[Fic]~ Love Taste .,..,.. ปรุงรักอย่างไรให้ครบรส~ Part 7
posted on 01 Aug 2010 02:29 by kameryuichi in soot
ประกาศค่ะเปลี่ยนชื่อ Fiction !!!
เนื่องจากในตอนแรกที่เราแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา เราไม่สามารถนึกชื่อ
ที่เหมาะสมกับเรื่องราวทั้งหมดได้ ทำให้ต้องใช้ชื่อเดิมที่เป็นชื่อ
ของละครที่เรานำมา ดัดแปลงให้เป็นรูปแบบของฟิค yoosu
แต่ตอนนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อแล้วค่ะ
ต้องขอขอ[คุณ น้อง ..วอวัน.. น้องสาวที่น่ารัก
ที่ช่วยคิดชื่อใหม่ให้ค่ะ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ Fiction เรื่องนี้
ได้เปลี่ยนชื่อจาก "สูตรเสน่หา yoosu versoin"
เป็น
"Love Taste .,..,.. ปรุงรักอย่างไรให้ครบรส"
แทนแล้วนะคะ หวังว่าคงไม่งง
ขอบคุณค่ะ
จุน ซูรีบแต่งตัวด้วยความว่องไวเพราะกลัวว่าครูกุ๊กไก่จะเปลี่ยนใจซะก่อน เดี๋ยวไม่ได้ออกไปข้างนอกกันพอดี อยู่แต่ในห้องไปไหนก็ไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าเบื่อสุดๆสำหรับคนที่ชอบไปโน่นมานี่อย่างคิมจุนซู
“เรียบ ร้อยแล้ว ไปกันได้หรือยัง” คุณนักร้องออกมายืนยิ้มแฉ่ง หลังจากที่ตัดใจจากเครื่องประดับทั้งหลายแหล่อยู่นานสองนาน ขืนใส่ออกมามีหวังได้โดนเปลี่ยนแน่ๆ เลยทำใจไม่พยายามหยิบเครื่องประดับที่วางอยู่ในห้องเสื้อผ้าออกมาด้วย
“ไปสิ คุณนี่แต่งตัวช้าตลอดเลยนะ” ยูชอนบ่น
“อะไร นี่ฉันแต่งตัวเร็วกว่าทุกทีแล้วนะ โหย~ ครูกุ๊กไก่นี่ขี้บ่นชะมัด” คุณนักร้องบ่นพึมพำ แต่งตัวอ่ะเสร็จนานแล้ว แต่เสียเวลาข่มใจไม่ให้แต่งครบ7ชิ้นนี่สินานกว่า
“ไม่พอใจใช่ไหม ถ้าไม่พอใจอยู่บ้านแล้วกัน ผมจะได้กลับไปทำงานต่อ” ยูชอนลุกจากโซฟาตัวยาวที่อาศัยนั่งรอมาตั้งชั่วโมง เดินไปที่ประตูคนตัวเล็กรีบวิ่งตามไปเกาะแขนร่างสูงเอาไว้ก่อนที่ยูชอนจะ เดินไปถึงประตู
“อ้าว เดี๋ยวสิ โธ่แค่นี้ก็งอนด้วย ฉันก็แค่บ่นนิดบ่นหน่อยตามเรื่องตามราว น่านะ ครูกุ๊กไก่คนดี พาฉันไปด้วยเหอะน้า ฉันเบื่อที่จะอยู่ในนี้จะตายอยู่แล้ว” จุนซูยิ้มหวานประจบ รอยยิ้มพิฆาตหนึ่งในท่าไม้ตายลูกอ้อนของคิมจุนซู ที่ใครๆก็ต้องพากันสยบ เพราะความน่ารักใสซื่อ โดยเฉพาะครั้งนี้เจ้าตัวพยายามปั้นออกมาสุดฤทธิ์ เพราะรู้ว่าครูกุ๊กไก่ใจแข็งเป็นที่1 แต่ยอมใจอ่อนเสมอถ้าเขาทำตัวดีๆ
“งั้นก็ไปสิ ผมเสียเวลามามากแล้ว ป่านนี้ไม่รู้แจจุงทำขนมไปถึงไหนแล้ว” ยูชอนพูด เดินไปเปิดประตูออกไปรอที่หน้าห้อง
“ชิ ส์ แค่นี้ก็ต้องดุด้วยที่แท้ก็กลัวไม่ได้อยู่กับแฟนนี่เอง แล้วก็บอกว่าไม่ชอบเขา เชอะ” คุณนักร้องพึมพำเบาๆไม่ให้คนตัวโตที่เดินออกไปแล้วได้ยิน
“อ้าวคุณ จะไปไหม จะไปก็รีบออกมาสิ” ยูชอนหันมาสำทับอีกที ไม่ต้องรอให้พูดย้ำเป็นครั้งที่สอง คุณนักร้องรีบเดินตามออกไปทันที ปล่อยหน้าที่ล็อคห้องให้ครูกุ๊กไก่จัดการตามระเบียบ ยูชอนได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอากับความเป็นคุณหนูที่ติดจะขี้เกียจของคนตัว เล็ก คงเป็นเพราะทุกคนพากันเอาใจ ถึงได้เป็นแบบนี้
ยุนโฮนั่ง มองแผนงานการอัดรายการที่กำลังจะเริ่มอัดเดือนหน้าทุกรายการด้วยอารมณ์ไม่ ค่อยปกติ เพราะสมองของเขาส่วนหนึ่งมัวแต่กังวลเรื่องวันอาทิตย์นี้ ที่เขาโดนแม่บังคับให้ไปดูตัวกับลูกของเจ้าสัวคิม ทั้งที่แม่ของก็รู้ดีว่าเขารักแจจุงเท่านั้น แต่แม่ก็ยังพยายามเอาเขาไปเร่ขายให้กับคนโน้นคนนี้ ทำอย่างกับเขาเป็นสิ่งของ
ยุนโฮปิดแฟ้มหันไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาล ซองใหญ่ออกมาถือไว้ มองดูมันนิ่งๆอยู่นาน ซองที่เลขาของเขาส่งมาให้ตั้งแต่วันก่อน เห็นบอกว่าเป็นรูปคู่ดูตัวของเขา ใจจริงเขาก็ไม่อยากจะรู้หรอกว่าลูกเจ้าสัวคิมหน้าตาเป็นยังไง แต่ไหนๆวันอาทิตย์นี้ก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว ดูสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร
มือ หนาเปิดซองออกเลื่อนภาพขนาดใหญ่ขึ้นมาดู คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ภาพผู้ชายหน้าตาหน้ารัก เอียงหน้า45องศาพร้อมรอยยิ้มสดใส เรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากหนาได้อยู่ไม่น้อย แต่ว่าเขาเคยเจอผู้ชายคนนี้ที่ไหนนะ หน้าตาคุ้นๆ ทำไมเขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอคนคนนี้มาก่อน
ยุนโฮพยายามคิด ว่าเขาเคยเห็นผู้ชายหน้าตาน่ารักในรูปที่ไหน แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก เหมือนกับว่าเขาเคยเห็นผู้ชายคนนี้ใกล้ๆที่ไหนสักแห่ง ยุนโฮหันไปมองกองเอกสารที่อ่านเมื่อครู่เหมือนนึกอะไรออก หยิบแฟ้มรายการอาหารโปรเจคล่าสุดที่กำลังจะถ่ายทำเดือนหน้าขึ้นมาดู พลิกไปหน้าที่ต้องการอย่างรวดเร็ว รูปผู้ชายหน้าตาหน้ารักที่เป็นพิธีกรของรายการนี้ก็ปรากฏให้เขาเห็นตรงหน้า แถมด้วยชื่อประกอบในรายงานที่เลขาของเขาพิมพ์กำกับมาใต้รูปภาพ พร้อมกับประวัติการทำงานคร่าวๆ
“คิมจุนซู” ยุนโฮพึมพำเบาๆ ไล่สายตาไปตามตัวหนังสือใต้ภาพคร่าวๆ
“เป็นนักร้องด้วย”
แปลก ยุนโฮคิด ทำไมคุณแม่ถึงอยากให้เขาแต่งงานกับผู้ชาย ทั้งๆที่ตอนเขารักกับแจจุงแม่ของเขาค้านหัวชนฝา อ้างว่าเขาเป็นลูกคนเดียวของตระกูล จะมาแต่งงานกับผู้ชายด้วยกันได้ยังไง แถมคิมจุนซูคนนี้ยังเป็นนักร้องอีก แม่เขาเกลียดพวกดารานักร้องจะตาย ทำไมอยู่ๆถึงได้อยากได้นักร้องอย่างคิมจุนซูมาเป็นลูกสะใภ้ หรือว่าคุณแม่ต้องการขยายหุ้นอีก
ยุนโฮหลับตาลงช้าๆ เหนื่อยใจกับคนเป็นแม่ที่สุด แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้เข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ของเขาถึงอยากจะร่ำรวยไป มากกว่านี้ ทั้งๆที่บริษัทของเขาก็ทำเงินได้มากมายในแต่ละปี แต่แม่ก็ไม่เคยพอ ต้องการได้มากกว่าที่มีอยู่ เจ้าสัวคิมเหรอ ยุนโฮคิด เจ้าของโรงแรมชั้นนำในเกาหลีมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ยุนโฮเหยียดยิ้มหยันๆกับตัวเอง คราวนี้กะให้เขาเป็นหนูตกข้าวสารยักษ์หรือไงนะ ใครจะรู้ว่าภายใต้มาดนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เป็นผู้นำในบริษัท เรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลของยุคนี้ จะต้องเป็นสินค้าให้แม่คอยเร่ขายให้คนโน้นทีคนนี้ที รายล่าสุดเป็นมหาเศรษฐีด้วย
ยุนโฮหันไปมองกรอบรูปของผู้เป็นพ่อ ที่ตั้งอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงาน พ่อของเขาเป็นผู้ชายใจดี รักแม่มาก และคอยสั่งสอนเขาเสมอว่า ให้ดูแลแม่ แม่พูดอะไรก็ต้องเชื่อฟัง เขาเลยเป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทแม่มาตลอดจนกระทั่งโต จะมีแค่เรื่องที่เขารักแจจุงเท่านั้น ที่เขาขัดใจแม่ ครั้งเดียวที่ทำให้เรื่องทั้งหมดวุ่นวาย
แม่เขาเกลียดแจจุงมาก รับไม่ได้ที่เขายืนยันจะแต่งงานกับแจจุง แต่เขาก็ขัดใจแม่ แต่งงานกับแจจุงและพาคนรักเข้ามาอยู่ในบ้าน แจจุงเป็นเหมือนหนามชิ้นใหญ่ที่คอยทิ่มแทงแม่มาตลอดเขารู้ดี รู้ด้วยว่าแจจุงอาจจะโดนแม่เขาแกล้งหรือพูดจาถากถางต่างๆนาๆ แต่เขาก็บอกให้แจจุงอดทน เขาเชื่อว่าแม่เขาจะต้องพ่ายแพ้ต่อความน่ารักและความดีที่แจจุงมี
แต่ เขาคิดผิด ยิ่งแจจุงไม่ตอบโต้ ยอมให้แม่เขากระทำมากแค่ไหน ยิ่งทำให้แม่ของเขาเกลียดแจจุงมากขึ้น และแล้ววันที่เขากลัวมันก็มาถึง วันที่แจจุงทนไม่ได้ จนต้องหนีไปเขาไป เขากลับมาเจอแต่ห้องที่ว่างเปล่า ไร้เงาของคนรัก ไม่มีแม้กระทั่งจดหมายเขียนทิ้งไว้ถึงเขา ไม่เหลือสักอย่าง แต่ไม่ว่าเวลาจะนานแค่ไหน เขาก็ตามหาแจจุงมาตลอด จนเขาได้พบแจจุงที่ร้านเบเกอร์รี่ แต่คนรักของเขาไม่ได้อยู่คนเดียว เวลามันผ่านไปนานมาก จนแจจุงมีคนรักใหม่สินะ
ยุนโฮเหลือบไปมองนาฬิกา เข็มสั้นและเข็มยาวขี้รวมกันที่เลข12 เป็นสัญญาณบอกว่าได้เวลาพักทานอาหารกลางวันแล้ว ทุกวันเขาจะสั่งให้เลขาสั่งอาหารขึ้นมาให้บนนี้ เพราะเขาต้องการทำงานต่อให้เสร็จ แต่วันนี้เขารู้สึกเหนื่อยใจอย่างหนัก อยากได้กำลังใจเพื่อต่อสู้ในวันต่อไป ยุนโฮตัดสินใจลุกออกจากเก้าอี้ทำงาน เพื่อไปยังที่ๆเขาสามารถชาร์จพลังให้ตัวเองได้ ถึงแม้ว่าการไปที่นั่นจะทำให้เขาเจ็บปวด และคนๆนั้นจะไม่เคยรับรู้เลยก็ตาม
เมื่อ มาถึงหน้าร้านขนมของแจจุง ทันทีที่รถจอดคุณนักร้องก็ไม่รอช้า รีบเปิดประตูรถลงไปคนแรก โดยไม่ต้องรอให้ยูชอนนำเข้าไปในร้านอีกแล้ว เพราะมาที่นี่เป็นครั้งที่สอง คุณนักร้องถือว่าคุณแจจุงเป็นคนคุ้นเคยของตัวเองเต็มที่ ยูชอนได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา นี่ถ้าชางมินไม่บอกว่าคิมจุนซูเป็นพี่ของมัน เขาคงจะนึกว่าคนตรงหน้าเป็นเด็กกว่าเขา เพราะดูการกระทำแต่ละอย่าง ทั้งเอาแต่ใจ ทั้งขี้วีน แถมขี้อ้อนสารพัดทำให้ดูไม่เหมือนคนที่แก่กว่าเขาเลยสักนิด
ร่าง โปร่งเดินตามคุณนักร้องมาจนถึงเกือบจะถึงบันไดหน้าประตูร้าน ก็ต้องชะงัก เพราะจู่ๆร่างนุ่มนิ่มของคุณนักร้องก็ถลาลงมาหา จนเขาแทบจะรับไม่ทัน ยูชอนรวบเอวคุณนักร้องเอาไว้ แต่ก็ต้องถอยหลังไปก้าวนึงเพื่อพยุงตัว เพราะแรงชนจากคุณนักร้องไม่ใช่เบาๆ
“ทำอะไรคุณ เล่นเป็นเด็กๆไปได้” ยูชอนเอ็ดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม พยุงร่างเล็กให้ทรงตัวได้ ก่อนจะรีบละวงแขนแข็งแรงร่างจากร่างนุ่มนิ่มตรงหน้า
“ฉันไม่ได้เล่น นะ วันนี้ร้านคุณแจจุงยังเปิดอยู่เลยนี่ แล้วทำไมไม่บอกก่อน เกิดเดินเข้าไปแล้วคนจำได้จะว่ายังไงหา” จุนซูตวาดแว๊ด ดีนะที่เขาไหวตัวทันไม่เปิดประตูเข้าไป นี่ถ้าคนข้างในร้านเกิดหันมาเห็นเขาเข้า คงต้องเกิดจารจลแถวนี้แน่ๆเลย
ยู ชอนได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอากับความคิดของคนตัวเล็ก ความจริงเขาก็ไม่เคยรู้หรอกว่าคนตัวเล็กนี่ดังมากขนาดไหน เพราะวันๆไม่เคยสนใจฟังเพลงหรือดูรายการเพลงอย่างจริงๆ ก็แค่ฟังตามวิทยุเวลาที่ขับรถไปทำงานเท่านั้น เลยไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคุณนักร้องจะต้องโดยวายขนาดนี้ แต่ในร้านของแจจุงมีคนอยู่ไม่เยอะขนาดนั้น คงไม่ถึงกับต้องวิ่งหนีลงมาขนาดนี้หรอก
“คุณ แน่ใจนะว่าคนในนั้นเขาจะจำคุณได้ ก็ไหนชางมินบอกว่าคุณไม่ได้ออกรายการนาน ไม่มีคนจ้างไง” จุนซูมองหน้ายูชอนตาเขียวปั๊ด ทันทีที่ได้ยินคำว่าไม่มีคนจ้าง กำลังจะอ้าปากเถียงแต่ยูชอนรู้ตัวซะก่อนเลยเปลี่ยนคำพูดใหม่ให้ถูกหูคิมจุน ซู
“ก็ได้ ไม่ใช่มีมีคนจ้าง คุณไม่ยอมไปออกเอง เพราะฉะนั้น เวลานานขนาดนั้นคงไม่มีใครจำคุณได้หรอก เดินเข้าไปเฉยๆนั่นแหละ อย่าเรื่องมากนักเลย” ยูชอนตอบเบี่ยงตัวเดินไปอีกทาง แต่มือเล็กยึดแขนเอาไว้ก่อน
“แต่ถ้าเขาจำได้ล่ะ ถ้าเขาจำได้ว่าเป็นฉันแล้วเข้ามารุม ครูกุ๊กไก่ต้องช่วยฉันนะ” จุนซูอ้อน ยูชอนพยักหน้าหงึกหงักไปตามเรื่องตามราว เพราะไม่คิดว่าจะมีคนมารุมคุณนักร้องหรอก จุนซูยิ้มอย่างพอใจ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการ์ดคอยดูแลอย่างน้อยก็มีครูกุ๊กไก่คงพอจะช่วยได้บ้างล่ะ น่า
“พร้อมหรือยัง” ยูชอนถาม คนตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงัก2-3ที ยูชอนเดินนำเข้าไปในร้าน โดยมีจุนซูเกาะแขนเดินตามเข้าไปอย่างหวาดหวั่น จะไม่ให้กลัวได้ยังไง ถึงเขาจะเป็นคนมีความมั่นใจขนาดไหน แต่ว่าไอ้การที่ต้องเดินผ่านมือคนเยอะๆนี่มันน่ากลัวน้อยซะที่ไหน แล้วนี่การ์ดก็ไม่มี ถ้าเขาโดนกระชากใครจะช่วย จุนซูเหลือบมองคนที่เดินมาด้วยกัน รูปร่างขนาดครูกุ๊กไก่ก็น่าน่าจะกันคนอยู่ได้สักพักล่ะน่า
ยูชอน ผลักประตูเข้าไปในร้าน เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกิ๊ง เรียกให้พนักงานหันมามองเพื่อเตรียมต้อนรับลูกค้า แต่พอเห็นเป็นยูชอนก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะรู้ว่าเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้าน แค่กล่าวคำทักทายตามปกติที่ต้องทำทุกครั้งเวลาลูกค้าเข้าร้านเท่านั้น ยูชอนพยักหน้าให้นิดนึงเป็นเชิงทักทาย เดินตรงไปที่หลังร้านอย่างที่เคยทำประจำ
ถ้าเขาเดินคนเดียวก็อาจจะ ไวกว่านี้ แต่นี่กลับมีคนที่คิดว่าจะมีใครเข้ามารุมล้อมเดินเข้ามาด้วย ยูชอนปรายตามองคนตัวเล็กที่ก้มหน้าเบียดจนชิดแขนเขาริมฝีปากอิ่มอมยิ้มน้อยๆ อย่างขบขัน ไม่เข้าใจว่าจะกลัวอะไรกันนักหนา เดินเข้ามาตั้งครึ่งทางแล้ว ยังไม่เห็นวี่แววว่าใครจะลุกขึ้นมาหาสักคน จนกระทั่งเดินเข้ามาถึงหลังร้านแล้ว ก็ยังไม่มีใครตามมาอีกนั่นแหละ
“นี่ คุณ ถึงหลังร้านแล้ว ไม่เห็นจะมีใครจำคุณได้เลย” ยูชอนพูด คนตัวเล็กเงยหน้ามองเลิกลั่ก อะไรกัน นี่ไม่มีใครตามมาเลยเหรอ ทุกทีต้องมีคนล้อมหน้าล้อมหลังสิ จากที่กลัวว่าจะมีคนเข้ามารุม กลายเป็นเริ่มโมโหที่ไม่มีใครเข้ามาหาสักคน จุนซูหันหลังขวับทันที กำลังจะก้าวออกไปหน้าร้านใหม่ แต่ร่างโปร่งคว้าต้นแขนคุณนักร้องเอาไว้ได้ทัน
“จะไปไหนน่ะ”
“ก็ ไปถามคนพวกนั้นไง ไม่รู้จักฉันได้ไง ฉันเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์นะ ชิส์ ~ ทำแบบนี้มันดูถูกกันนี่นา” จุนซูพยายามสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมแต่สะบัดยังไงก็ไม่ออก คุณนักร้องเลยตวัดสายตาเขียวปั๊ดมองหน้าคนที่บังอาจขัดใจคิมจุนซู
“ครูกุ๊กไก่ มาจับฉันไว้ทำไม ปล่อยนะ ฉันจะไปถามให้มันรู้เรื่อง ไม่รู้จักฉันได้ยังไง ไร้มารยาทที่สุด”
“ผม ว่าคุณนั่นแหละไร้มารยาท” ยูชอนเอ่ยเสียงเรียบ เขาทนได้ที่จุนซูเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ แต่แบบนี้มันเกินไปหน่อย จะเอาแต่ใจก็ควรมีขอบเขตกันบ้าง ไม่ใช่อะไรๆก็ต้องเอาให้ได้อย่างใจเสียหมด
“ครู กุ๊กไก่!! มาว่าฉันอย่างนี้ได้ยังไง ฉันไร้มารยาทที่ไหน พูดให้มันดีๆนะ” คนตัวเล็กจ้องหน้าเอาเรื่อง ตามแบบฉบับคุณหนูจุนซูผู้ไม่เคยเกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน แล้วนี่ยังบังอาจมาว่าเขาไร้มารยาทอีก ครูกุ๊กไก่ เห็นทีต้องเจอคิมจุนซูเวอร์ชั่นแผลงฤทธิ์ซะบ้างแล้ว
ยูชอนลากคนตัว เล็กกว่าเข้ามาลึกอีกหน่อย เพราะจะได้ห่างจากประตูทางเดินเชื่อมต่อระหว่างห้องครัวกับหน้าร้านด้านนอก ทำให้เสียงดังเข้าไปถึงครัวด้านในที่เอาไว้ทำขนมโดยเฉพาะ แจจุงวางมือจากงาน สั่งลูกมือสองสามคนให้ทำงานของตัวเองต่อไป ส่วนตัวเองก็เดินมาดูหน้าประตูห้องครัวว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงเหมือนใครมาทะเลาะกันแถวนี้ ภาพที่เห็นก็คือ เพื่อนของเขากำลังตีหน้าเคร่งใส่คนตัวเล็กกว่า อีกคนก็ไม่ได้เกรงกลัวเลย ยืนจ้องตาอย่างเอาเรื่อง นี่ถ้ามีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน คงช๊อตดังเปรี๊ยะๆไปแล้ว แจจุงยืนกอดอกพิงประตูรอฟังว่าสองเขานั้นทะเลาะกันเรื่องอะไร ถ้าเกิดเรื่องราวบานปลายจะได้ห้ามทัน
“โอ้ย ครูกุ๊กไก่ ก็บอกว่าเจ็บ ลากเข้ามาทำไม ฉันจะไปจัดการพวกนั้น” จุนซูโวยวาย
“คุณจะไปจัดการเขาเรื่องอะไร”
“เรื่อง ที่เขาจำฉันไม่ได้ไง หนอย ~ ทีเมื่อก่อนมารุมฉันอย่างกับอะไรดี เดี๋ยวนี้ทำไม่สนทำแบบนี้ได้ยังไง” จุนซูสะบัดตัวอย่างแรง เพื่อจะออกไปหน้าร้าน แต่ยูชอนกำแขนคนตัวเล็กไว้แน่น
“โอ้ยเจ็บ ปล่อยได้ไหม”
“ไม่ ปล่อย ผมไม่เคยว่าอะไรหรอกนะที่คุณจะเอาแต่ใจตัวเองไปบ้าง แต่นั่นมันกับคนในครอบครัวคุณ แต่นี่เขาเป็นคนอื่น เป็นใครก็ไม่รู้ เขาอาจจะไม่รู้จักคุณจริงๆก็ได้ จู่ๆคุณจะไปโวยวายเรื่องนี้กลางร้านอาหารของแจจุง คุณคิดว่าทำถูกแล้วเหรอ”
“ถูกสิ ฉันทำถูกทุกอย่าง ไม่เคยผิดหรอก คนอย่างคิมจุนซูไม่เคยผิด” จุนซูเชิดหน้าท้าทาย ครูกุ๊กไก่เป็นใคร มาห้ามเขา คุณป๋า คุณแม่ คุณน้า หรือแม้แต่ไอ้โย่งยังห้ามเขาไม่ได้เลย
“พูดไม่รู้เรื่องใช่ไหม ดีล่ะงั้นเราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันแล้ว” ยูชอนพูดเสียงดุ ร่างโปร่งลากคนตัวเล็กกว่าหลุนๆตามมือตัวเองไปทางออกหลังร้าน ก่อนจะโยนคุณนักร้องออกไปไว้นอกร้าน แล้วปิดประตูทันที ไม่สนใจว่าคนข้างนอกจะตะโกนเสียงดัง เต้นแร้งเต้นกาขนาดไหน แจจุงเห็นท่าทางชักจะไปกันใหญ่ เพราะดูยูชอนท่าทางจะโมโหจริงๆเลยรีบเข้าไปไกล่เกลี่ย
“ยูชอน ปล่อยคุณจุนซูไว้ข้างนอกได้ยังไง นั่นมันถนนหลังร้านนะ มันไม่มีทางทะลุกลับมาข้างหน้านะ” แจจุงพูดเสียงอ่อนๆ เอาน้ำเย็นเข้าลูบ เผื่อยูชอนจะใจเย็นลงบ้าง
“ช่างเขาสิ” ยูชอนพูด แต่ร่างโปร่งก็ไม่ได้ขยับไปไหน ยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ตรงนั้น ฟังเสียงคนข้างนอกโวยวายทุบประตูปังๆไม่เกรงใจใคร
“ทุบ เข้าไป ทุบให้มือแตกก็ไม่มีใครเปิดให้คุณหรอก ถ้าคุณยังไม่สงบสติอารมณ์ คุณก็อยู่ตรงนั้นไปนั่นแหละ ระวังนะ ข้างนอกนั่นมีรถผ่านเยอะแยะ เขาอาจจะจำคุณได้แล้วก็เข้ามาล้อมอย่างที่คุณอยากได้ไง” ยูชอนตะโกนกลับไป
“ไอ้ ครูกุ๊กไก่บ้า ไอ้คนใจร้าย เปิดเดี๋ยวนี้นะ เปิดๆๆๆ ไม่เป็นฉันจะพังประตูเข้าไปจริงๆด้วย เปิดๆๆๆ โอ้ยๆๆๆ ” จุนซูทุบประตูด้วยความโมโห โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ลืมไปว่าตัวเองมือเจ็บอยู่ ทุบซะเต็มแรง ผลก็คือคุณนักร้องร้องเสียงหลง ทำให้คนที่ฟังอยู่ข้างในใจหายตามไปด้วย แต่ถ้าออกไปโอ๋ตอนนี้เดี๋ยวจะยิ่งได้ใจใหญ่ เลยทำเฉยๆเอาไว้
“หึ ไม่ให้เข้าทางนี้ก็ได้ ฉันจะเดินอ้อมไปข้างหน้าเอง ชิส์” คนตัวเล็กข้างนอกตะโกนตอบ หมุนตัวกำลังจะเดินออกจาตรงนั้น ก็ต้องชะงักเพราะเสียงทุ้มๆของคนข้างในขัดขึ้นก่อน
“เดินไหวก็ตามใจ ถนนข้างหลังน่ะ ไม่มีทางเชื่อมมาหน้าร้านหรอกคุณ ถ้าคุณจะเดินออกมาล่ะก็ 2กิโลเป็นอย่างต่ำ แล้วถ้าเดินอ้อมแยกไฟแดงข้างหน้ามาได้ ก็ต้องเดินอีก2กิโลล่ะ ถึงจะถึงหน้าร้านน่ะ ” คนตัวเล็กชะงัก มองซ้ายมองขวา อย่างน้อยก็ต้องมีแท็กซี่ผ่านมามั่ง เรื่องอะไรเขาจะโง่เดินไป แล้วก็ไม่มีทางขอร้องคนใจร้ายข้างในให้เปิดประตูแล้วด้วย
คนตัว เล็กกำลังจะเอื้อมมือโบกแท็กซี่คันที่กำลังผ่านมา แต่ก็นึกออกซะก่อนว่า เขาไม่ได้เอากระเป๋าตังค์ออกมา ด้วยความเคยชิน ถ้าออกมาคนเดียวเขาก็จะพกเงินออกมาด้วย แต่ถ้าออกมากับคนอื่นก็จะไม่พกออกมา เพราะส่วนใหญ่คนที่รับเขาออกมาก็มีแต่ชางมินเท่านั้น เลยทำให้ติดนิสัย แล้วก็ไม่คิดว่าจะมาทะเลาะกับคนที่รับเอาออกมาอย่างนี้ด้วย
ไม่มี ทางซะล่ะ คนอย่างคิมจุนซู ฆ่าได้หยามไม่ได้ เราไม่ง้อหรอก เดินก็เดิน 2กิโลมันจะไกลสักแค่ไหนกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง จุนซูก็ออกจ้ำเดินไปข้างหน้าทันที โดยที่ไม่รู้ด้วยว่า ทางไหนมันคือทางที่จะออกไปทางหน้าปากซอย หรือว่าทางไหนจะไปทางอื่น รู้แต่ว่า เขาจะไม่ยอมหันหลังกับไปขอร้องคนใจร้ายข้างในนั่นเด็ดขาด
ยู ชอนยืนคอยฟังเสียงคนตัวเล็กข้างนอกตอบอยู่นาน แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมานานแล้ว ตามธรรมดาของคุณหนูคิมจุนซู ต้องต่อปากต่อคำไม่มีหยุด แต่นี่จู่ๆก็หายเงียบไปต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ ไวเท่าความคิด ร่างโปร่งรีบเปิดประตูออกไปดูทันที โดยมีแจจุงเดินตามออกมาด้วย แต่ที่หน้าประตูไม่ปรากฏร่างเล็กของคุณนักร้องอยู่เลย
ยูชอนมอง ซ้ายมองขวาอย่างหงุดหงิด เพราะแทนที่คนตัวเล็กจะรู้สำนึกว่าตัวเองทำไม่ถูก แต่นี่กลับหายตัวไปซะได้ ในที่สุดเขาก็เห็นคนที่เขากำลังมองหาอยู่ จุนซูกำลังเดินจ้ำๆๆไปทางด้านซ้ายมือของเขา ซึ่งมันไม่ใช่ทางที่จะไปหน้าปากซอยอย่างที่เขาบอก แต่คิมจุนซูกำลังจะเดินกลับเข้าไปในซอยลึกหลายสิบกิโล เพราะทางนี้เป็นทางลัดเชื่อมถนนใหญ่หลายเส้น ถ้าเลี้ยวผิดเดี๋ยวก็หลงกันตาย
“หาเรื่องอีกแล้ว ทำเก่งไม่เข้าเรื่อง” ยูชอนบ่น
“เดี๋ยว ฉันไปตามคุณจุนซูเอง นายอยู่ที่นี่แหละ” แจจุงอาสา เพราะรู้ดีว่าเพื่อนตัวเองไม่มีทางออกไปตามแน่ๆ ยูชอนไม่ค่อยชอบคนดื้อ ทั้งที่ตัวเองก็ดื้อเป็นที่สุดเหมือนกัน
“ไม่ได้ ปล่อยเขาเดินไปอย่างนั้นแหละ”
“เดี๋ยวเขาหลงขึ้นมาจะว่ายังไง ซอยนี่ลึกมากนะ แล้วทางแยกก็เยอะด้วย” แจจุงพูดอย่างเป็นห่วง
“ก็ ใครว่าจะให้เดินคนเดียวเล่า ขอยืมร่มหน่อยได้ไหม” แจจุงนิ่งไปสักพักกำลังงงที่เพื่อนเขาจะตามจุนซูไปเอง ทั้งๆที่ยูชอนไม่ค่อยชอบง้อใครมาก่อน แต่ก็รีบหันไปสั่งให้ลูกน้องเอาร่มและน้ำเย็นๆมาให้ขวดนึงยื่นให้ร่างโปร่ง ยูชอนรับของสองสิ่งมาไว้ในมือ ค่อยๆเดินตามคนตัวเล็กไปห่างๆ เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคิมจุนซูจะมีฤทธิ์มากแค่ไหน คุณหนูเอาแต่ใจอย่างนั้น จะเดินได้สักที่น้ำกัน แดดก็ร้อนออกขนาดนี้ เดินไม่นานก็คงหมดแรงไปเอง ร่างโปร่งคิด พลางเดินตามคนตัวเล็กไปเรื่อยๆ
“เฮ้อ ดื้อทั้งคู่ เดี๋ยวเอารถวนไปรับดีกว่า กว่าจะเดินกลับมาคงเหนื่อยน่าดู” แจจุงส่ายหน้าช้าๆ อย่างอ่อนใจ
“คุณแจจุงครับ” พนักงานหน้าร้านเดินเข้ามาเรียกทางด้านหลัง
“ว่าไง มีอะไรเหรอ” แจจุงหันกลับมาถาม
“มีลูกค้าต้องการพบคุณแจจุงครับ”
“ลูกค้า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” แจจุงสงสัย ตามปกติถ้าเขาไม่ติดต้องทำเค้กออร์เดอร์เร่งด่วนในครัว เขาก็มักจะออกไปทักทายลูกค้าข้างนอกเป็นประจำ แต่ก็ไม่บ่อยจนถึงขนาดลูกค้าเรียกพบ หรือว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น แจจุงปลดผ้ากันเปื้อนฝากไว้ที่เด็กผู้ช่วย ก่อนจะปัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอยู่ในสภาพที่ออกไปพบกับลูกค้าได้
“ไม่ นะครับ เขาบอกว่าต้องการพบเจ้าของร้านเท่านั้นเองครับ ผมถามแล้วว่ามีธุระอะไรแต่เขาก็ไม่บอกครับ” แจจุงพยักหน้านิดนึงเป็นเชิงรับรู้ เดินนำพนักงานออกไปที่หน้าร้าน
“โต๊ะไหนล่ะ”
“โต๊ะ13ครับ ข้างในสุด”
“อืม” แจจุงรับคำ
ร่าง บางเดินตรงไปที่โต๊ะดังกล่าวทันที โต๊ะ13เป็นโต๊ะที่อยู่ด้านในสุดของร้าน ติดกับกระจก มีฉากไม้กั้นเอาไว้ สำหรับแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัวเล็กน้อย ทำให้ร่างบางไม่สามารถมองเห็นแขกที่นั่งอยู่ข้างหลังฉากได้เลย แต่พอก้าวพ้นฉากไม้เข้าไป ร่างบางแทบอยากจะหมุนตัวกลับไปเสียเดี๋ยวนั้น เพราะไม่คิดว่าจะต้องมาเจอกับคนที่ไม่อยากจะเจอ
“จะรีบไปไหนล่ะ อยู่คุยกับแขกสักนิดไม่ได้หรือไง” ยุนโฮพูด คำพูดดีๆที่เตรียมมาคุยหรือมาขอโทษเรื่องราวที่เกิดขึ้นถูกกลืนหายลงไป เมื่อเจอกับท่าทางปั้นปึ่งของอีกฝ่าย
“ขอโทษนะครับ ที่นี่ไม่ใช่โฮสคลับ หรือผับที่คุณจะเรียกใครมานั่งดริงค์ได้ ถ้าไม่มีธุระอะไรผมขอตัว” แจจุงพูดพลางหันหลังกลับ แต่ก็ไปไหนไม่ได้เพราะมือแข็งแรงของร่างสูงเยื้อเอาไว้ก่อน
“หึ ~ ถึงจะไม่ใช่ แค่คุยกับลูกค้าสักสองสามนาทีคงไม่เป็นไรมั้ง”
“ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรผมขอตัว ผมมีงานต้องทำไม่มีเวลามานั่งคุยกับใครนานๆ” แจจุงพูดพลางบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมของมือหนา
“คุณจะนั่งลงดีๆ หรือจะทำให้ทั้งร้านรู้ว่าเราเป็นอะไรกัน” ยุนโฮขู่ เมื่อเห็นร่างบางยังคงดื้อดึง
“คุณ นี่มันร้านผม อย่ามาขู่ผมแบบนี้นะ คุณกำลังรบกวนลูกค้าท่านอื่นอยู่ รู้ตัวบ้างไหม” แจจุงเอ็ดเสียงเขียว แต่ไม่ดังนัก พอให้ได้ยินกันแค่สองคนตรงนั้น
“ถ้าคุณยอมนั่งคุยกับผมดีๆสัก5นาที ก็คงไม่มีใครต้องขายหน้าแถวนี้หรอก” ยุนโฮพูด
แจ จุงได้แต่ถอนใจ เขารู้จักยุนโฮดี ถ้าลองจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ แต่สิ่งนั้นต้องไม่ขัดกับความคิดของคนเป็นแม่ ยกเว้นเรื่องเดียวที่แจจุงเห็นยุนโฮขัดกับแม่ของตัวเอง เรื่องที่เอาเขาเข้าไปอยู่ในบ้าน แต่เพราะเขาที่ไม่สามารถทนอยู่บ้านนั้นได้นาน เพราะคุณนายชองไม่เคยเอ็นดูเขาเลย มีแต่จะพูดจากถากถาง ทำร้ายเขาต่างๆนานา แต่เรื่องแค่นี้เขาทนได้เสมอ ถ้าไม่ใช่คำพูดคำนั้นของคุณนายชอง คำพูดที่ทำให้คนอย่างเขาต้องถอยออกมาจากยุนโฮ ถึงแม้ว่าเขาจะยังรักมากแค่ไหนก็ตาม
“คุณมีอะไรก็ว่ามา ผมต้องรีบเข้าไปทำงานต่อ” แจจุงพูดหลังจากที่ทรุดตัวนั่งฝั่งตรงข้ามกับร่างสูง ท่าทางเย็นชา ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาทำให้ยุนโฮทนไม่ได้ ความอัดอั้นเรื่องที่แจจุงมีผู้ชายคนใหม่ จึงทะลักทะลายออกมาเป็นคำพูดเผ็ดร้อน แทนที่จะเป็นคำพูดนุ่มนวลอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้แต่แรก
“รีบเข้าไปทำงาน หรือว่าจะรีบเข้าไปหาชู้คนใหม่กันแน่” ยุนโฮพูดพลางเหยียดริมฝีปากอย่างดูถูก
“ชู้ คุณหมายถึงใคร”
“ก็ ใครล่ะ ตอนแรกผมก็คิดว่าคุณคงทนไม่ได้ที่โดนแม่ผมดุด่าว่ากล่าวแรงๆ เลยทิ้งผมไป แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้ว ว่าคุณหนีผมมาเพราะคุณมีชู้ต่างหาก” แจจุงจ้องคนตรงหน้าสายตาแทบจะแผดเผาร่างสูงให้ลุกเป็นไฟ ก่อนจะค่อยๆสงบสติอารมณ์ไม่ระเบิดคำพูดเผ็ดร้อนที่มาอออยู่ที่ริมฝีปาก เพราะมันจะทำให้เรื่องยิ่งยืดเยื้อและยุ่งยากเข้าไปใหญ่
“ถ้าคุณจะมาหาเรื่อง ผมว่าเราคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ผมขอตัว”
“จะ รีบไปไหน หมอนั่นมันรอจนกระทั่งคุณหนีผมมาหามันได้ จะรอต่อไปอีกสักสองสามนาทีมันจะเป็นอะไรไป” ยุนโฮลุกขึ้นยืนเอื้อมมือไปฉุดรั้งร่างบางกลับเข้ามาก่อนที่จะหลุดพ้นฉากไม้ ออกไป
“ชองยุนโฮ รักษามารยาทหน่อย ที่นี่ไม่ใช่บริษัทของคุณ คุณจะมาวางอำนาจที่นี่ไม่ได้ ส่วนผมกับยูชอนจะเป็นอะไรกันมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ อย่างน้อยยูชอนเขาก็ไม่เคยทำให้ผมเสียใจ ไม่เหมือนกับคุณ” ยุนโฮกระชากร่างบางเข้ามากอด กระซิบเสียงเครียด
“ผมทำอะไรให้คุณ เสียใจ บอกผมมาสิ คุณไม่บอกแล้วผมจะรู้เรื่องได้ยังไง แน่จริงก็บอกมาตรงๆเลย หึ~ หรือจริงๆที่คุณเสียใจเป็นเพราะ แต่งงานกับผมแต่ผมกลับไม่เคยพาคุณไปเชิดหน้าชูตาที่ไหนใช่ไหม ไม่เหมือนไอ้หมอนั่น ที่มันเปิดร้านนี้ให้คุณ นี่ใช่ไหมที่คุณต้องการ ผมน่าจะเชื่อแม่ตั้งแต่แรกว่าคุณต้องการแต่สมบัติเท่านั้น”
~ เพียะ!!! ~
เสียง ฝ่ามือกระทบกับแก้มสากดังสั่น ทำให้บรรยากาศแสนสบายในร้านหยุดลงชั่วขณะ พร้อมๆกับบรรยากาศระหว่างคน2คนข้างหลังฉากก็เงียบไปด้วย แจจุงยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยแรงโกรธ เขาไม่เคยคิดเลยว่า ยุนโฮก็คิดกับเขาอย่างนี้เหมือนกัน เขาคิดว่ายุนโฮน่าจะเข้าใจเขามากว่านี้ แต่ไม่เลย ยุนโฮก็ยังเป็นยุนโฮที่อยู่ในอาณัติของแม่ตลอดเวลา
ตลอด เวลาที่รักกัน ยุนโฮเข้าใจเขามาตลอด เป็นคนที่คอยปกป้องเขาจากคนอื่นๆเสมอ วันนี้เขาก็รู้แล้วว่า เขาคิดผิด ยุนโฮเป็นผู้ใหญ่แต่ภายนอก แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในบ้าน เขาก็เป็นเด็กให้แม่จูงอย่างเคย และดูเหมือนตอนนี้ แม่ของยุนโฮคงจะใส่ร้ายอะไรเขาอีกมากมาย แจจุงไม่อยากรับรู้อีกแล้ว ไม่อยากเห็นหน้ายุนโฮอีกต่อไป ร่างบางหมุนตัวกลับโดยเร็ว แต่ก็ต้องชะงักเพราะเสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลัง
“ผม ขอ……ผมกำลังจะแต่งงาน” คำขอโทษถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอ กลายเป็นคำอื่นที่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงพูดมันออกมาตอนนี้และพูดเพื่อ อะไร โดยที่ไม่รู้ว่า คำๆนี้จากปากของเขา ทำร้ายแจจุงมากกว่าคำว่าร้ายใดๆที่เขาพูดมาทั้งหมดเสียอีก
“ยินดีด้วยนะ” แจจุงตอบ พยายามข่มเสียงตัวเองไม่ให้สั่น กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมา
“ถ้า ผมส่งบัตรเชิญให้คุณ คุณจะไปไหม” ยุนโฮถาม แจจุงรวบรวมสติและกำลังใจของตัวเองทั้งหมด ก่อนจะหันไปยิ้มด้วยรอยยิ้มที่สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อประกาศให้คนตรงหน้ารู้ว่า เขาไม่ได้แคร์อีกแล้วว่ายุนโฮจะทำอะไรกับใคร
“ไป สิครับ ผมจะชวนยูชอนไปร่วมยินดีในงานคุณด้วย อย่าลืมเขียนชื่อผมกับยูชอนคู่กันบนซองนะครับ ขอตัวก่อน” แจจุงโค้งนิดนึงเป็นเชิงลา ก่อนจะเดินตัวตรงออกจากฉากไม้ ทิ้งให้ร่างสูงทรุดตัวลงกับเก้าอี้อย่างหมดแรง
ยุนโฮไม่รู้ว่าตัว เองต้องการอะไร ทำไมจู่ๆถึงบอกเรื่องแต่งงาน ทั้งๆที่ตัวเองต้องการปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ แต่เหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับเขา ที่จะลองใจแจจุงละมั้ง ตอนแรกที่เขาก็คิดจะขอโทษกับสิ่งที่เขาทำลงไปทั้งหมด แต่จู่ๆความรู้สึกนึงมันก็เข้ามาแทนที่ ความรู้สึกไม่แน่ใจ เขาไม่แน่ใจว่าคำขอโทษของเขาจะมีค่าพอ ทำให้แจจุงเข้าใจ และกลับมาหาเขา
ทั้งๆ ที่รู้ว่าแจจุงมีคนอื่นอยู่ในใจ แต่เขาก็อยากจะลองอีกสักครั้ง อยากจะรู้ว่าแจจุงยังมีเยื่อใยเหลือให้เขาอีกไหม และแล้วเขาก็ได้คำตอบ คำตอบที่เจ็บปวดยิ่งกว่ารู้ว่าแจจุงหนีจากเขาไปตอนนั้นเสียอีก ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่า แจจุงไม่ได้รักเขาอีกแล้ว ผู้ชายคนนั้นเข้ามาแทนที่เขาได้แล้ว เขามันโง่เองที่ยังรักแจจุงอยู่ข้างเดียว ยุนโฮหัวเราะหยันๆให้ตัวเอง สักพัก ร่างสูงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตัวตรงออกจากร้านไป ทั้งๆที่ยังไม่ได้สั่งอาหารในร้านกินสักอย่าง ขับรถทะยานไปข้างหน้าอย่างรุนแรง ตามแรงอารมณ์ที่ไม่ปกติของตัวเอง
ท่าม กลางแดดร้อนจัดของเวลาเที่ยงวัน ทำให้คิมจุนซูรู้สึกเหนื่อยมากเป็นพิเศษ เพราะความจริงแล้ว คุณหนูจุนซูแทบจะไม่เคยเดินทางด้วยเท้าตัวเองไกลขนาดนี้เลย แถมยังต้องมาเดินกลางถนนซีเมนต์ ที่ระอุไปด้วยความร้อน ระยะทางไม่เกิน2กิโลเมตรตามที่ได้ยินยูชอนบอก ทำไมมันดูไกลกว่าที่เขาคาดเอาไว้
แต่ด้วยแรงทิฐิ และไม่เคยยอมใครทำให้คนตัวเล็กกัดฟันเดินต่อไปไม่เหลียวหลัง ทำให้ไม่รู้ว่า ร่างโปร่งที่เดินตามมาห่างๆส่ายหัวระอากับความมุทะลุของเขาไม่รู้กี่รอบต่อ กี่รอบ ยูชอนเดินตามหลังจุนซูมาเงียบๆโดยไม่พูดอะไร เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า คุณนักร้องจอมดื้อ จะเดินไปได้นานแค่ไหน เขากะว่าคงเดินไปได้ไม่เกิน 5-10นาทีก็คงจะเหนื่อยหมดแรง แต่นี่จุนซูก็เดินมาได้ตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ถึงจะเดินซวนเซไปบ้าง เพราะความร้อน แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ช่างเป็นคนที่รั้นหัวชนฝาจริงๆ
ไม่ นานนัก ร่างเล็กก็ทรุดลงนั่งยองๆกับพื้นอย่างอ่อนแรง จุนซูไม่มีแรงที่จะเดินต่อไปอีกแล้ว ทั้งหิวน้ำ ทั้งร้อน เหงื่อออกทั่วตัวเหนียวเหนอะหนะไปหมด ยิ่งร้อนก็ยิ่งหงุดหงิด แต่หนักไปทางอารมณ์เสียที่ตัวเองเดินไม่ทนมากกว่า คนตัวเล็กลืมเรื่องที่จะไปวีนชาวบ้านไปแล้วเรียบร้อย ตอนนี้เหลือแต่ความคิดที่อยากพักผ่อน อยากกินน้ำ อยากได้แอร์เย็นๆมาดับร้อนมากกว่า
แต่ก่อนที่จุนซูจะนั่งแปะลงไป กับพื้นซีเมนต์ร้อนๆ เงาของใครบางคนก็มาพาดทับบนตัวเขา แถมยังมีขวดน้ำ ที่เห็นได้ชัดว่ามันคงจะหมดความเย็นไปแล้ว เพราะไอน้ำที่เกาะอยู่เริ่มหายไปหมด จุนซูเงยหน้ามองขึ้นไป เจอกับใบหน้าเรียบเฉยของคนใจร้ายที่ทำให้เขาต้องเดินออกมาตกระกำลำบากอยู่ แบบนี้ ใบหน้าน่ารักที่ทั้งล้าและเหนื่อยอ่อนเชิดขึ้นทันทีอย่างถือดี
“ตามมาทำไม” จุนซูถามเสียงห้วน
“ตามมาดูคนเก่งไง ดูว่าจะเดินไปได้ถึงไหน” ยูชอนตอบ
“เอ๊ะ ครูกุ๊กไก่ ฉันยิ่งเหนื่อยๆอยู่ อย่ามากวนโมโหกันได้ไหม” จุนซูตวาดแว๊ด
“ยังมีแรงตะโกน ถ้างั้นก็คงไม่เหนื่อยเท่าไหร่ จะเดินต่อไหมล่ะ” ยูชอนยังมีอารมณ์กวนคนตัวเล็กต่อไป
“ไม่ เดินแล้ว เรื่องอะไรเหนื่อย เพราะครูกุ๊กไก่คนเดียว ทำให้ฉันโมโห ถ้าปล่อยให้เข้าไปตั้งแต่แรก ฉันก็ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้ด้วย” จุนซูพูดพลางดึงน้ำมาจากมือเรียวมาดื่มอย่างกระหาย
“คุณ เบาๆสิ เดี๋ยวก็สำลักหรอก ร้อนๆดื่มน้ำเร็วๆแบบนี้มันไม่ดีนะคุณ”
“ไม่ ต้องมาพูดเลย ถ้าครูกุ๊กไก่ไม่โยนฉันออกมานอกร้าน ป่านนี้ฉันก็ได้นั่งสบายๆอยู่ในร้านคุณแจจุงแล้ว” จุนซูหันมามองคนข้างๆตัวตาเขียว ตอนแรกว่าจะต่อว่ารุนแรงกว่านี้ แต่ยกโทษให้เพราะคนตัวโตกว่ากางร่มให้อย่างน้อยก็ไม่โดนแดดเผาเหมือน เมื่อกี้
“ก็ถ้าคุณไม่คิดจะวิ่งไปหาเรื่องคนอื่นเขา ผมจะจับคุณโยนออกมาไหม”
“ก็พวกนั้น..”
“หยุด เลย ไม่ต้องโทษคนอื่น หัดโทษตัวเองซะมั่ง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณดื้อคุณก็จะไม่ต้องมาเดินแบบนี้ ถ้าคุณหัดรู้จักควบคุมตัวเองไม่เอาแต่ใจเกินไป คุณก็ไม่ต้องมาเหนื่อยเดินแบบนี้ คนเราน่ะ ไม่ได้ทุกสิ่งตามที่ตัวเองต้องการเสมอไปหรอกนะ” ยูชอนดุ แต่คนอย่างคิมจุนซูมีหรือที่จะไม่เถียง
“ไม่จริง ฉันต้องการอะไร ฉันก็ต้องได้ทุกอย่าง ไม่เคยมีใครขัดใจฉันได้นะ”
“นั่น มันคนในครอบครัวคุณ เขารักคุณ สปอยล์คุณ มันก็เป็นเรื่องของครอบครัวคุณ แต่คนอื่นไม่ใช่ คุณจะมาใช้นิสัยอย่างนี้กับคนอื่นไม่ได้ เข้าใจไหม”
“ไม่เข้าใจ” จุนซูตอบเสียงดังฟังชัด
“ดี งั้นก็นั่งอยู่นี่ล่ะ ผมกลับล่ะ ผมไม่ชอบคุยกับคนเอาแต่ใจตัวเองเหมือนกัน” ยูชอนยัดร่มใส่มือเล็กเอาไว้ ทำท่าจะลุกขึ้นแต่มือเล็กก็ผวามาเกาะเอาไว้ก่อน
“อย่าเพิ่งไปสิ ก็ได้ๆๆ ฉันเข้าใจแล้ว ต่อไปจะไม่วีนแบบนี้อีกแล้ว พอใจยัง” จุนซูตอบงอนๆ จริงๆเขาก็รู้หรอกว่าเขาไม่ควรไปวีนคนอื่นแบบนั้น แต่ว่าเขาทำจนติดเป็นนิสัยนี่ แล้วก็คนอื่นๆรอบข้างก็ไม่เคยมีใครว่า เอ~ หรือว่าจะมีใครว่าแต่เขาไม่สนใจกันนะ ไม่รู้ล่ะ ก็คนอื่นไม่เคยว่าเขานี่ เพิ่งจะมีครูกุ๊กไก่นี่แหละ นอกจากจะไม่ตามใจแล้ว ยังขัดใจสารพัดหึ~!!!
“แน่ ใจนะ อย่ามาสักแต่ว่ารับปากแล้วไม่ทำล่ะ” คนตัวเล็กกว่าพยักหน้าหงึกหงัก2-3ทีเป็นเชิงยอมรับ ตอนนี้ก็ยอมๆไปก่อน พอเวลาลับหลังค่อยทำก็ได้ รู้จักคิมจุนซูน้อยไปซะแล้ว
“งั้นป่ะ” ยูชอนยื่นมือให้คนตัวเล็กจับ
“ไปไหนอ่ะ”
“กลับ ร้านไง หรือคุณจะนั่งอยู่ตรงนี้” จุนซูมองระยะทางจากที่เขานั่งพัก ไปถึงหลังร้านแจจุงก็ไกลพอสมควร นี่เขาบ้าเดินมาได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แล้วต้องเดินกลับไปเองอีก ตายดีกว่า
“ครูกุ๊กไก่พกเงินมาหรือเปล่า นั่งแท็กซี่กลับได้ไหม” จุนซูต่อรอง
“ไม่ ต้องเลย ใกล้แค่นี้ทำไมต้องนั่งแท็กซี่ด้วย ไปลุกขึ้น” ยูชอนฉุดคนตัวเล็กให้ยืนขึ้นมาจนได้ แต่คุณนักร้องก็ยังอิดออด แถมใช้กำปั้นทุบขาตัวเองไปมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
“ครูกุ๊กไก่ ฉันเดินไม่ไหวจริงๆนะ เมื่อยมากๆเลย แล้วก็เหนื่อยด้วย ให้ฉันเดินกลับไปทีอีกทีต้องตายแน่ๆ ไปแท็กซี่เหอะนะ” จุนซูออดอ้อน ให้เอาช้างมาฉุดเขาก็ไม่ยอมเดินไปหรอก เมื่อยจะตายชัก
“ทีเวลามาเดินมาได้ แล้วทำไมจะเดินกลับไปไม่ได้”
“โอ้ ย~ ก็ตอนนั้นมันโมโหนี่ คนโมโหทำอะไรก็ได้ทุกอย่างนั้นแหละ นะๆๆ ขึ้นรถเถอะนะ ฉันเดินไม่ไหวแล้วจริงๆน้า” ยูชอนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“งั้น เอางี้ ผมจะแบกคุณไปเอง ทางนี้แค่นี้นั่งแท็กซี่ทำไมให้เปลือง คุณนี่ไม่รู้จักประหยัดมั่งเลย” ยูชอนบ่น พลางย่อตัวลงหันหลังให้คนตัวเล็กกว่าขึ้น จุนซูยิ้มแก้มปริ ถึงแม้จะไม่มีแอร์เย็นๆๆ แต่ขี่หลังครูกุ๊กไก่ไปก็น่าจะดีกว่าเดินเองแหละน่า คนตัวเล็กค่อยๆปืนขึ้นไปอยู่บนหลังคนตัวโตกว่า ยูชอนค่อยๆลุกขึ้นยืน แต่ด้วยน้ำหนักตัวของคุณนักร้องทำให้ยูชอนเซไปบ้าง จุนซูตกใจรัดคอยูชอนซะแน่น
“โอ้ย~ คุณ จะฆ่าผมหรือไง ตัวหนักยังไม่พอ ยังจะรัดคอให้ตายอีกเหรอ”
~ ตุ๊บ!! ~
“ไอ้ครูกุ๊กไก่บ้า ใครตัวหนักกัน ก็ยืนให้มันดีๆสิ เซไปเซมันฉันกลัวตกอ่ะ”
“ก็ที่เซเพราะน้ำหนักคุณไม่ใช่หรือไง” ยูชอนเถียง
“คน ใจร้าย มาว่าเค้าตัวหนักได้ไง จุนซูกินขนมคุณแจจุงไป3ชิ้นเองนะ ไม่อ้วนเร็วขนาดนั้นสักหน่อย” จุนซูบ่นข้างหูคนตัวโตงุ้งงิ้ง เพราะความจริงเขาเป็นคนอ้วนง่าย กินนิดหน่อยก็อ้วนได้แล้ว ยังจะมาทำให้เสียความมั่นใจอีก เป็นนักร้องอ้วนแล้วมันบวมกล้องรู้ไหม ยูชอนอมยิ้มนิดๆ กับเสียบ่นของคุณนักร้อง
“ก็ได้ๆๆ ผมล้อเล่น คุณตัวเบาจะตาย พอใจหรือยัง ถือร่มกับขวดน้ำไว้ด้วยนะ” จุนซูยิ้มแป้น รับคำเสียงดังฟังชัด
“อื้ม ได้เลย ไปได้แล้ว” ยูชอนออกเดิน ทันทีเมื่อคนบนหลังพร้อม แต่ด้วยความร้อนของเวลากลางวันและบวกกับน้ำหนักที่ต้องแบกเอาไว้ ทำให้ร่างโปร่งเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา ทั้งๆที่เพิ่งเดินมาไม่นานเท่านั้น
“ครูกุ๊กไก่เหนื่อยเหรอ” จุนซูวางขวดน้ำไว้ระหว่างตัวของเขาและหลังของยูชอน ควักผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อให้ยูชอนเบาๆ
“อดทนหน่อยน้า อีกนิดเดียวก็จะถึงร้านคุณแจจจุงแล้วนะ”
“แทนที่คุณจะให้กำลังใจ ผมว่าคุณลงมาเดินเองดีไหม”
“ไม่ เอาอ่ะ ฉันเดินไม่ไหวแล้วน้า เอางี้ไหม เดี๋ยวฉันจะร้องเพลงให้ฟัง เป็นกำลังใจ ถ้าได้ฟังเพลงเพราะๆครูกุ๊กไก่อาจจะมีแรงเดินไปถึงไงดีไหม”
ยู ชอนไม่ตอบ ถึงจะตอบอะไรก็ไม่สน ก็เขาจะร้องซะอย่างใครจะทำไม เสียงเพลงรักหวานๆก็เริ่มดังขึ้นใกล้ๆหูของเขา ความจริงคิมจุนซูเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านร้องเพลงมากๆ แต่เสียอย่างเดียว เป็นคนเอาแต่ใจไปหน่อย อ้อ แถมไม่ค่อยมีความอดทนอีกต่างหาก เลยทำให้ไม่ค่อยมีงาน น่าเสียดายอยู่เหมือนกันถ้าพรสวรรค์นี้จะต้องถูกบดบัง เพราะความเอาแต่ใจของเจ้าตัว ยูชอนฟังเพลงจนเพลิน แทบไม่รู้ตัวเลยว่าเดินมาถึงหลังร้านแจจุงตั้งแต่เมื่อไหร่
ยูชอน แบกจุนซูเข้าไปจนถึงข้างในร้าน ก่อนจะวางคนตัวเล็กที่น้ำหนักไม่เล็กเท่าไหร่ลงให้ยืนเองกับพื้น จุนซูยิ้มให้อย่างน่ารัก พลางปัดเสื้อผ้าที่ยับย่นของยูชอนให้เข้าที่เข้าทาง อย่างเอาใจ ก็แหมครูกุ๊กไก่อุตส่าห์ใจดีให้ขี่หลังกลับมาตั้งนาน ต้องทำตัวดีๆๆสักหน่อย
“เดี๋ยวไปเอาน้ำเย็นๆมาให้นะ ในฐานะที่วันนี้ครูกุ๊กไก่ทำความดี แบกฉันกลับมาที่ร้าน” พูดจบคนตัวเล็กก็วิ่งเข้าไปข้างในห้องครัว รีบไปเอาน้ำเย็นๆมาให้ยูชอน
ยู ชอนได้แต่อมยิ้มตาม เวลาไม่ดื้อคุณนักร้องนี่ก็น่ารักดีเหมือนกัน ร่างโปร่งกำลังจะเดินตามคนตัวเล็กเข้าไปข้างใน แต่บังเอิญได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องครัว จึงเดินตามเสียงนั้นไป ไม่นานเขาก็พบกับร่างบางของเพื่อนสนิท ยืนพิงผนังห้องเก็บวัสดุร้องไห้อยู่คนเดียวเงียบๆ
“แจจุง เป็นอะไร” ยูชอนเดินเข้ามาใกล้ พลางรั้งแจจุงให้หันหน้ากลับมา แต่ร่างบางก็พยายามซ่อนน้ำตา ใช้มืดปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ
“เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร กลับมาแล้วเหรอคุณจุนซูล่ะ” แจจุงเปลี่ยนเรื่อง
“กลับ มาแล้ว จุนซูอยู่ในครัว ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง บอกมา ใครทำอะไรนาย หรือว่าหมอนั่นมาอีกแล้ว” ยูชอนถามตรงๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนเขาไม่ใช่คนเจ้าน้ำตา ถ้าไม่ใช่เรื่องของคนๆนั้นเพื่อนเขาไม่มีทางร้องไห้ขนาดนี้
“ยูชอน” แจจุงโผเข้ากอดยูชอนอย่างหาที่พึ่ง เขาไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ แต่เมื่อตอนนี้เขาแทบรับไม่ไหว เขาก็ควรจะร้องไห้ออกมาใช่ไหม
“ร้อง เถอะ ร้องให้พอ ไม่ว่านายจะต้องร้องอย่างนี้สักกี่ครั้ง แต่ฉันหวังว่าสักวันมันจะเป็นการร้องไห้ครั้งสุดท้ายสำหรับนายได้จริงๆสัก ที” ยูชอนลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมนุ่มละเอียดสีน้ำตาลอย่างอ่อนโยน ปลอบโยนเพื่อนให้คลายจากความเศร้า ถึงแม้ตอนนี้เขาจะยังไม่รู้ว่าแจจุงเจออะไรมา แต่เขาก็ไม่เซ้าซี้ถาม รอให้เพื่อนเขาสบายใจแล้วค่อยเล่าให้ฟังจะดีกว่า
“ครูกุ๊กไก่ อ้าว หายไปไหนแล้วเนี่ย เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลย ครูกุ๊กไก่ ครูกุ๊กไก่” คนตัวเล็กที่วิ่งไปเอาน้ำเย็นเจี๊ยบจากตู้เย็นมาเอาใจ มองซ้ายมองขวาหาตัวยูชอน แต่ก็ไม่พบ จุนซูตีหน้ายุ่ง อย่างขัดใจ
“หายไปไหนนะ คนอุตส่าห์จะทำตัวดีๆสักหน่อย หึ~ ไม่อยู่ก็ไม่ต้องกิน”
จุน ซูเดินกระแทกเท้าปังๆ แต่ใจจริงก็อยากจะหาคนตัวโตกว่าให้เจอ เพราะรู้ว่าคงจะเหนื่อยไม่น้อยที่แบกเขามาถึงที่นี่ ถึงปากจะบ่นแต่เท้าเล็กๆก็ยังคงเดินตามหายูชอนไปทั่ว จนกระทั่งถึงห้องเก็บวัสดุ จุนซูกำลังจะอ้าปากเรียกยูชอน แต่ภาพที่เห็นทำให้เจ้าตัวหุบปากสนิทอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากสีชมพูเม้มเป็นเส้นตรงอย่างขัดใจ ก่อนจะเดินหนีภาพตรงนั้นออกมาด้วยอารมณ์หงุดหงิดอย่างไม่รู้สาเหตุ
%%%%%%
TBC
อ่านให้สนุกนะคะ



พาร์ทนี้มาในชื่อใหม่ซะด้วย
เป็นฟิคเรื่องโปรดอีกเรื่องที่เรารอคอย
น้องจุนน่ารักค่ะ
บทน้องจะอ้อนนี่ ตายไปเลย
ชอบฉากขี่หลังอ่ะ
มันสื่ออะไรได้หลายๆอย่าง
แม้มิคจะไม่ค่อยตามใจ แต่ตอนให้ขี่หลังนี่
มันยังไงอยู่นะ อิอิ น้องก็เริ่มหวั่นไหวแล้วสิ
รออ่านนะไรเตอร์ สู้ สู้ จ้า
#1 By chebi (124.120.119.56) on 2010-08-04 08:34