวกเถาวัลย์ที่หล่นลงมาปิดทางเล็กน้อยให้กว้างขึ้น พลางก้มตัวลอดผ่านช่องทางนั้นเข้าไป อีกฝั่งนึงเป็นป่าเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด ต่างจากฝั่งโน้นมากทีเดียว จุนซูก้าวออกมาจากช่องทางมองซ้ายทีขวาทีอย่างสำรวจ ถึงเขาจะมีเพื่อนเป็นหมาป่าอย่างฮยอกแจแต่เขาก็ไม่เคยเข้ามาในดินแดนหมาป่า เลยสักครั้ง ถ้าเปรียบทางฝั่งแวมไพร์เป็นเหมือนบ้านที่ตั้งอยู่ในเมือง ทางฝั่งหมาป่าก็คงเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ในป่าใหญ่ เพราะเขาไม่เห็นอะไรเลยนอกจากต้นไม้ใหญ่ๆ
ต้นไม้พวกนี้ทางฝั่งแวม ไพร์มีน้อยมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี เต็มไปด้วยแม่น้ำ ทะเลสาบกว้างใหญ่ ไม่ได้มีแต่ต้นไม้ และพื้นดินฝั่งนี้ก็มีแต่ดินแข็งๆ ต้นหญ้าก็แทบจะไม่มีให้เห็น จุนซูย่นหน้าน้อยๆ ทางฝั่งนี้ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ แวมไพร์น้อยจึงหันหลังกลับเพราะเห็นว่าค่ำมากแล้ว แถมฝั่งนี้ก็ดูเหมือนจะมืดกว่าทางฝั่งโน้น เพราะต้นไม้ใหญ่บังแสงอาทิตย์ซะหมด แต่พอเขาจะก้าวเข้าไปในช่องทางก็กลับมีกำแพงดินขนาดใหญ่มาปิดเอาไว้แทน จุนซูกระโดดถอยหลังออกมาสองก้าวเพื่อหลบกำแพงดินที่ตอนนี้รวมตัวกันเป็น ก้อนกลมยาวที่หมายจะเข้ามาจะรวบตัวเขา
“มาให้จัดการถึงที่เลยนะคิมจุนซู” เสียงห้าวดังขึ้นข้างๆกำแพงต้นไม้
“เยซองเจ้าเองเหรอ” จุนซูหันไปพบกับคู่อริคนเก่ายืนอยู่ข้างกำแพงต้นไม้
“ใช่ข้าเอง ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมาให้ข้าแก้แค้นถึงที่”
เย ซองพูดพลางขยับมือบังคับให้ดินก้อนมหึมารวมกันเป็นก้อนใหญ่และสั่งให้มัน กลิ้งเข้าหาจุนซูทันที จุนซูกระโจนไปอีกทางเพื่อหลบให้พ้นวิถีของดินก้อนยักษ์ แต่ทว่ามันกลับหมุนตามเขามาจนได้ จุนซูเรียกลูกไฟสีแดงขึ้นมาแล้วขว้างใส่ดินก้อนยักษ์ทันที แรงปะทะในระยะประชิดทำให้ก้อนดินแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย จุนซูยกมือขึ้นกั้นเศษดินที่ปลิวออกมาตามแรงระเบิด ทำให้ไม่เห็นลูกบอลน้ำที่มาอีกทางนึง สร้างโดยรยอวุคที่เดินออกมาจากหลังต้นไม้ห่างออกไปไม่ไกล จุนซูจึงถูกลูกบอลน้ำขนาดใหญ่กลืนเข้าไปและถูกขังอยู่ในนั้นแทน
แวม ไพร์น้อยพยายามหาทางออกจากลูกบอลน้ำ เพราะในนั้นเต็มไปด้วยน้ำไม่มีอากาศหายใจ แถมร่างกายของเขาก็ไม่สมบูรณ์มากนักเนื่องจากไม่ได้กินและนอนติดต่อกันหลาย วัน ว่าจะรวบรวมสมาธิสร้างลูกไฟลูกใหญ่ขึ้นมาทำให้น้ำละเหยได้หมดก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายแต่จุนซูก็ต้องพยายามเต็มที่เพื่อเอาตัวรอด ไม่นานน้ำที่ล้อมรอบตัวของเขาก็ระเหยกลายเป็นไอไปหมด
~ แฮ่กๆๆ~
จุน ซูทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรงสูดเอาอากาศเข้าปอดอย่างหนักหน่วง ทั้งเหนื่อยจากการที่ต้องเรียกลูกไฟมาทำลายน้ำ และหมดแรงเพราะไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันทำให้วันนี้จุนซูผู้คล่องแคล่วกลาย เป็นจุนซูที่เชื่องช้าไปกว่าทุกวัน
“เป็นไงคิมจุนซู วันนี้เป็นอะไรไป ไอ้ท่าทีอวดเก่งหยิ่งทะนงที่เคยมีอยู่มันหายไปไหน ทำไมจู่ทำตัวเหมือนคนแก่ไร้เรี่ยวแรงอย่างนั้นล่ะ” เยซองเดินเข้ามาใกล้ มองด้วยสายตาเย้ยหยัน เขาไม่รู้หรอกว่าคิมจุนซูไปทำอะไรมาถึงได้ดูอ่อนปวกเปียกขนาดนี้ แต่นี่เป็นโอกาสเหมาะที่เขาจะได้แก้แค้นเรื่องวันนั้นที่จุนซูเล่นงานชินดง จนต้องนอนรักษาตัวอยู่ในปราสาทตั้งหลายวัน แผลไฟไหม้ที่เกิดจากจุนซูไม่หายง่ายๆเหมือนแผลจากธาตุไฟคนอื่นๆ แถมเขายังโดนนายท่านเล่นงานโทษฐานทำให้เหยื่อรู้ตัว
“วันนี้ต้อง เป็นวันของข้าแน่ๆ จู่ๆรยอวุคก็อยากจะมาเที่ยวที่ชายป่าแห่งนี้ ตอนแรกข้าก็ไม่ได้อยากจะมาหรอก แต่ทนคำรบเร้าไม่ไหว สงสัยกลับไปข้าคงต้องให้รางวัลเจ้าแล้วล่ะรยอวุค วันนี้นอกจากข้าจะได้แก้แค้นแล้ว ข้ายังได้ของไปฝากนายท่านอีกด้วย” เยซองจับปลายคางของจุนซูเชยขึ้นมาแต่ก็ต้องรีบสะบัดออกเพราะตัวของจุนซูตอน นี้ร้อนราวกับไฟทำเอานิ้วเขาแทบจะพอง
“ไง เข้ามาจับข้าได้ก็เอาสิ” จุนซูเชิดหน้าท้าทาย ถึงแม้เขาจะยังไม่มีแรงต่อสู้มากนัก แต่เขาก็มั่นใจว่าไม่มีใครสามารถจับตัวเขาได้ง่ายๆ เพราะเขาสามารถเรียกไฟขึ้นมาคลุมผิวหนังชั้นนอกได้ คนอื่นจะมองไม่เห็นเปลวเพลิงพวกนี้ แต่ถ้าได้จับก็จะรับรู้ได้ถึงความร้อนของมัน
“หึ คิดว่ากลเด็กเล่นของเจ้าจะทำให้ข้าจับเจ้าไม่ได้งั้นเหรอ เสียใจ รยอวุค สร้างคุกน้ำสิ” เยซองหันไปสั่งรยอวุคที่ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ ร่างเล็กพยักหน้า ค่อยๆสร้างลูกบอลน้ำขนาดใหญ่กว่าเดิมอีกเท่าเพื่อขังจุนซูเอาไว้ในนั้น จุนซูเองก็พยายามที่จะลุกขึ้นหนีกลับไปยังฝั่งที่ตัวเองมา อย่างน้อยคนที่ปราสาทก็จะต้องเห็นบ้างล่ะว่าตรงนี้มีสิ่งผิดปกติ แต่ถ้าเขายังอยู่ฝั่งนี้ กำแพงต้นไม้บดบังทุกอย่างเอาไว้ เขาจะต้องโดนจับไปที่ปราสาทหมาป่าแน่นอน
“จัดการมันเลย”
เย ซองให้สัญญาณ รยอวุคสั่งให้ลูกบอลน้ำกลิ้งมาหาเขาทันที จุนซูพยายามรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อจะขยับหนีลูกบอลน้ำขนาดใหญ่ ถ้าเขาถูกกลืนเข้าไปในนั้นอีกทีเขาคงไม่เหลือแรงที่จะหนีออกมาอีกแล้ว เพราะตอนนี้เขาใช้พลังทั้งหมดไปกับลูกบอลลูกแรกหมดแล้ว ลูกบอลน้ำเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จุนซูเองก็ขยับไปได้ไม่ไกลจากที่เดิมสักเท่าไหร่ แวมไพร์น้อยกัดฟันใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มีอยู่ยันตัวเองลุกขึ้นยืน ร่างบางเซไปข้างหน้าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว ลูกบอลน้ำกลิ้งเข้ามาใกล้เขา แขนข้างนึงของเขาสัมผัสถูกความเย็นของน้ำแว่บนึง แต่แล้วมันก็หายไป
จุน ซูคิดว่าตัวเองต้องกลับเข้าไปผจญกับความหนาวเย็นในนั้นเป็นครั้งที่สอง แต่เปล่าเลยเมื่อเขาหันกลับมามอง ลูกบอลน้ำสลายลงไปต่อหน้าต่อตาเขา เห็นแต่เส้นสีม่วงลางๆที่ยังคงลั่นเปรี๊ยะๆๆอยู่ตรงหน้าเขาแทนลูกบอลน้ำขนาด ยักษ์เมื่อกี้ และร่างของเขาก็ถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดของใครคนนึง จุนซูเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นทำให้เขาค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะพึมพำออกมาเบาๆคล้ายๆกลับคนละเมอ
“พี่ยูชอน”
“พี่ มารับกลับบ้านแล้วจุนซู” ยูชอนยิ้มให้ร่างเล็กในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันกลับไปหาเผ่าหมาป่าสองคนที่อยู่ด้านหน้า เยซองตะลึงอยู่กับที่ เขาไม่คิดว่าจะมีใครมาช่วยจุนซูได้ทัน และที่สำคัญ ไม่คิดว่าคนที่มาช่วยจะเป็นราชาปีศาจปาร์คยูชอน
“ข้าจะถือซะว่า วันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะจุนซูข้ามเขตเข้ามาในเขตของเจ้า แต่ถ้าเจ้าไม่รีบไปซะตั้งแต่ตอนนี้ ข้าไม่รับรองนะว่าจะไม่พลั้งมือเผลอทำอะไรรุนแรงกับพวกเจ้า” ยูชอนพูดเสียงเหยียบเย็น เล่นเอาคนฟังขนลุกซู่ เยซองรีบลากรยอวุควิ่งกลับไปทางเดิมทันที ใครจะไปกล้าต่อกรกับราชาปีศาจ แถมยังเป็นธาตุสายฟ้าด้วยรู้อยู่แล้วว่าสู้ไม่ได้จะสู้ทำไมให้โง่
“พี่ยูชอน ทำไม..” จุนซูถามด้วยความแปลกใจ
“ทำไม อะไรเหรอ พี่ฟื้นแล้วไง พี่ได้ยินเสียงใครก็ไม่รู้เรียกให้พี่ฟื้นอยู่ตลอดเวลา แล้ววันนี้เสียงเรียกก็หายไปพี่ก็เลยเดินออกมาตามเองไง”
ยูชอนพูด ติดตลกที่จริงเขาเพิ่งฟื้นขึ้นมาจากอาการป่วย ไม่รู้อะไรด้วยซ้ำว่ามีคนคอยเรียกอยู่ใกล้ๆตลอด5วัน ถ้าไม่ใช่ชางมินเป็นคนบอก ยูชอนดีใจมากที่รู้ว่าจุนซูเลิกโกรธเขาแล้ว แถมยังอยู่เป็นเพื่อนเขาตลอดเวลา แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ เขารีบถามชางมินทันทีได้ความว่าจุนซูออกมาเดินเล่นที่สวนหลังปราสาทจึงรีบ วิ่งออกมาตามทันที ไม่สนใจคำทัดทานของชางมิน ถ้เขาไม่ฟื้นตอนนี้แล้วออกมาหาเจ้าตัวเล็กที่หลังปราสาท จุนซูคงโดนคนพวกนั้นเล่นงานแน่ โชคดีจริงๆที่เขามาทัน
“พี่ยูชอน ได้ยินเสียงจุนซูด้วยเหรอ” จุนซูถามเขาเองก็ยังไม่หายงงที่จู่ๆคนที่นอนหลับไม่มีท่าทีว่าจะฟื้นก็ลุก ขึ้นมาเดินเหินได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยูชอนถอดผ้าคลุมออกมาพันตัวให้คนตัวเล็กที่เปียกชุ่มไปทั้งตัวก่อนที่ความ หนาวเย็นของยามค่ำคืนจะทำให้จุนซูเป็นหวัดไปซะก่อน
“อย่าเพิ่งถาม อะไรตอนนี้เลย พี่ว่าเจ้าเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนเหอะ เปียกหมดแล้ว ความจริงฝีมือแค่เยซองกับรยอวุคไม่น่าจะทำให้เจ้าเพลี่ยงพล้ำได้เลยนี่นา” ยูชอนใช้ผ้าคลุมเช็ดผมให้แวมไพร์น้อยลวกๆ เพื่อไล่ความเปียกชื้นออกไปบ้าง
“อาจ จะเป็นเพราะข้าไม่ได้พักผ่อนมาหลายวัน ทำให้เขาไม่มีแรงก็ได้มั้ง พี่ไม่เป็นไรแล้วจริงๆนะ” จุนซูยังไม่วายหันมาถามอาการของคนตรงหน้า ดูจากท่าทางภายนอกแล้วยูชอนก็เหมือนปกติทั่วไป
“พี่ไม่เป็นไรแล้ว แต่เจ้าน่ะเป็นแน่ๆรีบกลับไปที่ปราสาทก่อนที่เจ้าจะเป็นหวัดดีกว่า นี่ก็ค่ำมากแล้วแจจุงจะเป็นห่วง” ยูชอนโอบไหล่บางเข้ามาชิดตัว เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับแวมไพร์น้อย แต่จุนซูก็ดันตัวออกห่างยูชอนขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ ไหนชางมินบอกว่าจุนซูหายโกรธแล้วไง ทำไมยังดูไม่อยากเข้าใกล้เขาเหมือนเดิมเลย
“แต่จุนซูมีเรื่องมาก มายอยากถามพี่ยูชอนนะ พี่ยูชอนตอบคำถามจุนซูก่อนได้ไหม” ยูชอนยิ้มบางๆ อาการเมื่อกี้ไม่ใช่อาการของคนที่ไม่พอใจที่เขาโอบเข้ามาหา แต่เป็นเพราะเจ้าตัวเล็กยังมีเรื่องที่อยากจะรู้อีกเยอะแยะเท่านั้นเอง
“เรา ยังมีเวลาคุยกันอีกมากจุนซู มากจนพี่คิดว่าเจ้าอาจจะเป็นฝ่ายหมดคำถามก่อนก็ได้ แต่ตอนนี้เรากลับไปที่ปราสาทก่อนเถอะ หลังจากที่เจ้าทำตัวให้อุ่นๆ กินอะไรให้เรียบร้อยแล้ว รับรองว่าพี่จะอยู่ให้เจ้าซักทั้งวันทั้งคืนเลย” จุนซูยิ้มไม่ตอบว่าอะไร แต่ก็ปล่อยให้คนตัวโตกว่าโอบไหล่เดินพากลับปราสาทโดยดี นั่นสินะ เขายังมีเวลาอีกมากที่จะถามคำถาม และเรียกเวลา5ปีที่เสียไปคืนมา จะมามัวเสียเวลายืนหนาวอยู่แถวนี้ทำไม กลับไปทำตัวให้อุ่นๆก่อนดีกว่าแล้วค่อยถาม เรายังมีเวลาอีกมากตราบจนลมหายใจสุดท้ายของพวกเราเลยล่ะ
%%%%%%%%%%
TBC
มาต่อแล้วค่ะ ลืมตอนเก่ากันไปแล้วใช่ไหมเอ่ย แหะๆๆ บ่งบอกถึงความเร็วของอิคนแต่ง
ยังไงก็อ่านให้สนุกนะคะ ^^
ชิน ดงเดินโซซัดโซเซเข้ามาด้านหลังของปราสาทหมาป่า ในสภาพที่เหนื่อยล้าแทบจะหมดแรง เพราะต้องเดินทางมาจากชายป่าอีกด้านนึงซึ่งอยู่ไกลจากปราสาทออกไปมาก ด้วยร่างกายที่หนาและหนักกว่าคนทั่วไป ทำให้ชินดงอ่อนล้าและเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่เขาได้รับรู้มานั้น เป็นแรงผลักดันให้เขาต้องตะเกียกตะกายกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะต้องนำเรื่องนี้ไปรายงานกับนายของเขาให้จงได้
ชินดงรู้สึกหงุด หงิดเมื่อนึกถึงม้าที่เขาเอาไปด้วย เจ้าม้าบ้านั่นมันดันหนีกลับมาที่ปราสาทก่อนตอนที่เขาโดนชองยุนโฮจับตัว ถ้าเขาไม่พลาดโดนชองยุนโฮจับได้ ป่านนี้เขาคงจะถึงปราสาทนานแล้ว ไม่ต้องมาเหนื่อยเดินไกลเป็นกิโลๆแบบนี้ด้วย กว่าจะมาถึงที่ปราสาท เขาต้องหยุดพักรอนแรมในป่าตั้งหลายวัน ทั้งๆที่ถ้าใช้ม้าควบเต็มความเร็ว ค่อนวันก็ถึงแล้วแท้ๆ เขาเพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่า ร่างกายที่ใหญ่โตของเขา เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไกลมากแค่ไหน แค่เดินได้ไม่นานเขาก็หอบแล้ว
ชิน ดงใช้แรงฮึดอีกครั้งเพื่อจะเดินเข้าไปในปราสาท ร่างอ้วนกลมพยายามฝืนลากสังขารที่เหนื่อยล้าแทบจะหมดแรง เดินเข้าไปในปราสาทเพื่อรายงานข่าวที่เขาได้มาให้ชีวอนรับรู้ แต่แค่เดินผ่านประตูได้ไม่กี่ก้าว ร่างของเขาก็ทรุดลงกับพื้นชินดงนั่งหอบหายใจอยู่ตรงนั้นอยู่นาน เขาคิดว่าอาจจะต้องสลบอยู่ตรงนี้โดยไม่มีใครมาเจอแน่ๆ เพราะประตูด้านหลังไม่ค่อยมีคนผ่านเท่าไหร่นัก แต่เพราะชีวอนสั่งไว้ว่าห้ามให้ใครรู้เขาถึงต้องเลือกเข้าประตูทางด้านหลัง
“พี่ชินดง พี่ชินดงเป็นอะไร” ฮยอกแจรีบเข้ามาพยุงชินดง แต่ด้วยร่างกายที่บางกว่ามาก ทำให้เขาเซไปนิดตอนพยุงชินดงให้ยืนขึ้น
“ท่าน .. ชี.. วอน อยู่ที่ไหน” ชินดงพูดด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น ผสมกับเสียงหอบตลอดเวลา
“พี่ชีวอน ไม่อยู่ พี่มีอะไรเร่งด่วนงั้นเหรอ” ฮยอกแจถาม
“พา ข้า.. ไปหา ท่านชีวอนที ข้าต้องการพบท่านชีวอน” ชินดงยังดื้อดึง
“ข้าว่าพี่ไปพักก่อนดีกว่าไหม ตอนนี้พี่ชีวอนไม่อยู่ ไปหาตอนนี้ก็ไม่เจอหรอก” ฮยอกแจแนะ
“ไม่ ท่านชีวอนไปไหน นายน้อย ท่านชีวอนไปไหน ข้ามีเรื่องด่วน”
“ออกไปข้างนอกแต่เช้าแล้ว พี่มีเรื่องอะไรฝากบอกข้าไว้ก็ได้”
“ไม่ได้ ข้า...ต้องบอก....เรื่องนี้กับท่านชีวอนโดยตรง” ชินดงปฏิเสธทันที ถึงแม้จะเป็นนายน้อยฮยอกแจเขาก็บอกไม่ได้
“งั้น พี่ไปพักก่อนนะ ถ้าพี่ชีวอนกลับมา ข้าจะบอกให้คนไปตามพี่มาพบพี่ชีวอนทันที” ชินดงพยักหน้ารับคำอย่างอ่อนแรง ใจจริงเขาอยากจะบอกเรื่องนี้กับชีวอนให้เร็วที่สุด แต่ก็จนใจ เพราะชีวอนไม่อยู่ แถมตอนนี้เขาก็แทบจะไม่มีแรงพูดแล้วด้วยซ้ำ ฮยอกแจ พยักหน้าเรียกทหารที่เดินมาตรวจเวรยามแถวนี้พอดีให้มาพาชินดงไปนอน ส่วนตัวเองก็เดินเลี่ยงมาอีกทางนึงสวนทางกับซูมาน ชายชราหรี่ตามมองหน้าเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างจับผิด
“ฮยอกแจ เกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ไม่ ทราบครับ” ฮยอกแจตอบเสียงอ้อมแอ้ม เด็กหนุ่มรีบสาวเท้าเดินไปจากตรงนั้นโดยเร็ว ไม่รอให้ชายชราถามอะไรต่อได้อีก ซูมานมองฮยอกแจอย่างไม่ใส่ใจ เพราะตอนนี้เขาต้องการรู้เรื่องของชินดงมากกว่า เจ้าอ้วนนั่นไปทำอะไรมาถึงได้มีสภาพโทรมอย่างนั้น ซูมานตัดสินใจเดินไปที่ห้องชินดง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเดินเสียงชีวอนก็ทักขึ้นเสียงก่อน
“จะไปทางเรือนคนใช้หรือครับ” ชีวอนถามมือขวาของผู้เป็นลุงด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ข้าเห็นชินดงไม่สบายเลยจะไปดูสักหน่อย อีกอย่างไม่เห็นมันมาหลายวันแล้วด้วย”
“ข้าเองก็เพิ่งทราบว่า ท่านสนใจเรื่องคนในปกครองขนาดนี้” ชีวอนพูด
“ข้า ก็สนใจคนของข้าทุกคนนั่นแหละ เจ้ามาก็ดีแล้วไปดูแทนแล้วกัน มีอะไรรีบมารายงานข้าด้วย” ซูมานสั่ง ก่อนจะหันหลังเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม
ชีวอนยกยิ้มนิดๆ ดีนะทีเขาตัดสินใจเดินมาทางเรือนคนใช้ทันทีที่กลับมา ไม่อย่างนั้นตาเฒ่าซูมานต้องไปรีดความจริงจากชินดงแน่ๆ ถึงชินดงจะจงรักภักดีกับเขามากแค่ไหน แต่คนอย่างชินดงก็คงไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของซูมาน เขาคงจะต้องระวังตัวกว่านี้อีกนิด ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะโดนจับได้ซะก่อน
อีก ไม่กี่วันเขาจะต้องไปรับยาให้น้องชายแล้วด้วย ถึงแม้จะรู้ว่านั่นเป็นยาพิษ แต่เขาก็คงต้องไปรับตามปกติเพื่อไม่ให้ท่านลุงสงสัย ชีวอนครุ่นคิดมาทั้งคืนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะทุกครั้งที่น้องชายเขาขาดยา จะมีอาการน่าเป็นห่วงทันที แต่ถ้าได้รับยา อาการก็จะดีขึ้นไม่ถึงขนาดดีมาก แต่ก็ไม่ร้ายแรงถึงขนาดนอนบนเตียงตลอดเวลา เช้าวันนี้เขาก็ออกไปหาหมอคนใหม่ตามข้อมูลที่เพิ่งได้รับมา แต่ก็ล้มเหลว หมอไม่สามารถบอกได้ว่า ในยาของน้องชายเขามียาสั่งประเภทไหนแอบแฝงอยู่
นี่ เขาจำเป็นต้องให้น้องเขากินยานั่นต่อไปจริงๆเหรอ หรือจะให้หยุดกินและพยายามหาตัวยาอย่างอื่นมารักษาแทน แต่ถ้าอาการทรุดมาก ลุงของเขาก็อาจจะสงสัยได้ ชีวอนยังมืดแปดด้าน ขบปัญหานี้ไม่แตก แต่เขาก็คงต้องตัดใจให้น้องชายกินยานี่ไปก่อน เพื่อกันไม่ให้ท่านลุงสงสัย เขาจะต้องพยายามหายาแก้ให้เร็วที่สุด ร่างสูงเดินกลับไปที่ห้องตัวเองทั้งๆที่ใจจริงอยากจะรู้ความคืบหน้าจากชินดง แต่ตอนนี้คงต้องปล่อยให้ชินดงพักไปก่อน ตัวเขาเองก็ยังมีเรื่องต้องคิดอีกมากมาย
ยุนโฮเดิน ตรวจตราความเรียบร้อยรอบๆบริเวณปราสาท จัดการเวรยามให้แน่นหนาขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างที่ยูชอนยังไม่ฟื้น นี่ก็หลายวันแล้วที่ยูชอนนอนไม่ได้สติ และครั้งนี้ดูท่าจะนานกว่าปกติซะด้วย ผ่านมา5วันแล้ว แต่ยูชอนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น เป็นห่วงก็แต่จุนซูเท่านั้น คุณหนูคิมคนเล็กไม่เป็นอันทำอะไร ไม่กิน ไม่นอน พยายามลืมตาตัวเองไว้ให้ได้นานที่สุด เพื่อจะได้ไม่พลาดเวลาที่ยูชอนฟื้น เพราะจุนซูอยากเป็นคนแรกที่ได้เห็นว่ายูชอนไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ แต่ร่างกายของจุนซูจะทนไปได้สักแค่ไหน เพราะเจ้าตัวเล็กไม่ยอมกินอะไรเลย มือทั้งสองข้างเกาะกุมมือยูชอนไว้ตลอดเวลา ริมฝีปากบางพร่ำเรียกแต่ชื่อเจ้าชายนิทราตรงหน้าไม่ได้ขาดปาก
ทุก คนที่ได้เห็นภาพนั้น ใครๆก็อดสะท้อนใจไม่ได้ ความจริงทั้งสองคนรักกันมากแท้ๆ แต่แค่เข้าใจผิดเรื่องที่ยูชอนปิดบังเป็นความลับ ทำให้คนที่รักกันต้องทรมานขนาดนี้ และต่อไปข้างหน้าก็ยังไม่รู้ว่า พวกเขาจะได้มีโอกาสตื่นขึ้นมาพบกันอีกครั้งไหม ชางมินเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ยูชอนฟื้นขึ้นมา ชางมินเอาแต่กักตัวอยู่แต่ในห้องสมุด เพื่อค้นคว้าข้อมูลที่รวบรวมมาเกี่ยวกับอาการต่างๆของแวมไพร์ธาตุสายฟ้า ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ตอนนี้ทั้งปราสาทมีแต่บรรยากาศของความตึงเครียดอยู่เต็มไปหมด
ถึง แม้จะรู้ว่าจุนซูสามารถถอนคำสาปได้ก็จริง แต่เอาเข้าจริงๆพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าทำแบบไหนถึงจะถูกวิธี ยังมีเรื่องอีกมากมายที่เป็นปริศนาให้ขบคิด ยุนโฮได้แต่ถอนใจคนรอบๆตัวเขามีแต่ความเคร่งเครียด เขาเองก็ได้แต่คอยเป็นคนคอยคุ้มครองไม่ให้มีใครเข้ามาทำอันตรายทุกคนได้ และเพื่อความสะดวกยุนโฮจึงขอร้องให้แจจุงย้ายมาอยู่ที่ชั่วคราว เขาจะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง ไหนๆ จุนซูก็อยู่ที่นี่ไม่ได้กลับไปที่ตระกูลคิมเหมือนกัน
ร่างสูงเดิน เลี้ยวเข้าไปที่สวนด้านหลังปราสาท ที่เต็มไปด้วยดอกลิลลี่สีขาว ตอนนี้ทั้งสวนของชางมินเต็มไปด้วยดอกลิลลี่บานสะพรั่งไปหมด ชางมินใช้วิชาความรู้ของตัวเองในการเก็บรักษาความสดของดอกไม้ ให้มันโรยราช้ากว่าที่ควรจะเป็นและผลิดอกให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเขาต้องใช้ดอกไม้พวกนี้สกัดยาให้ยูชอนครั้งนึงจำนวนมาก ถึงเขาจะรู้เรื่องนี้ดี แต่เขาก็ยังมาเก็บดอกไม้ที่นี่ไปให้ใครคนนึงอยู่เสมอ
ชางมินเคยค่อน ขอดเขาบ่อยๆ ว่าแค่ดอกไม้ทำไมไม่ไปซื้อเอาเอง มาขโมยของเขาอยู่ได้ แต่ยุนโฮคิดว่า ดอกไม้ปลูกเองมันดูสวยมากกว่าดอกไม้ที่ปลูกไว้สำหรับขาย แต่นั่นมันอาจจะเป็นแค่ข้อแก้ตัวของเขา ความจริงแล้วเขาแทบจะไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหน หน้าที่ความรับผิดชอบของเขามีเยอะมาก มากซะจนการคิดถึงเรื่องตัวเองแม้แต่วินาทีนึง มันก็อาจจะทำให้คนในความดูแลเป็นอันตรายได้
เขาจึงมักจะปัดความคิด ฟุ้งซ่านเกี่ยวกับตัวเองออกไปให้หมด แต่มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ที่เขาไม่สามารถปัดมันออกไปได้ง่ายนัก ใบหน้าสวยหวานมักจะวนเวียนมาหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ความผิดของแจจุงที่ทำให้เขาหลง แต่เป็นความผิดของเขาเองที่ไปหลงแจจุง ทั้งๆที่ร่างบางก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษด้วย มีแต่ความเป็นมิตรให้เท่านั้น
ยุนโฮยิ้มกับตัวเองบางๆ เมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของเขากับแจจุง ที่ไม่เคยคืบหน้า แต่มันก็ไม่ได้ถอยหลัง พวกเขายังคงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับได้เสมอ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นแบบนี้ตั้งแต่พบกันครั้งแรก ยุนโฮเดินมาหยุดที่กอลิลลี่ที่สวยที่สุดในในบรรดาสวนลิลลี่ของชางมิน เขามักจะเดินไปทั่วๆสวน เพื่อหาดอกที่สวยที่สุด สำหรับคนพิเศษของเขา
ถึง มันอาจจะใช้เวลามากไปหน่อย แต่มันก็คุ้มค่า เขายอมสละเวลาพักที่มีอยู่น้อยนิดมาที่สวนลิลลี่เสมอเพื่อทำหน้าที่คนส่ง ดอกไม้ที่ดีให้กับแจจุง เขาไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน แค่อยากให้แจจุงรับรู้ว่า มีคนที่คอยห่วงใยอยู่ก็เท่านั้น ยุนโฮเด็ดดอกไม้ขึ้นมาอย่างเบามือ กลัวว่ากลีบมันจะช้ำเพราะน้ำหนักมือของเขา เขาเป็นนักรบ ของบอบบางมักจะเสียหายเมื่ออยู่ในมือเขา และเขาก็กลัวว่าแจจุงจะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน ร่างบอบบางดูน่าทะนุถนอมดูเหมือนจะช้ำได้ทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้เขา แจจุงมีความอ่อนโยน ซึ่งเขาไม่ค่อยมี สิ่งนี้กระมัง ที่ทำให้เขาติดใจร่างบางเป็นพิเศษ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลังชาย หนุ่ม ยุนโฮชะงักนิดนึง ร่างสูงหมุนตัวหันกลับมาเผชิญหน้าคนที่เข้ามาข้างหลัง ด้วยความที่เป็นนักรบ แขนแข็งแรงจึงรวบลำคอของผู้บุกรุกล็อคเอาไว้ มืออีกข้างจับแขนบิดกลับให้ไพล่หลังไว้ กันคนที่เข้ามาทำร้ายต่อสู้
“โอ้ย!!~” เสียงหวานใสที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้น เรียกสติยุนโฮให้กลับมา
“แจจุง!!” ยุนโฮตกใจ รีบปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระทันที
“ก็ข้าน่ะสิ เจ้าคิดว่าเป็นใคร” แจจุงสะบัดแขนข้างที่ถูกบิดไล่ความเจ็บปวด
“ข้อขอโทษ ข้าไม่คิดว่าจะเป็นเจ้า” ยุนโฮตอบ ยิ่งเห็นร่างบางนิ่วหน้าน้อยๆบีบนวดแขนตัวเองไปด้วยยิ่งรู้สึกผิด
“เจ็บมากเหรอ”
“ก็ ไม่เท่าไหร่หรอก ตกใจมากกว่า” แจจุงตอบ พลางเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงตรงหน้า เห็นแววตาที่มองมาดูเป็นกังวล ริมฝีปากบางจึงคลี่ยิ้มอย่างใจดี
“ไม่ ต้องห่วงหรอก ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าเข้าใจว่าเจ้าต้องระวังตัวตลอดเวลา ข้าผิดเองแหละที่เข้ามาทางข้างหลังแล้วไม่ส่งเสียงให้รู้ตัวก่อน” แจจุงพูดให้ร่างสูงคลายความกังวล แต่ยุนโฮก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี
“ข้า ขอโทษอีกครั้งนะ ทีหลังให้เสียงก่อนนะ ข้าจะได้ไม่เผลอทำแบบนี้อีก” แจจุงพยักหน้า ริมฝีปากยังแต้มรอยยิ้มไว้ตลอดเวลา เพื่อแสดงให้ยุนโฮเห็นว่าเขาไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร
“ทำอะไรอยู่เหรอ ข้าเห็นเจ้าเดินไปมาอยู่ในสวนนี้ตั้งนานแล้ว” แจจุงถาม พลางกวาดสายตาไปรอบๆตัวเอง สวนนี้กว้างสุดลูกหูลูกตา เต็มไปด้วยดอกลิลลี่สีขาวทั้งนั้น ดอกไม้สีขาวเล็กๆพวกนี้กำลังเบ่งบานอวดความสวยงามเต็มไปหมด ยิ่งทำให้แจจุงรู้สึกชื่นชมสวนนี้มากยิ่งขึ้น
“ข้าไม่เคยรู้เลยนะ ว่าหลังปราสาทจะมีทุ่งดอกลิลลี่ด้วย”
“เอ่อ ของชางมินน่ะ ชางมินเป็นคนปลูก” ยุนโฮตอบ
“แล้วนั่น เจ้ามาเก็บดอกไม้เหรอ ว้า~ แย่จัง ช้ำหมดเลย” แจจุงเอื้อมมือไปหยิบดอกไม้ในมือยุนโฮมาดู
“เจ้า จะเอาไปทำอะไรเหรอ ให้เขาช่วยเด็ดให้ไหม เจ้ามือหนัก ดูสิดอกไม้ช้ำหมดแล้ว” แจจุงเสนอตัวช่วยเต็มที่ ยุนโฮไม่รู้ว่าจะตอบยังไง เขาไม่คิดว่า แจจุงจะเดินมาถึงหลังปราสาท มาเจอทุ่งดอกลิลลี่ วูบนึงเขากลัวว่าแจจุงจะสงสัยว่าเขาเป็นคนส่งออกไม้ไปให้ แต่พอคิดอีกที ดอกไม้แบบนี้มีอยู่ทั่วไป ถ้าเขาไม่แสดงพิรุธ แจจุงก็คงจับไม่ได้
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่เข้ามาดูเฉยๆ” ยุนโฮดึงดอกไม้ในมือแจจุงโยนไปที่พื้นข้างๆกอต้นลิลลี่
“อ้าว ทำไมโยนไว้ตรงนั้นล่ะ ไม่อยากได้แล้วเหรอ” แจจุงทักขึ้น เมื่อเห็นยุนโฮทิ้งดอกไม้เอาไว้ที่พื้น
“ที่จริงข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะเก็บไปทำอะไรอยู่แล้ว แค่เข้ามาดูเฉยๆเท่านั้น” ยุนโฮตอบเลี่ยงๆ
“งั้นเหรอ เสียดายจัง ดอกไม้ที่นี่ทำไมบานพร้อมกันทั้งทุ่งอย่างนี้ล่ะยุนโฮ” แจจุงถาม พลางหันไปชื่นชมดอกไม้ที่อยู่ใกล้ๆ
“ดอกไม้ที่สวนนี้บานตลอดทั้งปีอยู่แล้ว” แจจุงหันหน้ากลับมามอง คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อยอย่างสงสัย
“ทำได้ยังไงกัน ก็ดอกลิลลี่ต้องใช้อากาศที่เย็นพอสมควรถึงจะปลูกได้ ตอนหน้าร้อนอากาศร้อนจัด ดอกคงบานไม่ได้หรอก”
“ดอกไม้ พวกนี้เป็นดอกไม้พิเศษที่ชางมินเป็นคนผสมพันธุ์ขึ้นมา มันจะบานได้ตลอดทั้งปี แล้วก็บานทน โตเร็วกว่าทุกพันธุ์ที่มีอยู่” ยุนโฮอธิบาย แจจุงมองอย่างทึ่งๆ เขาเพิ่งรู้ว่า ที่นี่นอกจากจะมีสวนลิลลี่แล้ว ยังเป็นลิลลี่แบบพิเศษด้วย
“ข้ารู้ว่าชางมินเก่งเรื่องตำรับตำราและการแพทย์ แต่ไม่คิดว่าเขาจะสนใจเรื่องพันธุ์ไม้ด้วย”
“บังเอิญ ดอกไม้ชนิดนี้จำเป็นต่อการรักษาอาการป่วยของยูชอนน่ะ ชางมินเลยต้องสนใจมันเป็นพิเศษ” ยุนโฮพูด ร่างสูงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องที่เขามา เก็บดอกไม้ไปยังเรื่องอื่นๆได้ โดยที่แจจุงไม่ทันรู้ตัว
“แล้วยูชอน ล่ะ ป่านนี้ยังไม่ฟื้นเลย จุนซูเองก็ไม่เป็นอันทำอะไร ข้ากลัวว่าน้องจะป่วยจริงๆ” แจจุงมองไปยังชั้นบนของปราสาท สีหน้าเป็นกังวลเมื่อนึกถึงน้องชายและสหาย อีกคนก็นอนหลับสนิทไม่รับรู้อะไร ส่วนอีกคนก็นั่งพร่ำเพ้อเรียกคนที่นอนอยู่ไม่ขาดปาก ทำไมโชคชะตาช่างเล่นตลกกันคนที่รักกันด้วยนะ
“ไม่ต้องห่วงนะ ข้าคิดว่าอีกไม่นานยูชอนคงจะฟื้นขึ้นมาแน่นอน” ยุนโฮยกมือขึ้นวางลงบนไหล่บาง บีบเบาๆอย่างปลอบใจ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของปราสาท รอเวลาใกล้พลบค่ำก่อน แล้วเขาค่อยมาเก็บดอกไม้ไปวางไว้ที่หน้าปราสาทแจจุง อย่างน้อยเขาก็ควรส่งมันตามปกติ แจจุงจะได้ไม่สงสัย แต่ยุนโฮคิดผิด ยุนโฮไม่รู้หรอกว่าทันทีที่เขาเดินคล้อยหลังไปร่างบางจุดรอยยิ้มน้อยๆที่ริม ฝีปากบาง แจจุงพึมพำกับตัวเองเบาๆชนิดที่ถ้าร่างสูงหันมาได้ยิน คงจะตกใจไม่น้อย
“เดี๋ยวคืนนี้ข้าก็ได้รู้แล้วว่า คุณลิลลี่เป็นเจ้าหรือเปล่า ชองยุนโฮ”
จุน ซูนั่งมองใบหน้าที่หลับสนิทของยูชอนวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่แล้วเขาเองก็ ไม่ได้นับ เพียงแต่รู้สึกว่ามันนานมาก นานจนเขากลัว กลัวว่าคนตรงหน้าจะไม่ลืมตาขึ้นมาอีก จุนซูไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้กิริยาขี้เล่น ยั่วโมโหทุกครั้งที่เจอหน้าเขา ยูชอนต้องทนทรมานกับอาการป่วยมากแค่ไหน
จุนซูมัวแต่คิดว่า ยูชอนคงอยากจะแหย่ให้เขาโมโหเล่นๆ เพราะแค่อยากจะให้เขากลับมาคืนดีด้วย ไม่ได้รู้เลยว่า จริงๆแล้วยูชอนพยายามจะอยู่ใกล้เขาให้มากที่สุด เพื่อคุ้มครองเขามาโดยตลอด แถมยังต้องต่อสู้กับคำสาปที่ร้ายแรง จุนซูรู้สึกโกรธตัวเองทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ โกรธที่ไม่เข้าใจว่าทำไมยูชอนถึงต้องกินเลือดสดๆ โกรธที่ตัวเองไม่เคยคิดจะถามหรือฟังเหตุผลอะไรเลย เขาช่างเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลยึดติดกับคำสัญญาเด็กๆ โดยไม่สนใจความจำเป็นของใครทั้งสิ้น
แวมไพร์น้อยเลื่อนตัวเองขึ้น ไปนั่งบนเตียงข้างๆคนที่นอนหลับสนิท มือเล็กข้างที่ว่างอยู่ ปัดเส้นผมที่กระจายไปมาให้เข้าที่ ค่อยๆไล้ลงมาตามโครงหน้าคมเข้มของคนที่นอนหลับ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง กำลังสุดความสามารถที่จะไม่ร้องไห้อีก จุนซูคิดว่าเขาร้องไห้มามากพอแล้ว จากนี้ต่อไปเขาควรจะเข้มแข็ง หลายวันที่ผ่านมาเขาทำตัวเป็นภาระให้พี่ๆคอยห่วงมามากพอแล้ว เขาควรจะมีสติสักที ถึงแม้ยูชอนจะยังไม่ฟื้นขึ้นมาก็ตาม
“จุนซูขอโทษ ที่ไม่เคยฟังที่พี่ยูชอนพูดเลยสักครั้ง พี่ยูชอนตื่นขึ้นมาเถอะนะ จุนซูสัญญาว่าต่อไปนี้จะฟังทุกอย่างที่พี่พูด จุนซูจะเชื่อพี่ยูชอนทุกอย่าง ตื่นขึ้นมาเถอะนะ” แวมไพร์น้อยแนบหูลงไปที่แผ่นอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจของร่างโปร่งเพื่อเขาจะได้มั่นใจว่า ยูชอนยังไม่ได้จากเขาไป เขาทำอย่างนี้อยู่หลายครั้ง วนเวียนใช้นิ้วอังที่ใต้จมูก หรือเอาหูแนบฟังเสียหัวใจเต้น ทำทุกครั้งที่รู้สึกไม่มั่นใจว่ายูชอนยังคงมีชีวิตอยู่ ร่างเล็กผ่อนลมหายใจเบาๆอย่างโล่งอก เมื่อเขายังได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นปกติ
ร่างเล็กเลื่อนลงมานั่ง ที่เดิม พร้อมๆกับเสียงบานประตูลั่น แสดงว่ามีคนเข้ามาในห้อง ชางมินเข้ามาตรวจอาการของยูชอนทุกวันและเขาก็เห็นจุนซูนั่งจับมือยูชอนเอา ไว้ที่ข้างเตียงอย่างนี้เสมอ คุณหนูคิมคนเล็กยึดตัวติดอยู่กับเตียงของท่านราชาปีศาจตลอดไปยอมไปไหน ยกเว้นเวลาที่แจจุงมาลากไปล้างหน้าล้างตานั่นแหละ จุนซูถึงจะยอมปล่อยมือออกจากยูชอน แต่ก็ไปเพียงไม่นานก็กลับมานั่งอยู่ในท่าเดิม
และวันนี้ก็เช่น เดียวกัน จุนซูยังคงนั่งอยู่ที่เดิม พร่ำพูดคำเดิมๆขอให้ยูชอนตื่นขึ้น เขาเองก็ภาวนาอยากให้คำพูดของจุนซูเป็นจริงขึ้นมาสักวัน แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมยูชอนยังคงนอนนิ่ง ชางมินเดินเข้ามาใกล้เตียงคนป่วยอีกด้านนึง จุนซูหันมามองเล็กน้อย ชางมินยิ้มบางๆให้กับคนตัวเล็กเพื่อให้กำลังใจ ทำให้จุนซูยิ้มออกมาได้บ้าง ถึงแม้จะเล็กน้อยก็ตาม
“พี่ชางมิน พี่ยูชอนหลับนานอย่างนี้ทุกครั้งเหรอ” เสียงแหบแห้งเอ่ยถามขึ้น ขณะที่เขากำลังลงมือตรวจอาการ
“อืม” ชางมินตอบสั้นๆ เขาอาจจะโกหกไปบ้างเรื่องยูชอนนอนนานๆ แต่อย่างมากแค่3วัน ไม่ถึง5วันแบบนี้
“เหรอ แล้วพี่ยูชอนจะฟื้นขึ้นมาใช่ไหม” จุนซูถามต่อ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าคมที่ยังคงนอนหลับอยู่ เปลือกตาปิดสนิทซ่อนแววตาอ่อนโยนที่เขาเคยเห็นเสมอเอาไว้
“ต้อง ฟื้นสิจุนซู พี่ยูชอนอาจจะกำลังต่อสู้กับอะไรสักอย่าง เลยทำให้ยังไม่ตื่นขึ้นมา แต่พี่เชื่อมั่นว่า พี่ยูชอนคงไม่ทิ้งพวกเราไปง่ายๆหรอก” ชางมินให้กำลังใจแก่ร่างเล็ก และให้กำลังใจกับตัวเองด้วย ร่างเล็กพยักหน้าน้อยๆแล้วหันกลับไปให้ความสนใจกับคนตรงหน้าต่อ ชางมินจึงค่อยๆเดินเลี่ยงออกมาจากห้องนั้นหลังจากที่ตรวจเสร็จ
หลาย วันมานี่เขาเริ่มศึกษาวิธีแก้คำสาปอย่างจริงจังอีกครั้ง สิ่งที่คิดว่ามันง่ายๆตอนเริ่มต้น ตอนนี้เขาเริ่มเห็นเค้าลางแห่งความลำบากมากขึ้น มันไม่ใช่เพียงแค่ได้เลือดจากจุนซูเท่านั้นแล้วคำสาปจะหาย แต่จะต้องได้เลือดที่ไหลออกมาจากคอของจุนซู ในคืนพระจันทร์เต็มดวงวันฮัลโลวีน เลือดที่ไหลจากคอปริมาณมากแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ และนั่นก็หมายความว่า จุนซูอาจจะต้องเสียเลือดมาก ถ้าพลาด จุนซูอาจจะตายก็ได้ แต่ถ้าไม่ทำ ยูชอนก็อาจจะอยู่ไม่ถึง วันฮัลโลวีนในปีถัดไป
ชางมินรู้สึกสับสน ถ้าบอกวิธีนี้ไปจุนซูคงยอมทำตามอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คนที่จะได้รับเลือดนี่สิ จะยอมหรือไม่ ขนาดรู้แค่ว่าต้องกินเลือดจุนซู ยูชอนยังไม่ยอมบอกแวมไพร์น้อยเลยยังปล่อยให้เข้าใจผิดตั้ง5ปี แล้วนี่ถ้ารู้ว่าต้องใช้เลือดที่ไหลออกจากคอ โดยวิธีอื่นที่อันตรายและเสี่ยงมากกว่าถูกกัดยูชอนจะยอมทำเหรอ และที่สำคัญ หนังสือที่เขามีอยู่หน้าสุดท้ายมันหายไป เขาเลยไม่รู้ว่าหน้านั้นซ่อนอะไรไว้อีกหรือเปล่า ทำไมถึงมีคนฉีกมันทิ้งไป ใครกันแน่ที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนเขา
ชางมินได้หนังสือเล่ม นี้มาจากหอสมุดของเมือง เขาต้องใช้คำพูดหว่านล้อมมากมายกว่าจะได้หนังสือเล่มนี้มาครอบครอง แต่ก่อนหน้านั้นจะมีใครมาอ่านบ้างก็สุดจะเดาได้ เพราะหน้าสุดท้ายของหนังสือได้หายไปพร้อมๆกับรายชื่อของผู้ยืม ตอนแรกเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับหน้าสุดท้ายของหนังสือมากนัก เพราะคิดว่าคงจะหลุดไปตามกาลเวลา แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ ตอนที่เขาได้เริ่มศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ปรากฏว่า ใจความส่วนหนึ่ง มันขาดหายไป และสงสัยว่ามันคงอยู่ในหน้าหนังสือที่ขาดไป
ชางมินถอน ใจอย่างหนักหน่วง เขาควรบอกเรื่องนี้กับยูชอนดีไหม หรือว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับยุนโฮก่อน อย่างน้อยสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว หรือควรผลักภาระให้พี่ชายคิดมากกว่า เขาจะได้เอาเวลาไปคิดค้นยาสูตรใหม่ ที่แรงกว่าเดิมให้ยูชอน เพื่อรักษาชีวิตของยูชอนให้อยู่ถึงวันฮัลโลวีนก่อนเป็นอันดับแรก แล้วเรื่องจะแก้หรือไม่แก้คำสาปก็ปล่อยให้สองคนนั้นเป็นคนตัดสิน
“เพิ่ง จะดีกันแท้ๆ สองคนนั่นอาจจะกลับมาผิดใจกันอีกครั้งก็ได้” แต่ยังไม่ทันที่ร่างสูงจะเดินกลับเข้าห้อง เขาก็เหลือบไปเห็นจุนซูเดินออกมาจากห้องของยูชอน ชางมินรู้สึกแปลกใจมากๆ เพราะ5วันมานี่ จุนซูไม่เคยออกจากห้องของยูชอนเองเลยสักครั้ง จะออกก็ต่อเมื่อแจจุงมาลากออกไปเท่านั้น
“จุนซูนั่นเจ้าจะไปไหน” ชางมินถาม
“ก็ ออกมาหาอะไรทำบ้างไง นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้นพี่ยูชอนก็คงไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก และข้าเองก็คิดว่าควรจะทำอะไรที่มันมีประโยชน์บ้าง ข้าขอโทษที่ทำให้พวกพี่เป็นห่วง” จุนซูยิ้มบางๆให้กับชางมินที่กำลังอึ้งสุดๆ ก็เมื่อกี้เขายังเห็นคุณหนูคิมคนเล็กนั่งติดกับท่านราชาปีศาจ เหมือนจะไม่ยอมขยับไปไหน แต่จู่ๆ ก็เดินมาบอกว่า อยากจะทำอะไรให้มีประโยชน์ จะไม่ให้งงได้ยังไง
“จุนซู พวกเราไม่มีใครว่าอะไรเจ้าหรอกนะ ถ้าเจ้าอยากจะอยู่พยาบาลพี่ยูชอนตลอดเวลา แต่อยากให้พักผ่อนบ้างเท่านั้นเอง” ชางมินพูด ร่างเล็กพยักหน้าขึ้นลงเร็วๆเป็นเชิงรับรู้
“ได้ ต่อไปนี้ข้าจะพักผ่อนเป็นเวลาไม่ต้องเป็นห่วง พี่ชางมินมีอะไรให้ข้าช่วยไหม ข้าไปเก็บสมุนไพรให้เอาไหม” จุนซูอาสา
“ไม่ เป็นไรหรอก พี่ไปคนเดียวได้” ชางมินปฏิเสธ ไอ้ที่จู่ๆลุกขึ้นมาทำเป็นขยันนี่ อาจจะเป็นอาการอีกอย่างนึงของคนจิตตกอย่างจุนซูก็ได้
“ให้ข้าไปด้วยนะ ข้าสัญญาจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง” ชางมินรั้งคนตัวเล็กเข้ามาใกล้
“จุน ซู เจ้ากำลังเศร้าใช่ไหม ถึงได้หาอะไรทำให้ห่างจากสิ่งที่ทำให้เจ้าเศร้า” ชางมินถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จุนซูเงยหน้ามองคนตรงหน้า น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ค่อยๆเอ่อมาคลอที่หน่วยตา แต่เจ้าตัวกลับกระพริบตาถี่ๆไล่ให้น้ำใสๆพวกนั้นไหลย้อนกลับไปข้างในแทน
“ทำไมล่ะจุนซู เจ้าจะร้องไห้ก็ร้องออกมาสิ จะฝืนเอาไว้ทำไม”
“ไม่ แล้วล่ะพี่ชางมิน ต่อไปนี้ข้าจะไม่ร้องไห้ ข้าให้สัญญากับตัวเองไว้ ข้าจะเข้มแข็งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า ข้าจะไม่ร้องไห้ ข้าจะมีเหตุผลมากกว่าที่เคยเป็น” ชางมินใช้มือขยี้หัวจุนซูเบาๆด้วยความเอ็นดู
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องทำ ได้ แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าเจ้าควรจะกลับไปอยู่ที่เดิมมากว่านะ ถ้าหากพี่ยูชอนฟื้นขึ้นมาเขาจะได้เห็นหน้าเจ้าเป็นคนแรก ข้าคิดว่าสิ่งนี้ต่างหากที่พี่ยูชอนอยากได้ เจ้าอย่าลืมสิ 5ปีเชียวนะที่เจ้าและพี่ยูชอนไม่เคยพูดกันดีๆสักครั้ง มีแต่จะตั้งแง่ใส่กันเท่านั้น เจ้าลองคิดดูสิ ว่าพี่ยูชอนจะดีใจสักแค่ไหน ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาแล้วเห็นเจ้านั่งอยู่ข้างๆ แทนที่จะเห็นแต่เครื่องมือทั้งหลายแหล่ของข้าเหมือนเช่นทุกครั้ง”
“แต่ว่า..”
“ไม่ มีแต่จุนซู เชื่อข้า ข้ารู้ว่าเวลา5วันที่ผ่านมาเจ้าทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหน ทั้งเศร้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา แต่เจ้าลองคิดกลับกันสิ พี่ยูชอนต้องอยู่ในสภาพเดียวกับเจ้าตอนนี้ตั้ง5ปีเชียวนะ 5ปีพี่เขายังรอได้ แต่นี่แค่5วัน เจ้าก็จะท้อซะแล้วเหรอ”
“ข้าไม่ ได้ท้อนะพี่ชางมิน แต่ข้าแค่อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง ถ้าข้ายังอยู่แต่ในห้องข้าก็คงจะจมอยู่กับความทุกข์ การได้ออกไปดูอะไรข้างนอกบ้างคงจะทำให้ข้าสดชื่นขึ้น ข้าอยากให้พี่ยูชอนฟื้นขึ้นมาพบข้าที่สดใสร่างเริง ไม่ใช่คิมจุนซูที่ดูท้อแท้หมดหวังอย่างทุกวันนี้” ชางมินยิ้มให้กับแวมไพร์น้อย ไม่ว่าเมื่อไหร่จุนซูก็ยังเป็นจุนซูไม่เปลี่ยน เขาจำได้ทุกครั้งที่ยูชอนป่วย เจ้าตัวเล็กจะสรรหาวิธีต่างๆนานาให้ยูชอนยิ้ม แวมไพร์น้อยในเวลานั้นไม่ต่างจากแวมไพร์น้อยในวันนี้สักเท่าไหร่
“เอา อย่างนั้นก็ได้ เจ้าไม่ต้องออกไปไหนไกลนักหรอก ถ้าอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศล่ะก็ ข้างหลังปราสาทมีสวนลิลลี่ของข้า กำลังออกดอกบานสะพรั่งเลยล่ะ เจ้าไปพักผ่อนหย่อนใจที่นั่นก็ได้ แต่อย่าเดินไปไกลนักล่ะ เพราะไกลออกไปจากทางนั้นเป็นเขตแดนของพวกหมาป่า” ชางมินเตือน
“แล้วพวกมันไม่ข้ามมาทำอันตรายพวกพี่เหรอ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าข้างหลังเป็นเขตของหมาป่า”
“ไม่ หรอก ส่วนใหญ่พวกหมาป่าจะให้เส้นทางข้างหน้ามากกว่า ส่วนเส้นทางข้างหลังเป็นป่าแถมยังมีเขตกั้นไว้อย่างแน่นหนา คงไม่มีใครกล้าข้ามเข้ามาหรอก” ชางมินตอบ จุนซูพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
“ข้า ไปไม่นานหรอก ถ้าพี่ยูชอนฟื้นขึ้นมาพี่ช่วยเรียกข้าด้วยนะข้าจะกลับมาทันที” ชางมินพยักหน้า แวมไพร์น้อยยิ้มให้ร่างสูงนิดนึงก่อนจะเดินเลี่ยงลงไปยังชั้นล่าง มุ่งหน้าไปที่สวนลิลลี่ด้านหลังปราสาท
“นั่นสินะ ที่ข้างหลังมีเขตกั้นเอาไว้แล้วเจ้าหมอนั่นข้ามเขตมาได้ยังไงกัน แต่หมอนั่นอาจจะไม่ได้มาจากฝั่งหมาป่าก็ได้ ตกลงหมอนั่นเป็นใครกันแน่ พบกันครั้งหน้าข้าคงจะได้รู้สักทีนะว่าเจ้าเป็นใครกันแน่ มินโฮ” ชางมินยิ้มน้อยๆเมื่อนึกถึงเด็กหนุ่มหน้าใสที่มาตะโกนว่าเขาปาวๆ ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายบุกรุกเข้ามาแท้ๆ
จุนซูเดินมาที่ ด้านหลังปราสาทอย่างที่ชางมินแนะนำ พอพ้นประตูไม้โอ๊คบานใหญ่ออกมาก ร่างเล็กก็ต้องยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ เพราะพื้นที่ด้านหลังปราสาทกินระยะทางออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาเต็มไปด้วย ดอกไม้เล็กๆสีขาวบานสะพรั่งเต็มไปหมด ช่วยเยียวยาหัวใจที่หดหู่ของเขาได้เป็นอย่างดี
จุนซูสาวเท้าเดิน เข้าไปในสวนช้าๆ สองตามองกวาดไปทั่วบริเวณจริงอย่างที่ชางมินว่า เขาไม่ต้องไปไหนไกลเลย แค่ที่สวนดอกไม้ของชางมินก็ทำให้เขาสดชื่นขึ้นได้จริงๆ ร่างเล็กเดินชมดอกไม้ทางนั้นทางนี้ทีอย่างสบายใจ นานขนาดไหนเจ้าตัวก็สุดจะรู้แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีตอนนี้เขาก็เข้ามาอยู่ตรง ปลายสุดของเขตแดนที่ทำขึ้นด้วยไม้เลื้อยหนาทึบปิดทับกันหลายๆชั้นโยงติดกัน จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสู่ต้นไม้อีกต้นหนึ่งกลายเป็นกำแพงต้นไม้ขนาดใหญ่ยาวออก ไปทั้งสองด้าน ห่างจากตัวปราสาทพอสมควร
จุนซูเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ ที่เริ่มจะคล้อยต่ำลงเรื่อยๆอย่างตกใจ นี่เขามาเดินเล่นนานขนาดนี้เลยเหรอนี่ย ใกล้เวลาอาหารค่ำแล้วพี่แจจุงต้องเป็นห่วงแน่ๆ จุนซูกำลังจะก้าวเดินออกจากตรงนั้นแต่ก็ต้องชะงัก เพราะขาได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังเดินมาทางนี้ จุนซูมองไปทางด้านหลังของตัวเอง ก็ไม่พบใครเดินออกมาจากทางปราสาท แสดงว่าเสียงจะต้องมาจากด้านหลังของกำแพงต้นไม้ ชางมินบอกว่าด้านหลังเขตแดนเป็นเขตของพวกหมาป่า ถ้างั้นเสียงที่เกิดขึ้นก็ต้องเป็นเสียงของพวกหมาป่าน่ะสิ
ในขณะ ที่จุนซูกำลังคิดว่าเขาควรเดินออกไปจากตรงนี้ หรือว่าควรจะยืนนิ่งๆรอให้พวกมันไปก่อน สายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบนกำแพงต้นไม้ช่วงนึงไม่ห่างไปจากที่เขายืนอยู่ สักเท่าไหร่ กำแพงตรงช่วงนั้นเป็นช่องขนาดใหญ่ เหมือนมีใครสักคนมาแหวกเอาไว้ เขาจึงค่อยๆย่องให้เบาที่สุดเพื่อจะไปยืนดักที่ทางออกตรงนั้นเผื่อถ้าเกิด พวกหมาป่าข้ามเขตเข้ามาเขาจะได้จัดการได้ทัน ไม่นานจุนซูก็ไปยืนหลบมุมอยู่ที่ปากทางระหว่างรอยแยกของกำแพง เฝ้ารอให้คนทางฝั่งโน้นเดินข้ามเข้ามา เขาจะได้ดักเล่นงานได้ทันท่วงที
แต่ เสียงเดินทางฝั่งโน้นก็หยุดลงเพียงแค่นั้น ไม่เดินต่อ ต่างฝ่ายต่างเงียบเหมือนรอให้ใครลงมือก่อน จุนซูเองก็นิ่งไม่ไหวติงอะไรทั้งสิ้น ร่างเล็กเพียงแต่รอให้ฝ่ายตรงข้ามลอดช่องทางเข้ามาเท่านั้น แต่ฝ่ายโน้นก็เหมือนหยุดรออะไรสักอย่างเช่นกัน ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายเหมือนจะลองวัดความอดทนกันอยู่ จุนซูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของทางฝั่งโน้นเริ่มออกเดิน แต่ไม่ใช่เดินมาทางช่องทางที่ว่างอยู่ แต่ค่อยๆเดินห่างออกไปเรื่อยๆ จุนซูถอนใจอย่างโล่งออกที่ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
จุนซูกำลังจะ ก้าวเท้าเดินกลับปราสาทแต่ด้วยความอยากรู้จึงเปลี่ยนใจเดินไปที่ช่องทางนั้น แทน จุนซูใช้มือแหวกเถาวัลย์ที่หล่นลงมาปิดทางเล็กน้อยให้กว้างขึ้น พลางก้มตัวลอดผ่านช่องทางนั้นเข้าไป อีกฝั่งนึงเป็นป่าเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด ต่างจากฝั่งโน้นมากทีเดียว จุนซูก้าวออกมาจากช่องทางมองซ้ายทีขวาทีอย่างสำรวจ ถึงเขาจะมีเพื่อนเป็นหมาป่าอย่างฮยอกแจแต่เขาก็ไม่เคยเข้ามาในดินแดนหมาป่า เลยสักครั้ง ถ้าเปรียบทางฝั่งแวมไพร์เป็นเหมือนบ้านที่ตั้งอยู่ในเมือง ทางฝั่งหมาป่าก็คงเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ในป่าใหญ่ เพราะเขาไม่เห็นอะไรเลยนอกจากต้นไม้ใหญ่ๆ
ต้นไม้พวกนี้ทางฝั่งแวม ไพร์มีน้อยมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี เต็มไปด้วยแม่น้ำ ทะเลสาบกว้างใหญ่ ไม่ได้มีแต่ต้นไม้ และพื้นดินฝั่งนี้ก็มีแต่ดินแข็งๆ ต้นหญ้าก็แทบจะไม่มีให้เห็น จุนซูย่นหน้าน้อยๆ ทางฝั่งนี้ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจ แวมไพร์น้อยจึงหันหลังกลับเพราะเห็นว่าค่ำมากแล้ว แถมฝั่งนี้ก็ดูเหมือนจะมืดกว่าทางฝั่งโน้น เพราะต้นไม้ใหญ่บังแสงอาทิตย์ซะหมด แต่พอเขาจะก้าวเข้าไปในช่องทางก็กลับมีกำแพงดินขนาดใหญ่มาปิดเอาไว้แทน จุนซูกระโดดถอยหลังออกมาสองก้าวเพื่อหลบกำแพงดินที่ตอนนี้รวมตัวกันเป็น ก้อนกลมยาวที่หมายจะเข้ามาจะรวบตัวเขา
“มาให้จัดการถึงที่เลยนะคิมจุนซู” เสียงห้าวดังขึ้นข้างๆกำแพงต้นไม้
“เยซองเจ้าเองเหรอ” จุนซูหันไปพบกับคู่อริคนเก่ายืนอยู่ข้างกำแพงต้นไม้
“ใช่ข้าเอง ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมาให้ข้าแก้แค้นถึงที่”
เย ซองพูดพลางขยับมือบังคับให้ดินก้อนมหึมารวมกันเป็นก้อนใหญ่และสั่งให้มัน กลิ้งเข้าหาจุนซูทันที จุนซูกระโจนไปอีกทางเพื่อหลบให้พ้นวิถีของดินก้อนยักษ์ แต่ทว่ามันกลับหมุนตามเขามาจนได้ จุนซูเรียกลูกไฟสีแดงขึ้นมาแล้วขว้างใส่ดินก้อนยักษ์ทันที แรงปะทะในระยะประชิดทำให้ก้อนดินแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย จุนซูยกมือขึ้นกั้นเศษดินที่ปลิวออกมาตามแรงระเบิด ทำให้ไม่เห็นลูกบอลน้ำที่มาอีกทางนึง สร้างโดยรยอวุคที่เดินออกมาจากหลังต้นไม้ห่างออกไปไม่ไกล จุนซูจึงถูกลูกบอลน้ำขนาดใหญ่กลืนเข้าไปและถูกขังอยู่ในนั้นแทน
แวม ไพร์น้อยพยายามหาทางออกจากลูกบอลน้ำ เพราะในนั้นเต็มไปด้วยน้ำไม่มีอากาศหายใจ แถมร่างกายของเขาก็ไม่สมบูรณ์มากนักเนื่องจากไม่ได้กินและนอนติดต่อกันหลาย วัน ว่าจะรวบรวมสมาธิสร้างลูกไฟลูกใหญ่ขึ้นมาทำให้น้ำละเหยได้หมดก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายแต่จุนซูก็ต้องพยายามเต็มที่เพื่อเอาตัวรอด ไม่นานน้ำที่ล้อมรอบตัวของเขาก็ระเหยกลายเป็นไอไปหมด
~ แฮ่กๆๆ~
จุน ซูทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรงสูดเอาอากาศเข้าปอดอย่างหนักหน่วง ทั้งเหนื่อยจากการที่ต้องเรียกลูกไฟมาทำลายน้ำ และหมดแรงเพราะไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันทำให้วันนี้จุนซูผู้คล่องแคล่วกลาย เป็นจุนซูที่เชื่องช้าไปกว่าทุกวัน
“เป็นไงคิมจุนซู วันนี้เป็นอะไรไป ไอ้ท่าทีอวดเก่งหยิ่งทะนงที่เคยมีอยู่มันหายไปไหน ทำไมจู่ทำตัวเหมือนคนแก่ไร้เรี่ยวแรงอย่างนั้นล่ะ” เยซองเดินเข้ามาใกล้ มองด้วยสายตาเย้ยหยัน เขาไม่รู้หรอกว่าคิมจุนซูไปทำอะไรมาถึงได้ดูอ่อนปวกเปียกขนาดนี้ แต่นี่เป็นโอกาสเหมาะที่เขาจะได้แก้แค้นเรื่องวันนั้นที่จุนซูเล่นงานชินดง จนต้องนอนรักษาตัวอยู่ในปราสาทตั้งหลายวัน แผลไฟไหม้ที่เกิดจากจุนซูไม่หายง่ายๆเหมือนแผลจากธาตุไฟคนอื่นๆ แถมเขายังโดนนายท่านเล่นงานโทษฐานทำให้เหยื่อรู้ตัว
“วันนี้ต้อง เป็นวันของข้าแน่ๆ จู่ๆรยอวุคก็อยากจะมาเที่ยวที่ชายป่าแห่งนี้ ตอนแรกข้าก็ไม่ได้อยากจะมาหรอก แต่ทนคำรบเร้าไม่ไหว สงสัยกลับไปข้าคงต้องให้รางวัลเจ้าแล้วล่ะรยอวุค วันนี้นอกจากข้าจะได้แก้แค้นแล้ว ข้ายังได้ของไปฝากนายท่านอีกด้วย” เยซองจับปลายคางของจุนซูเชยขึ้นมาแต่ก็ต้องรีบสะบัดออกเพราะตัวของจุนซูตอน นี้ร้อนราวกับไฟทำเอานิ้วเขาแทบจะพอง
“ไง เข้ามาจับข้าได้ก็เอาสิ” จุนซูเชิดหน้าท้าทาย ถึงแม้เขาจะยังไม่มีแรงต่อสู้มากนัก แต่เขาก็มั่นใจว่าไม่มีใครสามารถจับตัวเขาได้ง่ายๆ เพราะเขาสามารถเรียกไฟขึ้นมาคลุมผิวหนังชั้นนอกได้ คนอื่นจะมองไม่เห็นเปลวเพลิงพวกนี้ แต่ถ้าได้จับก็จะรับรู้ได้ถึงความร้อนของมัน
“หึ คิดว่ากลเด็กเล่นของเจ้าจะทำให้ข้าจับเจ้าไม่ได้งั้นเหรอ เสียใจ รยอวุค สร้างคุกน้ำสิ” เยซองหันไปสั่งรยอวุคที่ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ ร่างเล็กพยักหน้า ค่อยๆสร้างลูกบอลน้ำขนาดใหญ่กว่าเดิมอีกเท่าเพื่อขังจุนซูเอาไว้ในนั้น จุนซูเองก็พยายามที่จะลุกขึ้นหนีกลับไปยังฝั่งที่ตัวเองมา อย่างน้อยคนที่ปราสาทก็จะต้องเห็นบ้างล่ะว่าตรงนี้มีสิ่งผิดปกติ แต่ถ้าเขายังอยู่ฝั่งนี้ กำแพงต้นไม้บดบังทุกอย่างเอาไว้ เขาจะต้องโดนจับไปที่ปราสาทหมาป่าแน่นอน
“จัดการมันเลย”
เย ซองให้สัญญาณ รยอวุคสั่งให้ลูกบอลน้ำกลิ้งมาหาเขาทันที จุนซูพยายามรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อจะขยับหนีลูกบอลน้ำขนาดใหญ่ ถ้าเขาถูกกลืนเข้าไปในนั้นอีกทีเขาคงไม่เหลือแรงที่จะหนีออกมาอีกแล้ว เพราะตอนนี้เขาใช้พลังทั้งหมดไปกับลูกบอลลูกแรกหมดแล้ว ลูกบอลน้ำเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จุนซูเองก็ขยับไปได้ไม่ไกลจากที่เดิมสักเท่าไหร่ แวมไพร์น้อยกัดฟันใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มีอยู่ยันตัวเองลุกขึ้นยืน ร่างบางเซไปข้างหน้าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว ลูกบอลน้ำกลิ้งเข้ามาใกล้เขา แขนข้างนึงของเขาสัมผัสถูกความเย็นของน้ำแว่บนึง แต่แล้วมันก็หายไป
จุน ซูคิดว่าตัวเองต้องกลับเข้าไปผจญกับความหนาวเย็นในนั้นเป็นครั้งที่สอง แต่เปล่าเลยเมื่อเขาหันกลับมามอง ลูกบอลน้ำสลายลงไปต่อหน้าต่อตาเขา เห็นแต่เส้นสีม่วงลางๆที่ยังคงลั่นเปรี๊ยะๆๆอยู่ตรงหน้าเขาแทนลูกบอลน้ำขนาด ยักษ์เมื่อกี้ และร่างของเขาก็ถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดของใครคนนึง จุนซูเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นทำให้เขาค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะพึมพำออกมาเบาๆคล้ายๆกลับคนละเมอ
“พี่ยูชอน”
“พี่ มารับกลับบ้านแล้วจุนซู” ยูชอนยิ้มให้ร่างเล็กในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันกลับไปหาเผ่าหมาป่าสองคนที่อยู่ด้านหน้า เยซองตะลึงอยู่กับที่ เขาไม่คิดว่าจะมีใครมาช่วยจุนซูได้ทัน และที่สำคัญ ไม่คิดว่าคนที่มาช่วยจะเป็นราชาปีศาจปาร์คยูชอน
“ข้าจะถือซะว่า วันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะจุนซูข้ามเขตเข้ามาในเขตของเจ้า แต่ถ้าเจ้าไม่รีบไปซะตั้งแต่ตอนนี้ ข้าไม่รับรองนะว่าจะไม่พลั้งมือเผลอทำอะไรรุนแรงกับพวกเจ้า” ยูชอนพูดเสียงเหยียบเย็น เล่นเอาคนฟังขนลุกซู่ เยซองรีบลากรยอวุควิ่งกลับไปทางเดิมทันที ใครจะไปกล้าต่อกรกับราชาปีศาจ แถมยังเป็นธาตุสายฟ้าด้วยรู้อยู่แล้วว่าสู้ไม่ได้จะสู้ทำไมให้โง่
“พี่ยูชอน ทำไม..” จุนซูถามด้วยความแปลกใจ
“ทำไม อะไรเหรอ พี่ฟื้นแล้วไง พี่ได้ยินเสียงใครก็ไม่รู้เรียกให้พี่ฟื้นอยู่ตลอดเวลา แล้ววันนี้เสียงเรียกก็หายไปพี่ก็เลยเดินออกมาตามเองไง”
ยูชอนพูด ติดตลกที่จริงเขาเพิ่งฟื้นขึ้นมาจากอาการป่วย ไม่รู้อะไรด้วยซ้ำว่ามีคนคอยเรียกอยู่ใกล้ๆตลอด5วัน ถ้าไม่ใช่ชางมินเป็นคนบอก ยูชอนดีใจมากที่รู้ว่าจุนซูเลิกโกรธเขาแล้ว แถมยังอยู่เป็นเพื่อนเขาตลอดเวลา แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ เขารีบถามชางมินทันทีได้ความว่าจุนซูออกมาเดินเล่นที่สวนหลังปราสาทจึงรีบ วิ่งออกมาตามทันที ไม่สนใจคำทัดทานของชางมิน ถ้เขาไม่ฟื้นตอนนี้แล้วออกมาหาเจ้าตัวเล็กที่หลังปราสาท จุนซูคงโดนคนพวกนั้นเล่นงานแน่ โชคดีจริงๆที่เขามาทัน
“พี่ยูชอน ได้ยินเสียงจุนซูด้วยเหรอ” จุนซูถามเขาเองก็ยังไม่หายงงที่จู่ๆคนที่นอนหลับไม่มีท่าทีว่าจะฟื้นก็ลุก ขึ้นมาเดินเหินได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยูชอนถอดผ้าคลุมออกมาพันตัวให้คนตัวเล็กที่เปียกชุ่มไปทั้งตัวก่อนที่ความ หนาวเย็นของยามค่ำคืนจะทำให้จุนซูเป็นหวัดไปซะก่อน
“อย่าเพิ่งถาม อะไรตอนนี้เลย พี่ว่าเจ้าเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนเหอะ เปียกหมดแล้ว ความจริงฝีมือแค่เยซองกับรยอวุคไม่น่าจะทำให้เจ้าเพลี่ยงพล้ำได้เลยนี่นา” ยูชอนใช้ผ้าคลุมเช็ดผมให้แวมไพร์น้อยลวกๆ เพื่อไล่ความเปียกชื้นออกไปบ้าง
“อาจ จะเป็นเพราะข้าไม่ได้พักผ่อนมาหลายวัน ทำให้เขาไม่มีแรงก็ได้มั้ง พี่ไม่เป็นไรแล้วจริงๆนะ” จุนซูยังไม่วายหันมาถามอาการของคนตรงหน้า ดูจากท่าทางภายนอกแล้วยูชอนก็เหมือนปกติทั่วไป
“พี่ไม่เป็นไรแล้ว แต่เจ้าน่ะเป็นแน่ๆรีบกลับไปที่ปราสาทก่อนที่เจ้าจะเป็นหวัดดีกว่า นี่ก็ค่ำมากแล้วแจจุงจะเป็นห่วง” ยูชอนโอบไหล่บางเข้ามาชิดตัว เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับแวมไพร์น้อย แต่จุนซูก็ดันตัวออกห่างยูชอนขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ ไหนชางมินบอกว่าจุนซูหายโกรธแล้วไง ทำไมยังดูไม่อยากเข้าใกล้เขาเหมือนเดิมเลย
“แต่จุนซูมีเรื่องมาก มายอยากถามพี่ยูชอนนะ พี่ยูชอนตอบคำถามจุนซูก่อนได้ไหม” ยูชอนยิ้มบางๆ อาการเมื่อกี้ไม่ใช่อาการของคนที่ไม่พอใจที่เขาโอบเข้ามาหา แต่เป็นเพราะเจ้าตัวเล็กยังมีเรื่องที่อยากจะรู้อีกเยอะแยะเท่านั้นเอง
“เรา ยังมีเวลาคุยกันอีกมากจุนซู มากจนพี่คิดว่าเจ้าอาจจะเป็นฝ่ายหมดคำถามก่อนก็ได้ แต่ตอนนี้เรากลับไปที่ปราสาทก่อนเถอะ หลังจากที่เจ้าทำตัวให้อุ่นๆ กินอะไรให้เรียบร้อยแล้ว รับรองว่าพี่จะอยู่ให้เจ้าซักทั้งวันทั้งคืนเลย” จุนซูยิ้มไม่ตอบว่าอะไร แต่ก็ปล่อยให้คนตัวโตกว่าโอบไหล่เดินพากลับปราสาทโดยดี นั่นสินะ เขายังมีเวลาอีกมากที่จะถามคำถาม และเรียกเวลา5ปีที่เสียไปคืนมา จะมามัวเสียเวลายืนหนาวอยู่แถวนี้ทำไม กลับไปทำตัวให้อุ่นๆก่อนดีกว่าแล้วค่อยถาม เรายังมีเวลาอีกมากตราบจนลมหายใจสุดท้ายของพวกเราเลยล่ะ
%%%%%%%%%%
TBC
มาต่อแล้วค่ะ ลืมตอนเก่ากันไปแล้วใช่ไหมเอ่ย แหะๆๆ บ่งบอกถึงความเร็วของอิคนแต่ง
ยังไงก็อ่านให้สนุกนะคะ ^^

