[Fic] ~ Emergency Love ~ Part 15
posted on 20 Oct 2010 20:50 by kameryuichi in emergency
Part 15
รถยนต์คันหรูเคลื่อนมาจอดที่หน้าบ้านของสองหนุ่มพี่น้องอย่างเงียบกริบ ยุนโฮกดปลดล็อคให้ผู้โดยสารทั้งสองคนลงไปยืนรออยู่หน้าบ้านเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงดับเครื่องและออกจากรถเดินไปหาสองหนุ่มพี่น้องที่ยืนรอเขาอยู่หน้าบ้าน จุนซูมองพี่ชายของตัวเองสลับกับคนแปลกหน้าไปมา ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง เพราะพี่ชายเขาไม่ได้แนะนำด้วยซ้ำว่าคนนี้คือใคร ร่างเล็กได้แต่ยืนนิ่ง บรรยากาศรอบๆตัวก็เงียบสงบ เพราะต่างคนก็ต่างเงียบ ผู้ชายคนนั้นเดินลงรถมาก็ไม่พูดอะไร พี่แจจุงก็ไม่พูดอะไร เอาแต่ยืนจ้องหน้ากันอยู่ได้ คนตัวเล็กได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบตรงนั้น
“เอ่อ.. งั้นผมก็ขอตัวก่อนนะครับ สวัสดีครับ” จุนซูโค้งให้ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าบ้าน ทิ้งให้พี่ชายยืนอยู่หน้าบ้านกับชายแปลกหน้าตามลำพัง ความจริงเขาก็ไม่อยากทิ้งพี่ชายไว้คนเดียวหรอกนะ แต่ไม่รู้ว่าจะยืนทำอะไรตรงนั้น
จุนซูเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งบนโซฟาที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาวกันฝุ่นจากการต่อเติมบ้าน ร่างเล็กยังคงมึนงงสงสัยว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร จะถามก็ไม่กล้า รู้ตัวอีกทีเขาก็ถูกพี่ชายลากขึ้นรถ แล้วจับยัดเอาไว้ตรงกลางระหว่างคนขับและคนนั่ง จุนซูส่ายหัวเมื่อนึกถึงสภาพที่ตัวเองโดยสารรถมาเมื่อกี้ รถสปอร์ตที่มีที่นั่งได้แค่เพียงสองคนเท่านั้น แต่กลับต้องยัดผู้ชายถึงสามคนในพื้นที่แคบๆ เขากับพี่ชายตัวค่อนข้างเล็กกว่าผู้ชายคนอื่นเลยสามารถนั่งเบียดมาในเบาะเดียวกันได้ แต่ก็ทำให้เปลี่ยนเกียร์ยากพอดู เพราะว่าขาเขาเบียดชิดอยู่กับเกียร์ ทำให้เขาต้องเบี่ยงขาเข้าไปชิดพี่ชายมากขึ้นเพื่อจะได้เปลี่ยนเกียร์ได้สะดวก นี่ดีนะว่าบ้านเขากับที่ทำงานอยู่ใกล้กัน เลยไม่ต้องทนลำบากนาน แต่ที่เขาไม่ชอบเลยก็คือบรรยากาศในรถนั่นแหละ พี่ชายเขาไม่พูดอะไรสักคำ ส่วนผู้ชายคนที่มากับพี่ชายเขาก็เงียบเหมือนกัน บรรยากาศมาคุจริงๆ จุนซูคิด
“ขอบคุณมากนะครับที่เป็นธุระเรื่องน้องให้ผม” แจจุงฝืนยิ้มพร้อมกับกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ ความจริงเขาต้องขอบคุณชองมากๆ ที่เป็นธุระให้ทุกอย่าง ทำให้เขาได้เจอกับน้องอย่างที่หวังไว้ แต่อีกใจนึงเขาก็รู้สึกอับอายอยู่บ้างที่แสดงกิริยาไม่ค่อยดีต่อหน้าคนอื่น ที่สำคัญชองยุนโฮเป็นลูกค้าของเขาด้วย บริษัทเขาจะเสียเครดิตไหมที่มีพนักงานจิตไม่ค่อยปกติทำงานด้วย
“ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก อีกอย่างถ้านายแบบของผมเกิดหนีกลับไปหาน้องแล้วไม่กลับมาทำงานต่อ ผมก็เสียหายแย่สิ” ยุนโฮตอบ ทำเอาแจจุงที่กำลังรู้สึกดีๆกับยุนโฮเปลี่ยนเป็นนัยน์ตาขุ่นทันที ใบหน้างดงามเริ่มงอหงิกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด คนอะไรไอ้เราก็นึกว่าใจดีพามาส่งที่ไหนได้ กลัวว่าเราจะเบี้ยวงาน ชิส์พวกนายทุนก็อย่างนี้แหละ เงินทองสำคัญที่สุด
“ยังไงก็ต้องขอบคุณอยู่ดี ส่วนเรื่องถ่ายโฆษณาต่อไม่ต้องเป็นห่วง ผมขอเวลาอยู่กับน้องสักสองสามวันแล้วผมจะกลับไปถ่ายต่อให้นะครับ รับรองจะไม่ทำให้แรงโรมของคุณเสียหาย สวัสดี” พูดจบร่างก็บางโค้งลาคุณลูกค้าหน้าเลือดนิดนึงตามมารยาทก่อนจะเดินเชิดเข้าบ้านไปอย่างอารมณ์เสีย
ยุนโฮยกยิ้มมุมปากนิดนึง มองตามร่างบางที่เดินกระแทกเท้าเข้าบ้านไปอย่างหงุดหงิด ชายหนุ่มควงพวงกุญแจในมือพร้อมเดินผิวปากไปขึ้นรถอย่างอารมณ์ดี ทำท่าทางแบบนี้ได้แสดงว่าสบายใจแล้ว ก่อนสตาร์ทรถขับออกไป
“เดี๋ยวก่อนสิจะไปไหน” จุนซูโผล่มาดักพี่ชายที่หน้าห้องนั่งเล่น ทำเอาแจจุงสะดุ้งสุดตัว
“อะไรกันจุนซู จู่ๆก็โผล่มาแบบนี้พี่ตกใจหมด”
“เขาเป็นใคร” จุนซูเริ่มยิงคำถามทันที ร่างเล็กอดกลั้นไม่ถามคำถามอะไรมาตั้งแต่เมื่อกี้ ความจริงอยากจะถามให้รู้แล้วรู้รอดตั้งแต่ตอนเดินลงมาเจอที่หน้าบริษัทแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้เพราะติดบุคคลที่สาม ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้วเขาต้องถามให้รู้เรื่องให้ได้
“ใคร?” แจจุงเดินเลี่ยงไปทางอื่น
“ก็จะใครซะอีกล่ะ คนเมื่อกี้ไงที่มาส่งเราอ่ะ เขาเป็นใคร พี่ไปรู้จักเขาได้ยังไง ทำไมถึงมากับพี่ เดี๋ยวนี้พี่ไว้ใจคนแปลกหน้าถึงกับขึ้นรถมากับเขาแล้วเหรอ ไหนบอกว่าคนสมัยนี้อันตรายไงล่ะ ไหนพี่เคยบอกว่าอย่าไว้ใจใครง่ายๆไงล่ะ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นหา แล้วพี่....”
“โอ้ย ~!! จุนซู หยุดก่อน เล่นถามเป็นชุดแบบนี้พี่จะตอบยังไงเล่า” แจจุงรีบตะโกนขัดขึ้นก่อนที่น้องชายตัวดีจะถามอีกหลายคำถาม จุนซูเล่นถามเป็นชุดแทบไม่มีช่องว่างให้เขาอ้าปากตอบด้วยซ้ำ
“ก็จุนซูอยากรู้นี่” คนตัวเล็กกว่าทำหน้ามุ่ย
“ไม่มีอะไรหรอกน่า” แจจุงบอกเลี่ยงๆ แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังไม่ยอมปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ เดินไปดักหน้าพี่ชาย
“พี่แจจุงอย่ามาเฉไฉ ถ้าไม่มีอะไรพี่จะขึ้นรถมากับเขาได้ยังไง พี่ไม่เคยไปไหนมาไหนกับใครง่ายๆนี่ โดยเฉพาะคนแปลกหน้า บอกจุนซูมาดีกว่าเขาเป็นใคร” จุนซูคาดคั้นพี่ชาย ยังไงวันนี้เขาต้องรู้ให้ได้ ไม่งั้นนอนไม่หลับแน่ๆ
“อยากรู้จริงเหรอ” จุนซูพยักหน้าหงึกหงัก
“งั้นจุนซูก็บอกพี่มาก่อนสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านของเรา” แจจุงชี้นิ้วกราดไปรอบๆบ้าน จุนซูมองกวาดไปทั่วบ้านพร้อมกับยักไหล่น้อยๆ
“ไม่มีอะไรสักหน่อย”
“ไม่มีอะไรแล้วทำไมถึงรื้อบ้านกระจายอย่างนี้ล่ะ จะต่อเติมอะไร แล้วเอาเงินมาจากไหน” แจจุงหันมาคาดคั้นน้องชายบ้าง
“ก็แค่ห้องแต่งตัวน่ะ” จุนซูตอบ ร่างเล็กค่อยๆถอยหลังไปที่โซฟาก้มตัวรวบกระเป๋าแล้วก็แฟ้มเอกสารที่ติดมือกลับมาด้วยแนบอกก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปบนห้องเพื่อหนีคำถามของพี่ชาย
“เดี๋ยวสิจุนซู จุนซูจะไปไหน กลับมาพูดกับพี่ให้รู้เรื่องก่อนนะ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
~ ปัง!!! ~
เสียงกระแทกประตูปิดแทนคำตอบ ลองหนีเข้าห้องแบบนี้แสดงว่าเจ้าน้องชายตัวแสบไม่มีวันออกมาตอบคำถามเขาแน่ๆ แต่ก็ดีเหมือนกันแจจุงคิด เขาเองก็ไม่รู้จะตอบคำถามน้องชายว่ายังไงดีเหมือนกันเรื่องชองยุนโฮ ถ้าบอกว่าเป็นแค่ลูกค้าธรรมดา มันก็ดูแปลกไปหน่อยสำหรับคนที่ค่อนข้างถือตัวอย่างเขา โดยปกติถ้าไม่ใช่คนที่รู้จักสนิทสนมด้วยเขาไม่มีทางขึ้นรถมาด้วยเด็ดขาด เขาทำอะไรด้วยตัวเองมาตั้งแต่ที่พ่อแม่เสีย ทำให้เขาไม่ค่อยชินที่จะมีใครมาทำอะไรให้ แล้วจู่ๆหมอนั่นก็ขับรถมาพาเขาไปรับน้องชาย แถมยังพามาส่งบ้านอีก มันผิดวิสัยของเขาจนเกินไป จุนซูต้องสงสัยแน่ๆ
นั่นสิ เพราะอะไรเขาถึงไว้ใจ และเชื่อมั่นว่าชองยุนโฮจะพาเขามาหาน้องชาย เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเขาแค่รู้สึกว่า มือที่จับจูงเขาอยู่มันอบอุ่นและสามารถเป็นที่พึ่งได้สำหรับเขาในเวลานั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่มีที่พึ่งที่ไหน หรือเป็นเพราะว่าเขาอ่อนแอจนถึงที่สุด จึงยอมให้ชองยุนโฮก้าวเข้ามาช่วยเขา ต้องใช่แน่ๆแจจุงคิด ต้องเป็นเพราะเหตุผลนี้แน่นอน จึงทำให้เขายอมรับความช่วยเหลือจากชองยุนโฮ แจจุงทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา ศีรษะได้รูปพิงกับพนักโซฟา เปลือกตาบางหลับลงช้าๆวันนี้เขารู้สึกเหนื่อยมากๆ อาจจะเป็นเพราะเดินทางมาตลอดไม่ได้พัก แต่ไม่นานก็ผลุดลุกขึ้นมานั่งตัวตรง สลัดศีรษะไปมาพยายามจะสลัดภาพบ้าๆที่ผุดขึ้นมาออกจากหัว
“เพ้อเจ้อใหญ่แล้วเรา แค่เขาทำดีด้วยนิดหน่อยก็เห็นว่าเขาเป็นคนดี หมอนั่นมันก็แค่ลูกค้าหน้าเลือดเท่านั้นแหละ เมื่อกี้ยังแสดงความหน้าเลือดออกมาเลย หึ แม้กระทั่งหลับตายังจะเข้ามาก่อกวนอีกนะ ไอ้บ้าเอ๊ย”
แจจุงลุกขึ้นจัดการรวบรวมข้าวของรวมทั้งกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นไปพักผ่อนบนห้อง ส่ายหน้าปลงๆกับรูใหญ่ข้างห้องของน้องชาย จากที่เมื่อก่อนเคยเป็นกำแพงธรรมดาติดกับหลังคาของตัวบ้านชั้นหนึ่ง ตอนนี้ถูกทุบให้กลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ แถมที่ๆเคยเป็นหลังคาของชั้นหนึ่ง ตอนนี้กลับกลายเป็นพื้นปูนไปแล้วเรียบร้อย มีกองอิฐ กองทรายสำหรับก่อกำแพงและหลังคาเต็มไปหมด นี่น้องชายของเขาคิดจะทำอะไร จู่ๆก็ลุกขึ้นมาทำห้องแต่งตัว คนขี้เหนียวอย่างน้องชายเขาเนี่ยนะจะทำห้องแต่งตัว แจจุงคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้น้องชายเขาลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่อยู่บ้านแค่ไม่กี่วัน ทุกอย่างทำไมเปลี่ยนไปขนาดนี้” แจจุงบ่นพลางเปิดประตูห้องนอนเข้าไปพักผ่อน เอาไว้พรุ่งนี้เขาจะเค้นถามน้องชายตัวแสบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ร่างเล็กค่อยๆแง้มประตูออกมาดู หลังจากที่ได้ยินเสียงปิดประตูจากห้องฝั่งตรงข้าม จุนซูถอนหายใจอย่างโล่งอกที่พี่ชายไม่ตามขึ้นมาเค้นเอาความจริงกับเขาตอนนี้ ขอเวลาเขาคิดคำแก้ตัวดีๆสักคืนก่อนเหอะ เขายังไม่พร้อมที่จะตอบคำถามพี่ชาย นี่ถ้าพี่แจจุงรู้ว่าไอ้ห้องแต่งตัวอะไรนั่นมันเกิดขึ้นเพราะข้อตกลงและสัญญาบ้าๆระหว่างเขากับคุณเจ้านาย พี่ชายเขาต้องโกรธแน่ๆ ถึงแม้มันจะเป็นการทำงาน แต่มันก็เป็นอะไรที่ดูพิสดารไปสักหน่อย
ก็ไอ้ข้อตกลงแต่ละข้อมันไม่ต่างอะไรกับพวกขายจูบการกุศลเลยนะเนี่ย แต่เงินที่ได้รับไม่ได้ไปบริจาคให้ใครที่ไหน เข้ามูลนิธิคิมจุนซูล้วนๆ แถมคนที่เหมาซื้อจูบการกุศลครั้งนี้ก็เป็นเจ้านายเขาเองด้วย ถ้าพี่รู้เขาต้องโดนเอ็ดแน่ๆ เฮ้อคิดแล้วกลุ้มจะบอกพี่ได้ยังไงนะ พี่ชายถึงจะไม่โกรธ คนตัวเล็กกวาดตามองรอบๆห้อง ไหนจะข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าเป็นกองพะเนินนี่ล่ะ ไม่ได้แล้วพรุ่งนี้ต้องล็อคห้องถ้าพี่มาเจอต้องตายแน่ๆ
เอ..หรือว่าเขาจะไปขอยกเลิกสัญญากับคุณเจ้านายดี เขาลืมคิดถึงปัญหาข้อนี้ไปเลยว่าถ้าพี่กลับมาจะบอกพี่ยังไง เรื่องที่จู่ๆเขาก็ต่อเติมบ้านแบบนี้ อีกอย่างเขาก็ไม่คิดว่าพี่จะกลับมาเร็วแบบนี้ คิดว่าจะกลับมาตอนห้องเสร็จแล้วซะอีกถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็ยังเนียนๆทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เพราะห้องนี้มันติดกับห้องเขาโดยตรงพี่คงไม่สังเกตเห็น แต่นี่เล่นกลับมาตอนที่มันยังไม่เสร็จ จุนซูเดินมานั่งที่ปลายเตียง สมองน้อยๆกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ว่าจะตอบคำถามพี่ชายยังไงดี
“เอ.. วันนี้ทำไมมันเงียบๆนะ เหมือนขาดอะไรไป” จุนซูนึก แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกจนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาปลุกรูปมิกกี้เมาส์บนหัวเตียง บอกเวลาทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว ตามธรรมดาคุณเจ้านายจอมยุ่งต้องโทรมารายงานนี่นาว่าถึงบ้านหรือยัง จุนซูรีบลุกไปเปิดประเป๋าตัวเองคุ้ยเอามือถือออกมาดู แต่ก็เงียบไม่มีสัญญาณเรียกเข้าใดๆทั้งนั้น แถมเปิดดูที่หน้าจอยังไม่มีรายการ miss call เลยสักครั้ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย
“ทำไมวันนี้ไม่โทรมา หรือว่าติดธุระ... หรือว่ามีอุบัติเหตุ .. เฮ้ยบ้าน่า ถึงคุณเจ้านายจอมหื่นจะเป็นนักซิ่งแต่ก็ขับรถเก่งจะตายไป ไม่มีอะไรหรอกมั้ง สงสัยยังไม่กลับบ้าน ช่างเถอะ” คุณเลขาโยนโทรศัพท์ไว้บนเตียงคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกาย พร้อมๆกับหาวิธีหลบเลี่ยงพี่ชายวันพรุ่งนี้
เสียงรถสปอร์ตแรงม้าสูงวิ่งเข้ามาที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยเสียงอันดังกระหึ่มแถมด้วยเสียงห้ามล้อดังสั่นบ้านบ่งบอกถึงอารมณ์ผู้ขับขี่เป็นอย่างดี คุณนายปาร์คย่นคิ้วนิดนึงอย่างสงสัย เกิดอะไรขึ้นกับคุณลูกชายสุดสวาทขาดใจ ก็วันนี้เป็นวันดีที่จะรับสะใภ้ใหญ่เข้าบ้านแท้ๆแต่ทำไมคุณลูกชายถึงได้ดูเหวี่ยงขนาดนั้น คุณนายปาร์คเหลือบตาส่งสัญญาณไปยังลูกชายคนเล็กที่นั่งอยู่ที่โซฟาถัดจากตัวเองไปไม่ไกล
“ริกกี้ไปดูสิ พี่เขาเป็นอะไรไป” คุณนายปาร์คสั่ง ร่างบางพยักหน้าน้อยๆ แต่ยังไม่ทันได้ลุกออกจากโซฟาพายุลูกย่อมที่ชื่อปาร์คมิกกี้ก็พัดผ่านห้องนั่งเล่นพอดี
“เดี๋ยวสิตามิกกี้ แล้วน้องล่ะไปไหน” คุณนายปาร์คถาม พลางชะเง้อคอมองหาว่าที่ลูกสะใภ้คนโปรดแต่ก็ไร้วี่แวว มีแต่พายุลูกย่อมที่กำลังก่อตัวอยู่หน้านางคนเดียวเท่านั้น
“น้องก็นั่งอยู่นั่นไงครับ” ยูชอนบุ้ยใบ้ไปทางน้องชายคนเล็กที่นั่งทำหน้างงอยู่ที่โซฟา
“อย่ามาเฉไฉตามิกกี้ แม่หมายถึงใครเราก็รู้ดีอยู่แล้ว”
“รายนั้นเขาไม่มาหรอกครับแม่ ป่านนี้ไประเริงอยู่ที่ไหนแล้วมั้งผมขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบยูชอนก็ก้าวเร็วๆผ่านห้องนั่งเล่นขึ้นบันไดไปยังชั้นบนของตัวบ้านทันที ทิ้งให้แม่และน้องชายนั่งงงอยู่ตรงนั้น
“ริกกี้พี่เขาเป็นอะไรน่ะ” คุณนายปาร์คหันมาถามสมุนมือขวา เจ้าตัวเล็กส่ายหัวระรัว
“ไม่รู้เหมือนกับฮะคุณแม่ เมื่อเช้าพี่มิกกี้ยังอารมณ์ดีอยู่เลยนี่ฮะ ตอนออกไปพร้อมๆกับพี่จุนซู เอ๋.. หรือว่าเขาจะทะเลาะกันมาครับคุณแม่ ต้องใช่แน่ๆเลย”
“ทะเลาะอะไรกันถึงได้ปึงปังขนาดนี้”
“ริกกี้จะไปรู้ได้ยังไงล่ะฮะ”
“เอ.. หรือว่าตามิกกี้ไปทำอะไรให้หนูจุนซูโกรธเนี่ย” คุณนายปาร์คยังคงเดาต่อไป
“โอ้ยคุณแม่ฮะ ริกกี้ว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เขาก็ดีกันแล้วมั้งฮะ คู่นี้เขาทะเลาะกันอย่างนี้บ่อยๆคุณแม่ก็น่าจะทราบ”
“เออนั่นสินะ งั้นก็ช่างเถอะ แต่แม่เสียดายจังที่หนูจุนซูไม่มา อุตส่าห์เตรียมห้องให้ซะสวย แต่ไม่เป็นไรไว้ให้เขาดีกันก่อนก็ได้” คุณนายปาร์คหันไปสนใจรายการในทีวีแทนเลิกสนใจลูกชายคนโตที่เดินปึงปังขึ้นห้องไปเมื่อกี้
ยูชอนเดินวนไปวนมาภายในห้องนอน มองไปทางไหนก็รู้สึกว่าอะไรมันก็ดูขวางหูขวางตาไปซะหมดทั้งๆที่ข้าวของทุกอย่างก็ตั้งไว้ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่วันนี้เขากลับรู้สึกว่ามันเกะกะ อยากจะกวาดมันทิ้งซะให้หมดจะได้เลิกกะเกะลูกตาสักที ร่างโปร่งเดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาวปลายเตียงแต่นั่งได้ไม่ถึง5นาทีก็ผุดลุกขึ้น ไม่ได้แล้วถ้าเขานั่งอยู่เฉยๆแบบนี้เขาต้องเป็นบ้าตายแน่ๆ ไอ้อาการหงุดหงิดแบบนี้มันก่อกวนเขามาตั้งแต่กลางวัน
เสียงหวานใสของคุณเลขาเวลาที่เรียกไอ้หมอนั่นยังดังติดอยู่ในโสตประสาทของเขา ทำยังไงมันก็ไม่หายไปไหนง่ายๆ ทั้งๆที่เขาคิดว่าจะตัดใจเลิกยุ่งเกี่ยวกับคุณเลขาสักที แต่มันก็ทำไม่ได้ เขายังคงวนเวียนคิดถึงใบหน้าน่ารักนั่นตลอด ไหนจะภาพที่คุณเลขาขึ้นรถคู่อริของเขาไปเมื่อตอนเย็นนี้อีกล่ะ เขาไม่เข้าใจเลยทำไมคิมจุนซูถึงได้รู้จักกับคนนั้นคนนี้เต็มไปหมด หมดจากคนนึงก็ต้องมีอีกคนนึงเข้ามาแทนตลอดเวลาไม่เคยขาด
“ขืนอยู่แต่ในบ้านแบบนี้ต้องเป็นบ้าแน่ๆ” ยูชอนคว้ากุญแจรถเดินลงไปข้างล่างทันที
“พี่มิกกี้ พี่มิกกี้จะไปไหนน่ะ” ยูฮวานร้องเรียกพี่ชายระหว่างที่เดินสวนกันตรงบันได แต่ร่างโปร่งก็ไม่สนใจเสียงเรียกของน้องชายแม้แต่น้อย เดินดุ่มๆไปที่รถทันที ก่อนจะสตาร์ทรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว
“ไปไหนของเขานะเย็นป่านนี้แล้ว” ยูฮวานคิด
“สงสัยจะไปง้อพี่จุนซูล่ะมั้ง กะแล้วทะเลากันได้ไม่นานหรอก พี่มิกกี้อ่ะขาดพี่จุนซูได้ซะที่ไหน ” ยูฮวานหัวเราะ
ยูชอนเดินมาทิ้งตัวนั่งบนโซฟาที่ว่างอยู่ข้างๆคนที่กำลังง่วนอยู่กับสาวยน้อยข้างกาย ทำเอาชางมินที่กำลังนั่งเพลิดเพลินต้องหันกลับมองแบบไม่เชื่อสายตา ลมอะไรหอบเอาเพื่อนรักนักเที่ยวของเขากลับมาที่คลับนี้ได้ ทั้งๆที่ตลอดระยะเวลาเกือบเดือน คุณเพื่อนหายต๋อมเข้ากลีบเมฆไม่เคยโผล่เข้ามาเลยจนสาวๆที่นี่ถามหากันให้เซ็งแซ่ เขาเลยต้องทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีมีหน้าที่ตอบคำถามของสาวๆพวกนั้น แถมยังต้องทำหน้าที่ปลอบใจสาวๆพวกนั้นแทนเพื่อนอีก เพราะสาวๆต่างพากันเสียอกเสียใจที่รู้ว่ามันกำลังตามรับตามส่งคุณเลขาหน้าหวานอยู่
“เฮ้ยยูชอน วันนี้ทำไมมาที่นี่ได้ แล้วคุณเลขาสุดที่รักแกล่ะ วันนี้ไม่ได้ไปส่งเหรอ เห็นทุกทีไปส่งแล้วก็กลับบ้านเลยนี่หว่า” ชางมินละจากสาวสวยให้มาสนใจเพื่อนที่กำลังนั่งหน้าบูดเป็นข้าวลืมอุ่นมาสามวัน ยูชอนตวัดสายตาขุ่นมองหน้าเพื่อนแต่ก็ไม่พูดอะไร เอาแต่นิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น ชางมินจึงต้องเก็บปากเก็บคำ กลั้นคำถามที่อยากจะถามเอาไว้ เพราะรู้ว่า ถ้าปาร์คยูชอนเงียบแสดงว่าเตรียมจะระเบิด ขืนพูดมากๆ ระเบิดอาจจะมาลงที่หัวเขาแทนก็ได้
“ยูชอนนี่นา หายไปไหนมาคะ ไม่มาที่นี่ตั้งนาน” สาวสวย1ในปาร์คคอเลคชั่นเดินเข้ามานั่งข้างๆชายหนุ่มทันที เ พร้อมกับโอบแขนเรียวไว้รอบคอชายหนุ่ม เป็นเชิงประกาศให้สาวๆที่นี่รู้กันว่าคืนนี้ปาร์คยูชอนเป็นของเธอคนอื่นห้ามยุ่ง แต่ก็เงียบไม่มีเสียงตอบจากร่างโปร่งเลยแม้แต่น้อย
“ยูชอนคะเป็นอะไรไปคะ” มือนุ่มนิ่มค่อยๆไล้ไปตามใบหน้าคมของชายหนุ่มอย่างเอาใจ แต่ยูชอนปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี หญิงสาวชะงักไปนิดนึง แต่ก็ยังฉีกยิ้มหวานหยดใส่ชายหนุ่มเพราะรู้ๆกันดีอยู่ว่า ปาร์คยูชอนหล่อ รวย แต่ขี้โมโหมากขนาดไหน สงสัยวันนี้คงอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่แต่ไม่เป็นไรตื้อเท่านั้นที่จะครองปาร์คยูชอนได้
“ อย่ามายุ่งได้ไหม วันนี้ไม่มีอารมณ์” ยูชอนพูด หญิงสาวมองอย่างไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่สะบัดหน้าลุกขึ้นเดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง ไม่ได้ผู้ชายที่หมายปองแถมยังต้องเสียหน้าให้บรรดาสาวๆทั้งหลายแหล่แอบหัวเราะเยาะเอาอีก
“อารมณ์เสียมาจากไหนวะ แล้วดูทำแบบนี้น้องเขาก็เสียใจแย่สิ สาวๆแถวนี้เขาคิดถึงแกทั้งนั้นนะโว้ย” ชางมินหันไปบอกสาวข้างตัวให้ออกไปก่อนเขามีเรื่องต้องคุยกับเพื่อนรักนิดหน่อย เขาไม่ได้เห็นท่าทางหัวเสียอย่างนี้ของเพื่อนมานานแล้ว ตั้งแต่เจอเลขาหน้าหวาน ปาร์คยูชอนก็ดูเหมือนจะเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่ายขึ้นทันตาเห็น แล้วจู่ๆเกิดหน้าหงิกแบบนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ เอาวะตายเป็นตาย
“ไม่มีอะไร” ยูชอนตอบเรียบๆ ตามองตรงไปที่ฟลอร์เต้นรำด้านหน้า ไม่สนใจเพื่อนร่างสูงที่พยายามป้อนคำถามต่างๆกับเขาอยู่ตลอดเวลา แต่คำถามพวกนั้นไม่ได้เข้าหูเขาเลยแม้แต่น้อย
เขาคิดว่าถ้ามาที่นี่แล้วจะอารมณ์ดีขึ้น เพราะทุกครั้งที่เขาหงุดหงิด เขามักจะใช้คลับแห่งนี้ หรือไม่ก็สถานที่ท่องราตรีที่อื่นๆเป็นที่ระบายความหงุดหงิด แต่ที่ไหนได้ อารมณ์ขุ่นมัวของเขาก็ไม่ได้คลายลง แถมยังจะเพิ่มขึ้นด้วยเพราะว่าที่นี่มีแต่ความวุ่นวายสับสน ทั้งผู้คนและเสียงเพลง ทำไมอะไรๆมันถึงได้ดูขัดหูขัดตาไปหมดแบบนี้นะ
“เฮ้ย ไม่เอาน่า เราเพื่อนกันมีอะไรก็คุยกันได้ เก็บไว้คนเดียวทำไมวะ เดี๋ยวก็อกแตกตายกันพอดี” ชางมินค่อยๆตะล่อมถาม เอาน้ำเย็นเข้าลูบ เพราะท่าทางเพื่อนของเขาเหมือนกำลังรอเวลาที่จะระเบิดอยู่ ตอนแรกว่าจะหยุดถามเพราะยูชอนไม่ตอบคำถามเขาเลยสักคำถามเดียว แต่ความอยากรู้ทำให้ชางมินไม่กลัวระเบิดที่มันอาจจะเปลี่ยนทิศมาลงที่เขาเซ้าซี้เพื่อนรักต่อไป
“กลับก่อนล่ะ” ยูชอนตอบพร้อมกับลุกขึ้นเดินออกไปไม่สนใจเพื่อนตัวสูงที่นั่งงงเป็นไก่ตาแตกอยู่คนเดียวที่โต๊ะ
“อ้าวเฮ้ยอะไรของมันวะ อยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป” ชางมินได้แต่เกาหัวแกรกๆอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็แค่แว่บเดียวเท่านั้น เพราะนี่ถือเป็นปฏิกิริยาปกติของปาร์คยูชอน ที่จะเหวี่ยงแบบนี้ ไอ้ท่าทางอารมณ์ดีตอนเจอคุณเลขานั่นต่างหากที่ผิดปกติ ชางมินจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร หันกลับไปกระดิกนิ้วเรียกสาวคนเดิมให้กลับมาสนุกกันต่อ
ร่างโปร่งเดินตรงมาที่รถสปอร์ตสีแดงของตัวเอง เปิดประตูเข้าไปนั่งพร้อมกับกระแทกประตูปิดเสียงดังเพื่อระบายความหงุดหงิด แต่มันก็ยังไม่หายอยู่ดี ยูชอนทิ้งตัวพิงเบาะรถหลับตาลงพยายามข่มอารมณ์ให้เป็นปกติ แต่ทุกครั้งที่หลับตา ภาพของคนตัวเล็กที่เดินขึ้นรถของชองยุนโฮไปก็ย้อนกลับมาให้เห็นชัดเจน ไหนจะท่าทีเขินอายเวลาอยู่กับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ชื่อชเวซึงฮยอนอีกล่ะ ยูชอนลืมตาขึ้นทันทีเมื่อภาพเหล่านั้นย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ
ทำไมนะ ผู้ชายตัวเล็กๆคนเดียวถึงทำให้เขาเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ คนอย่างเขาจะหาใครมาควงก็ได้ ใครๆก็อยากอยู่ใกล้เขาทั้งนั้น แล้วทำไมเขาถึงได้อาลัยอาวรณ์หมอนั่นนัก ทั้งๆที่หมอนั่นไม่ได้อยากอยู่ใกล้เขา ชอบวิ่งหนีเขาอยู่เรื่อย เขาทำอะไรผิดงั้นเหรอ ทำไมถึงไม่เคยเห็นคนตัวเล็กมีท่าทีชอบของที่เขาให้ หรือสิ่งที่เขาทำให้สักที ทำอะไรให้ก็มีแต่จะรำคาญตลอด
ยูชอนเริ่มรู้สึกสมเพชตัวเองมากขึ้นเมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาทำให้กับคุณเลขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาคิดว่าคนที่รักกันต้องการเขาก็ทำให้หมดทุกอย่างแล้ว มันยังขาดอะไรอีกทำไมคุณเลขาถึงไม่เคยมองเห็นมันบ้างเลย เข้าไม่เข้าใจคิมจุนซูจริงๆว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่ช่างเถอะ ต่อไปนี้เขาจะไม่ยุ่งกับหมอนั่นอีกต่อไปแล้ว เขาจะวางตัวเป็นแค่เจ้านายลูกน้องเท่านั้น เขาจะไม่เข้าไปยุ่ง ไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของหมอนั่นอีก แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้นเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ไหม แค่วันนี้ไม่ถึงครึ่งวันเขายังแทบจะเป็นบ้าที่ไม่ได้เจอคุณเลขา แล้วเขาจะทนทำเย็นชากับคุณเลขาได้ไหม ยูชอนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนจะโยนมันทิ้งไว้ข้างตัว ร่างโปร่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้าคิดจะตัดขาดจากคุณเลขา ก่อนอื่นก็ต้องไม่โทรไปรายงานสินะว่าเขาอยู่ที่ไหน ยูชอนสตาร์ทรถเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านเปิดเพลงเสียงดังพยายามไม่คิดถึงคิมจุนซูอีก
จุนซูค่อยๆย่องลงมาจากชั้นบน กวาดสายตามองไปรอบๆชั้นล่างเพื่อหาร่างบางของพี่ชายคนสวย เมื่อเห็นทางโล่งปลอดโปร่งคนตัวเล็กก็รีบวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว เขาคิดไปคิดมาทั้งคืนก็ยังไม่สามารถหาข้อแก้ตัวดีๆได้ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือหนีเท่านั้น จนกว่าพี่เขาจะกลับไปถ่ายโฆษณาที่ปูซาน แต่ยังไม่ทันที่จะพ้นบันไดขั้นสุดท้ายเขาก็เห็นพี่ชายคนสวยมายืนขวางอยู่หน้าบันได จุนซูได้แต่ยิ้มแห้งๆให้พี่ชาย
“จะรีบไปไหนแต่เช้าจุนซู” แจจุงยืนกอดอกอยู่หน้าบันได
“ไปทำงานสิฮะ วันนี้ไม่ใช่วันหยุดสักหน่อยจุนซูก็ต้องไปทำงานสิฮะ” พูดจบคนตัวเล็กก็เตรียมวิ่งออกไปข้างนอกทันที ถ้าไม่ติดว่าพี่ชายเขาใช้แขนล็อคคอเอาไว้
“โอ้ยพี่แจจุงปล่อยจุนซูนะเดี๋ยวจุนซูสาย” คนตัวเล็กดิ้นรนออกจากการรัดของพี่ชาย แต่ไม่สำเร็จ แจจุงจัดการลากน้องชายตัวดีไปนั่งที่โซฟาใกล้ๆพร้อมกับส่งสายตาดุๆเป็นเชิงห้ามไม่ให้ลุกขึ้น
“สายอะไรกัน นี่เพิ่งจะ6โมงเช้าจะรีบไปช่วยยามเปิดประตูบริษัทหรือไง”
“โธ่ ก็จุนซูมีงานยุ่งนี่นาเลยต้องไปเตรียมเอกสารแต่เช้า” คนตัวเล็กส่งยิ้มหวานออดอ้อนเผื่อจะหลุดจากการเป็นจำเลยในเช้าวันนี้
“ไม่ต้องมาประจบ บอกพี่มาเอาเงินที่ไหนไปสร้างห้องแต่งตัว” แจจุงคาดคั้น
“ก็...เอ่อ... เงินเก็บของจุนซูไง”
“เงินเก็บ จุนซูเพิ่งทำงานได้ไม่ถึงเดือนเอาเงินเก็บมาจากไหน”
“มีแล้วกันน่า” จุนซูทำเสียงงอนๆ
“คิมจุนซู บอกพี่มา เอาเงินมาจากไหน” แจจุงถามเสียงเข้ม เมื่อไหร่ที่พี่ชายเรียกชื่อซะเต็มยศขนาดนี้ แสดงว่าเอาจริงเขาคงไม่มีทางเลี่ยงได้นอกจากจะบอกความจริงเท่านั้น พี่ชายเขาไม่ชอบคนโกหกจุนซูรู้ดี
“คือว่า...” จุนซูอ้ำอึ้ง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ไหนเอาให้มันซอฟท์ๆสุด
“คือว่าอะไรบอกพี่มาเดี๋ยวนี้”
“โธ่ .. “
“ไม่ต้องมาโธ่บอกมา”
“”เฮ้อ.. ก็ได้ๆๆ ก็เงินที่จุนซูทำงานน่ะสิ” คนตัวเล็กบอกอย่างยอมแพ้
“ทำงานอะไร ทำไมมีเงินพอต่อเติมบ้าน”
“งานพิเศษน่ะ เจ้านายเขาให้งานพิเศษจุนซูทำ จุนซูเลยมีเงินมาต่อเติมบ้านไงล่ะ” คนตัวเล็กอธิบาย
“งานพิเศษอะไรถึงได้เงินเยอะขนาดนั้น”
“ก็ ไม่มีอะไร แค่ทำอะไรให้เจ้านายเขานิดๆหน่อยๆเอง” จุนซูตอบเลี่ยงๆ เขาไมได้โกหกนะแต่แค่บอกไม่หมดเท่านั้นเอง
“คิมจุนซู” แจจุงเรียกเสียงแข็ง
“ทำไมต้องดุด้วยล่ะ จุนซูไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ไม่ได้ไปข่มขู่ใครนะ เขาให้เงินจุนซูมาเอง” คุณเลขาเริ่มทำหน้ามุ่ย
“งั้นก็บอกพี่มาสิว่าเราไปทำอะไรมาบ้าง เหนื่อยมากไหมกว่าจะได้เงินมาทำห้องแต่งตัวเนี่ย แล้วอีกอย่างทำไมต้องทำห้องแต่งตัวด้วยพี่ว่ามันไม่จำเป็นอะไรสักหน่อย” แจจุงพูด
“คือว่า ห้องแต่งตัวเนี่ยจุนซูไม่ได้เป็นคนทำเองหรอก มีคนเข้าทำให้น่ะเขาบอกว่ามันจำเป็นเพราะว่าเสื้อผ้าจุนซูมัน ... เอ่อ” แจจุงปรายตามองน้องชาย จริงสิเขาเพิ่งสังเกตเมื่อวานมัวแต่ตกใจแล้วก็ดีใจที่ได้เจอน้องเลยไม่ได้สังเกตว่าน้องชายตัวเองเลิกแต่งตัวเรทโทรหันกลับมาแต่งตัวเหมือนคนปกติทั่วไปแถมดูจากเนื้อผ้าก็ท่าทางจะราคาแพง แจจุงเดินเข้ามาใกล้คนเป็นน้องเอื้อมมือไปพลิกปกเสื้อด้านหลังของน้องชายออกมาดู
“หา~!! จุนซู นี่ซื้อของร้านนี้มาใช้เลยเหรอจะบ้าตาย เงินเดินก็ยังไม่ออกไปซื้อของร้านนี้มาใช้ได้ยังไง นี่มันร้านสำหรับพวกไฮโซเขา ตายๆๆซื้อมาตัวนึงก็ต้องอดข้าวไปหลายมื้อแล้วนี่ จุนซูนี่เหลวไหลใหญ่แล้ว” แจจุงบ่นอุบเมื่อเห็นป้ายชื่อยี่ห้อของห้องเสื้อสุดหรู
“จุนซูไม่ได้ซื้อเองสักหน่อย” คนตัวเล็กอ้อมแอ้มตอบ
“แล้วใครซื้อให้” แจจุงหรี่ตามองน้องชาย
“คุณแม่ซื้อให้ต่างหาก”
“คุณแม่ คุณแม่ที่ไหนพ่อแม่เราตายไปนานแล้วนะจุนซู ญาติก็ไม่มีแล้วจะมีคุณแม่โผล่มาได้ยังไง”
“ไม่ใช่คุณแม่เราหรอกพี่แจจุง คุณแม่ของคุณเจ้านายน่ะ เขาซื้อให้จุนซู เอ่อ ทั้งชุดนี่เลย” แจจุงตาโต นี่มันอะไรกันเนี่ยจู่ๆแม่ของเจ้านายทำไมถึงได้ใจดีพาเลขาลูกชายไปซื้อข้าวซื้อของให้ที่สำคัญไม่ใช่ของเล็กๆน้อยๆ แจจุงกวาดตามองเสื้อผ้าประเป๋ารองเท้าแม้กระทั่งเครื่องประดับล้วนแล้วแต่มีราคาแพงทั้งนั้น
“คิมจุนซู บอกพี่มาให้หมดนะนี่มันเรื่องอะไรกัน” จุนซูถอนใจเสียงดัง เอาวะมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงต้องบอกให้หมด คนตัวเล็กเล่าให้พี่ชายฟังตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ ทันทีที่เล่าจบแจจุงได้แต่นั่งมองน้องชายตาโต นี่น้องชายเขาเป็นบ้าไปแล้วหรือไงถึงได้ไปตกลงอะไรประสาทๆแบบนั้น
“แล้วทำไมไม่บอกพี่ พี่จะได้ให้ออกจากงานนั่นเสียเลย ให้ตายสิทำแบบนี้มันดูถูกกันชัดๆ” แจจุงโวยวาย
“ออกได้ยังไงกันเล่า ก็จุนซูเซ็นสัญญาไปแล้วขืนออกมาเราก็ถูกปรับสิ” จุนซูบ่นเขาเองก็ไม่ได้อยากจะทำหรอกนะ แต่มันเหมือนตกกระไดพลอยโจนเลยต้องทำต่อไป
“แล้วเราต้องใช้เขาเท่าไหร่ล่ะ” คนตัวเล็กส่ายหน้าเป็นคำตอบ เพราะในสัญญาไม่ได้ระบุไว้ว่าต้องจ่ายเท่าไหร่
“เฮ้อจุนซูเอ๊ยทำงานครั้งแรกก็ถูกตุ๋นซะแล้ว งั้นวันนี้ไปถามเจ้านายจุนซูนะว่าจะยกเลิกสัญญาต้องจ่ายเท่าไหร่ ถ้าไม่เกิน 80ล้านพี่มี” แจจุงตอบคราวนี้เป็นน้องชายบ้างที่ตาโต
“พี่แจจุงเอาเงินมาจากไหนตั้ง80ล้าน”
“ก็ถ่ายโฆษณานี่ไง” แจจุงตอบ
“ถ่ายโฆษณา พี่ไม่ได้เป็นดาราใหญ่สักหน่อยทำไมได้ค่าตัวเยอะจังล่ะ”
“ไม่ต้องถามน่ามีจ่ายแล้วกันไปบอกเจ้านายจุนซูซะ” แจจุงตอบเลี่ยงๆ เดินหนีเข้าครัวไปเลยปล่อยให้น้องชายนั่งงงอยู่ตรงนั้น
“แล้วนี่จะกินข้าวก่อนไหมยังมีเวลาอีกตั้งเยอะกว่าจะถึงเวลาไปทำงาน” แจจุงเดินไปที่ตู้เย็นเปิดออกดูเพื่อจะหาอะไรทำให้น้องทานตอนเช้าก่อนไปทำงาน ร่างบางก็ต้องชะงัก นี่มันอะไรกันทำไมถึงได้มีอาหารแช่แข็งเต็มตู้แช่ด้านบนไปหมด แทบจะล้นออกมาแล้วเนี่ย
“จุนซูนี่มัน...” แจจุงชี้ไปที่ตู้เย็น คนตัวเล็กหัวเราะแหะๆ
“นี่ก็ค่าจ้างเหมือนกันฮะ” แจจุงส่ายหัว อันที่จริงคงไม่ใช่น้องชายเขาหรอกที่โดนหลอกตุ๋น น่าจะเป็นคุณเจ้านายมากกว่าที่ถูกน้องเขาใช้หน้าตาซื่อๆน่ารักๆนั่นหลอกล่อให้ซื้อนั่นซื้อนี่ให้ แจจุงจัดการเลือกอาหารแช่แข็งออกมาสองกล่องจัดแจงยัดใส่ไมโครเวฟ ทำอาหารเช้าให้น้องชายและตัวเอง
หลังจากทานข้าวเสร็จเรียบร้อยจุนซูก็ขอตัวออกมาทำงาน ถึงจะแปลกใจอยู่บ้างที่พี่ชายไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองอะไรมากมายอย่างที่เขากลัว แต่ก็ไม่ติดใจสงสัยอะไร ไม่โดนดุก็สบายใจแล้ว แต่ที่หนักใจคือต้องไปบอกเลิกสัญญากับอีตาคุณเจ้านายนี่แหละ หมอนั่นทั้งดื้อทั้งเอาแต่ใจตัวเองจะตายไป เขาจะไปบอกยังไงดีนะ จุนซูเดินคิดมาตลอดทางจนถึงโต๊ะทำงานของตัวเอง เก็บข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองเข้าที่เข้าทางก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานเจ้านายเพื่อเตรียมเอกสารตามปกติ ร่างเล็กชะงักเล็กน้อยเมื่อเปิดประตูเข้าไปเจอบุคคลที่เขาไม่คิดว่าจะอยู่ในห้องทำงาน
“เอ่อ ผมขอโทษครับ ผมไม่ทราบว่าวันนี้เจ้านายจะมาเร็ว” จุนซูกล่าวขอโทษทีเขาเสียมารยาทเปิดประตูเข้าห้องทำงานโดยที่ไม่ได้เคาะประตู ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าจะมานั่งทำงานแต่เช้ามืดแบบนี้
“ไม่เป็นไร” ยูชอนตอบไม่เงยหน้าขึ้นมามองคนตรงหน้าด้วยซ้ำ จุนซูเดินเข้าไปทำหน้าที่ตามปกติ
“รับกาแฟไหมครับ”
“ไม่เป็นไร” ยูชอนตอบเหมือนเดิม จุนซูขมวดคิ้วอย่างสงสัย วันนี้มาแปลกแหะ ไม่ยักจะใช้เราหัวหมุนทุกทีคุณเจ้านายไม่เคยพลาดที่จะทำให้เราต้องหัวปั่นนี่นา สงสัยวันนี้คงจะงานยุ่งจริงๆ คุณเลขาได้แต่คิดแต่ก็ไม่พูดอะไรเดินออกไปจากห้องทำงานเมื่อจัดเตรียมแฟ้มเอกสารเรียบร้อย
ยูชอนเงยหน้าจากกองงานทันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตู นี่เขาจะไม่ถามเลยเหรอว่าเขาหายไปไหนมา ทำไมถึงไม่โทรไปหาทำไมถึงไม่ไปรับเมื่อเช้า แถมยังวางตัวปกติทำงานต่อหน้าตาเฉย ให้ตายสิคิมจุนซูทำไมถึงได้ใจร้ายนักนะ มือเรียวผลักงานตรงหน้าออกนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างเซ็งๆ จริงๆเขาไม่ได้มีงานด่วนหรืองานเร่งอะไรหรอก แต่ที่มาแต่เช้าเพราะว่าเมื่อคืนนี้นอนไม่หลับ และด้วยความเคยชินที่ต้องไปรับคุณเลขาที่บ้านทุกวันเลยออกจากบ้านมาแต่เช้า จริงๆเขาไปจนถึงหน้าบ้านคุณเลขาแล้วด้วยซ้ำแต่ก็ตัดใจเลี้ยวรถกลับมา เพราะสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ยุ่งด้วยอีก ในเมื่อเขาไม่สนใจเรา เราจะยังไปตื้ออีกทำไม
ยูชอนยิ้มเยาะให้กับตัวเอง นี่ล่ะมั้งที่เขาว่ากรรมมันติดจรวดเขาเคยแต่ทิ้งให้สาวๆมารอหรือตบตีกันเพื่อแย่งชิงเขา ตอนนี้เขากลับต้องเป็นฝ่ายรอและทำทุกอย่างเพื่อแย่งคุณเลขา แต่เขาจะแย่งๆได้จริงๆงั้นเหรอในเมื่อคุณเลขาไม่เคยสนใจเขาเลย คิดมาถึงตรงนี้ร่างโปร่งก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ร่ำๆอยากจะไปจับคนที่นั่งสบายใจอยู่ข้างนอกเขย่าๆแรงๆ คุยกันให้มันรู้เรื่องไปเลยว่าจะเอายังไงกันแน่ จะได้ไม่ต้องมาค้างคาอยู่อย่างนี้ แต่อีกใจนึงก็ไม่กล้าเขากลัวคำตอบจะเป็นตามที่เขาคิด ว่าคุณเลขาไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลย ใบหน้าคมหันไปมองออกไปที่นอกหน้าต่าง บรรยากาศยามเช้าที่แสนสดใส แต่สำหรับเขามันหดหู่มากจริงๆ
จุนซูกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานตามเดิม ทำงานของตัวเองไปตามปกติ แต่ในใจก็เริ่มนึกวิธีที่จะไปบอกกับคุณเจ้านายว่าพี่ชายเขาต้องการให้ยกเลิกสัญญา แต่ดูจากท่าทางคุณเจ้านายวันนี้แล้วท่าทางจะอารมณ์ไม่ดี ไม่รู้ไม่หงุดหงิดที่ไหนมาถึงได้ถามคำตอบคำ แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันเขาจะได้ไม่ต้องรำคาญ ไฟแดงสว่างวาบที่หน้าโต๊ะของเขาจุนซูถอนหายใจ
“โธ่เอ๊ย นึกว่าจะได้ทำงานเงียบๆ เรียกตัวไปพบอีกจนได้” มือเล็กกดที่ปุ่มอินเตอร์คอมก่อนจะกรอกเสียงลงไป
“ครับ”
“วันนี้ผมไม่รับแขกนะ อ้อถ้ามีงานอะไรให้ผมเซ็นก็วางเอาไว้ก่อนผมมีเรื่องต้องคิดนิดหน่อย ห้ามรบกวน” พูดจบสัญญาณก็ตัดไปทันที จุนซูขมวดคิ้ว
“อะไรของเขานะ มาทำงานแต่ไม่รับเอกสารไปเซ็นแล้วงานมันจะเดินได้ยังไงเล่าคุณเจ้านาย ไม่สบายก็กลับไปนอนที่บ้านสิจะมานั่งเป็นเสาหลักอยู่ที่บริษัททำไมกัน” จุนซูก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป ไม่สนใจคนในห้องอีก
“เที่ยงแล้วนะครับ ยังไม่ไปทานข้าวอีกเหรอ” เสียงทุ้มๆดังขึ้นที่หน้าโต๊ะทำงานของเขา ทำให้คนตัวเล็กต้องละสายตาจากงานตรงหน้าเหลือบตาขึ้นมอง
“พี่ซึงฮยอน มาติดต่อธุระหรือเปล่าครับ วันนี้ท่านประธานไม่รับแขกครับ เห็นว่าต้องเคลียร์งาน” ซึงฮยอนยิ้ม เท้าแขนลงที่โต๊ะทำงานของคุณเลขาพร้อมกับชี้นิ้วไปที่นาฬิกาดิจิตอลหน้าโต๊ะทำงาน
“นี่มันเที่ยงแล้วนะจุนซู ไม่คิดจะไปทานข้าวบ้างหรือไง” คุณเลขาเหลือบไปมองนาฬิกาบ้างก็พบกว่ามันเที่ยงกว่าแล้วจริงๆ
“จริงด้วย ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวจุนซูโทรไปสั่งแม่บ้านให้เอาขึ้นมาให้ก็ได้ ว่าแต่พี่ซึงฮยอนมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ” คนตัวเล็กหันมาถาม
“เปล่าหรอก พี่ไม่ได้มาหาท่านประธานของจุนซูหรอก พี่มาชวนจุนซูไปทานข้าวน่ะ นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว แต่คนที่ฟร้อนท์ด้านล่างบอกว่าจุนซูยังไม่ได้ออกไปไหน บางทีอาจจะอยู่พี่เลยขึ้นมาหาจุนซูบนนี้ไง” ซึงฮยอนตอบ
“มาชวนจุนซูไปทานข้าว มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่อยากจะคุยกับจุนซูบ้าง ตั้งแต่พี่กลับมาจากเมืองนอกพี่ก็ไม่ได้เจอจุนซูเลย ตอนนี้เจอกันแล้วพี่ก็อยากจะถามสารทุกข์ สุกดิบของจุนซูเท่านั้น ไปทานข้าวกับพี่นะ”
“เอ่อ คือว่า” คุณเลขาตอบอ้อมแอ้ม ความจริงเขาก็อยากจะไปทานข้าวกับพี่ซึงฮยอนเพราะไม่ได้เจอกันตั้งนาน เขามีเรื่องอะไรเยอะแยะที่คุยด้วย แต่ติดที่ว่าเขาสัญญากับฮยอนอาเอาไว้ว่าจะไม่พบกับซึงฮยอนอีกก็เลยค่อนข้างลำบากใจเล็กน้อย
“ทำไมล่ะ หรือจุนซูรังเกียจพี่”
“ไม่ใช่นะครับ จุนซูไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่เอ่อ.. จุนซูต้องไปถามเจ้านายก่อนว่าจะออกไปทานอาหารที่ไหนหรือเปล่า นี่เที่ยงกว่าแล้วยังไม่เห็นเจ้านายโทรมาสั่งให้จุนซูสั่งข้าวเลย ขอตัวสักครู่นะครับ” คุณเลขารีบเดินไปที่หน้าห้องท่านประธานทันที อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ขอลี้ภัยเข้าห้องคุณเจ้านายก่อนดีกว่า เผื่อคุณเจ้านายจะมีแผนอะไรเด็ดๆช่วยปฏิเสธให้เขาได้
~ ก๊อก ๆๆ ~
“มีธุระอะไร ผมบอกแล้วไงว่าไม่ให้รบกวน” เสียงคนในห้องตอบ แต่คุณเลขาไม่สนใจ เปิดประตูห้องเข้ามาทันที แต่แทนที่เขาจะเห็นคุณเจ้านายนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ เขากลับเห็นคุณเจ้านายนอนทอดตัวยาวอยู่บนโซฟาในห้องทำงานแทน จุนซูย่นจมูกนิดนึงอย่างหมั่นไส้ คนเราอยากนอนทำไมไม่ไปนอนที่บ้านมานอนที่ทำงานทำไมเนี่ย วันนี้ทั้งวันเขาต้องหัวหมุนเลื่อนนัดทุกอย่างให้อยู่ข้างนอกแต่ตัวเองนอนสบายใจเฉิบ
“เจ้านายไม่สบายเหรอครับ” จุนซูเดินเข้าไปใกล้ ก้มลงมองคุณเจ้านายที่ยังหลับตาอยู่
“เปล่าไม่ได้เป็นอะไรแค่เหนื่อยเฉยๆ” ยูชอนตอบทั้งที่ตายังปิดอยู่ แต่กลิ่นน้ำหอมและเสียงฝีเท้าทำให้เขารู้ว่าคุณเลขาเดินเข้ามาใกล้เขา ใจจริงอยากจะเอื้อมมือไปโอบเอวแล้วลากลงมานั่งใกล้ๆ แต่ก็อดใจไว้ เพราะคิดจะตัดใจจากคุณเลขา คนอย่างปาร์คยูชอนไม่เห็นจะต้องง้อคนอย่างคิมจุนซูเลยสักนิด
“เจ้านายจะทานอะไรครับเที่ยงนี้” จุนซูถาม อันที่จริงก็ถามไปตามหน้าที่นั่นแหละ อีกอย่างจะถ่วงเวลาอยู่ในห้องนานๆด้วย เผื่อจะมีวิธีเลี่ยงคนที่อยู่ข้างนอก เพราะเขาไม่อยากผิดสัญญากับเพื่อน
“ไม่ล่ะ ผมไม่อยากกินอะไร เชิญคุณตามสบายเถอะ”
“ทำไมล่ะครับ ไม่กินเดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก”
“เรื่องของผมน่า คุณจะไปไหนก็ไปเถอะไม่ต้องมายุ่งกับผม” ยูชอนพลิกตัวนอนหันหลังให้คุณเลขา จุนซูขมวดคิ้วเข้าหากัน อะไรกันเนี่ยตั้งแต่เช้าแล้วนะ โกรธอะไรใครมาเนี่ย หรือว่าสาวคนไหนในคอเลคชั่นขัดใจเอา ถึงมาลงกับเขา คนอะไรนิสัยไม่ดี เขาเป็นเลขานะไม่ใช่กระโถนท้องพระโรง อะไรๆก็เอามาลงกับเขาคนเดียวตลอด สงสัยแบบนี้คงไม่ช่วยเขาแน่ๆ วันนี้เขาคงเลี่ยงพี่ซึงฮยอนไม่ได้ต้องออกไปกับเขาแล้วล่ะ
“ไม่เอาอะไรแน่นะ งั้นผมออกไปกินข้าวล่ะ อยากได้อะไรโทรไปสั่งคุณแม่บ้านแล้วกัน” ยูชอนพยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ คุณเลขาหมุนตัวเดินกลับไปที่ประตู ยูชอนได้ยินเสียงคุณเลขาเปิดประตูออกไปแต่ก่อนที่ประตูจะปิดเขาก็ได้ยินเสียงคุณเลขาพูดกับใครคนนึงที่รออยู่ข้างนอก
“ไปกันได้แล้วครับพี่ซึงฮยอน จุนซูทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว” ร่างโปร่งรีบผุดลุกขึ้นทันทีวิ่งไปที่ประตูห้องทำงาน ยูชอนแง้มประตูออกดูก็เห็นคุณเลขาเดินเคียงคู่ไปกับชเวซึงฮยอนจนถึงหน้าลิฟท์
“ให้ตายสิ นี่จะไม่สนใจกับบ้างเลยใช่ไหม พอบอกว่าไม่กินก็ไม่ถามต่อว่าเป็นอะไร หึ~ ที่แท้ก็มีนัดอยู่แล้วนี่เอง คิมจุนซูคุณนี่ใจร้ายชะมัด ทำไมคุณถึงได้ใจร้ายอย่างนี้นะ” ยูชอนบ่น ตั้งแต่เช้ามานี่เขาอุตส่าห์ทำใจได้แล้วว่าจะตัดใจจากคุณเลขา แต่ทุกอย่างก็พังหมด พอเห็นคุณเลขาไปกับคนอื่นเขาก็เริ่มเดือดปุดๆขึ้นมาอีกแล้ว แล้วแบบนี้จะให้เขาตัดใจจากคุณเลขาได้ยังไงกัน
ทางด้านยูฮวานก็โทรไปนัดชางมินออกมาทานอาหารกลางวันข้างนอกเหมือนกัน ร่างเล็กนั่งรอคนรักอยู่ที่ร้านอาหารหรูใจกลางเมืองใกล้ๆกับห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เพราะคิดว่าหลังจากทานอาหารแล้วจะได้ไปช้อปต่อ วันนี้ว่างๆไม่มีเรียนเลยอยากจะออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง อีกอย่างช่วงนี้ชางมินก็ทำแต่งานไม่โผล่มาหาที่บ้านเลย วันนี้ยูฮวานก็เลยไปฝ่ายเรียกชางมินออกมาแทน
“ริกกี้รอพี่นานไหม” ชายหนุ่มร่างสูงเดินยิ้มร่าเริงเข้ามานั่งที่โต๊ะ ยูฮวานยิ้มมองนาฬิกาข้อมือ
“ไม่นานเลย แค่ครึ่งชั่วโมงเอง” ยูฮวานยิ้มหวานหยด แต่ชางมินรู้ดีว่านี่คือสัญญาณอันตราย สองพี่น้องนี่เหมือนกันอยู่อย่าง เรื่องชอบประชดเนี่ยกินกันไม่ลงเลยทีเดียว
“พี่ขอโทษ ก็ริกกี้โทรไปนัดพี่ออกมากะทันหันนี่ พี่ก็เลยมาช้า พี่มีงานยุ่งจริงๆนะ” ชางมินตอบพร้อมส่งสายตาอ้อนวอนให้คนรัก
“งานยุ่ง ขอให้มันยุ่งจริงๆเหอะ อย่าให้ริกกี้จับได้ว่าไปคั่วสาวที่ไหนนะ อย่าหาว่าริกกี้ไม่เตือน” ยูฮวานกอดอกส่งสายตาพิฆาตให้กับร่างสูง ชางมินได้แต่ยิ้มแห้งๆกวักมือเรียกบริกรมารับออร์เดอร์ก่อนที่หนุ่มน้อยตรงหน้าจะกินเขาแทนข้าวเที่ยง
“วันนี้ริกกี้ไม่มีเรียนเหรอถึงได้นัดพี่ออกมาทานข้าว” ชางมินถาม
“นี่มันปิดเทอมพี่ชางมิน ทำงานจนไม่ดูวันดูคืนเลยนะ วันนี้ริกกี้ว่างตอนบ่ายพี่ชางมินว่างไหมริกกี้อยากไปช้อปปิ้งน่ะ”
“ตอนบ่ายเหรอ” ชางมินทำท่านึก
“ไม่ว่างเหรอ” ร่างบางเริ่มมีใบหน้างอง้ำเหมือนเด็กถูกขัดใจ ชวนคุณแม่คุณแม่ก็ไม่ยอมออกมาบ่นแต่ปวดหลังอยากเอนหลังตอนบ่ายๆ เลยออกมาชวนคนรักแทนแต่ชางมินก็มีท่าทีอึกอัก
“คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรนะ เดี๋ยวเราทานข้าวเสร็จไปช้อปปิ้งก็ได้ ริกกี้อยากได้อะไรล่ะเดี๋ยวพี่ซื้อให้”
“จริงเหรอ พี่ชางมินนี่ใจดีที่สุด” ริกกี้ยิ้มกว้างแต่จู่ๆรอยยิ้มของร่างบางก็หุบลง ชางมินใจไม่ดีนึกว่ายูฮวานเห็นสาวๆเดินมาหาเขาซะอีก จริงๆวันนี้เขาไม่ได้มีงานอะไรค้างมากมายหรอกแต่ตอนบ่ายเขานัดกับสาวนางนึงเอาไว้แถวๆนี้ซะด้วย จะโทรไปเลื่อนนัดก็ไม่มีเวลาเพราะสาวเจ้าปิดมือถือซะอีก
“พี่ชางมินนั่น” ชางมินสะดุ้ง
“อะไรเหรอริกกี้ พี่ไม่ได้ทำอะไรนะ” ยูฮวานหรี่ตามอง
“พี่ชางมินไปทำอะไรผิดลับหลังริกกี้มาหรือเปล่าเนี่ย ทำไมถึงดูท่าทางลุกลี้ลุกลนขนาดนั้น” ยูฮวานหันมาคาดคั้นแฟนหนุ่ม
“เปล่านะพี่ไม่ได้ทำอะไรจริงๆ” ชางมินปฏิเสธพัลวัน อย่างน้อยวันนี้ก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อน
“อย่าให้จับได้นะพี่ชางมิน แต่เรื่องที่ริกกี้จะให้พี่ดูน่ะมันนั่นต่างหาก นั่นพี่จุนซูใช่ไหม” ยูฮวานชี้ไปยังสองหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยกันในร้าน ชางมินหันกลับไปมองก็เห็นคุณเลขาหน้าหวานของเจ้ายูชอนจริงๆแต่ว่ามากับใครล่ะ
“ผู้ชายคนนั้นใครน่ะพี่ชางมิน” ยูฮวานยื่นหน้ามากระซิบ
“พี่ก็ไม่รู้” ชางมินส่ายหน้าให้คำตอบ เขานึกไม่ออกเลยว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร แต่เอ.. แล้วไอ้ยูชอนมันไปไหนทำไมปล่อยให้คุณเลขาหน้าหวานมากับชายอื่นแบบนี้
“หรือว่า...” ชางมินพึมพำเหมือนคิดอะไรได้
“มีอะไรเหรอพี่ชางมิน” ยูฮวานถามแต่ตาก็ยังจับจ้องอยู่ที่ร่างของคนสองคนทางที่นั่งอีกด้านนึงของร้าน
“ก็เมื่อวานน่ะสิ จู่ๆไอ้ยูชอนมันก็ไปที่คลับถามอะไรมันก็ไม่ตอบ ถามอะไรมันก็ไม่พูดแล้วจู่ๆมันออกมาจากคลับซะอย่างนั้น “ชางมินเล่า ยูฮวานหันกลับมาหาชางมินทันที
“ไหนบอกเลิกงานแล้วกลับบ้านไง ไปทำอะไรที่คลับ” ยูฮวานกระซิบเสียงเขียว ชางมินเหงื่อตก ลืมตัวพูดความลับออกไปซะแล้ว
“พี่นัดลูกค้าไว้น่ะ” ยูฮวานมองอย่างจับผิดแต่ก็ปล่อยไปก่อนเพราะเรื่องตรงหน้านี่สำคัญกว่า
“เรื่องนี้ช่างก่อน ถ้าไม่ติดว่าริกกี้กำลังเป็นห่วงพี่ชายล่ะก็พี่ชางมินตายแน่ๆ” ยูฮวานคาดโทษ เบือนหน้ากลับไปมองผู้ชายคนที่อยู่กับคุณเลขาแทน
“เขาเป็นใครกันแน่ ริกกี้จะต้องรู้ให้ได้ ไม่ได้การละพี่ชางมิน ริกกี้ไม่ไปช้อปแล้วนะ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จริกกี้จะกลับไปหาคุณแม่ สงสัยเราต้องประชุมกันหน่อยแล้ว มิน่าเมื่อวานนี้พี่ชายถึงมีท่าทางแปลกๆ ไอ้เราก็นึกว่าทะเลาะกับพี่จุนซูเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไหนได้มีคู่แข่งนี่เอง สงสัยคุณนายแม่ต้องออกโรงเองอีกแล้วมั้งเนี่ย” ยูฮวานพูดแต่สายตายก็ยังจับจ้องคนที่คิดจะเข้ามาเป็นคู่แข่งกับพี่ชาย เพื่อจะได้เป็นข้อมูลไปบอกกับคุณนายปาร์ค เผื่อต้องออกโรงช่วยพี่ชายสุดที่รัก
%%%%%%%%%%%%
TBC



อย่าเพิ่งซิปาร์คก็ มีอะไรก็ถามกันก่อนซิ
คิดเองเออเองตลอดอะ
รุกมากๆเด๋วโลมาน้อยก็รุสึกเอง
จงพยายามต่อไปน๊า
งานนี้บอกคำเดียวงานเข้าของจิง นะจุนซู
มาต่อนะคะ อยากรุจะเปงไงต่อไป
#1 By normie (124.120.11.164) on 2010-10-20 22:14