Recommend

[Fic] ~ คนรับใช้ของจุนจัง ~ Part 17

posted on 23 Jun 2010 01:29 by kameryuichi  in servant

Part 17








หญิงสาวเดินมาสำรวจตัวเองที่ หน้ากระจก วันนี้เธอจะต้องเข้าไปเยี่ยมพี่ยูชอนให้ได้ หลังจากที่หลายวันมานี่ ไม่มีใครอนุญาตให้เธอเข้าไปในห้องพักเลยสักคน ทุกคนบอกแต่ว่าเขายังไม่ฟื้น แถมยังไม่ยอมให้เธอเข้าไปอีกด้วย น่าเจ็บใจนัก แต่วันนี้เธอต้องได้เข้าเยี่ยมแน่ๆ เพราะนางพยาบาลที่เธอจ้างไว้โทรมารายงานว่า พี่ยูชอนฟื้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ยังไงวันนี้เธอจะต้องเข้าไปหาเขาให้ได้ เมื่อแต่งตัวจนเป็นที่พอใจแล้ว ร่างบางเดินทางลงมาจากชั้นบนของคฤหาสน์ตระกูลคิม

เนื่องจากเกิด เหตุการณ์ลักพาตัวนักเรียนไป ทำให้โรงเรียนหยุดทำการเรียนการสอนชั่วคราว นักเรียนทุกคนถูกส่งกลับบ้านก่อนกำหนด ทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลาปิดเทอม ซึ่งความจริงเรื่องนี้ซอฮยอนไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก เนื่องจาก อีกไม่นานเธอก็จะจบจากโรงเรียนนี้อยู่แล้ว จะออกตอนนี้หรือออกตอนไหนก็เหมือนกัน

“ซอฮยอน นั่นหลานจะไปไหน” เสียงชายชราดังขึ้น ระหว่างที่เดินผ่านห้องรับแขก หญิงสาวชะงัก หันมายิ้มหวานให้กับชายชราที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก

“หลานจะไปเยี่ยมพี่ยูชอนค่ะคุณปู่” ซอฮยอนตอบ

“เขาฟื้นแล้วเหรอ เห็นหลายวันก่อนบอกว่ายังไม่ฟื้นนี่”

“ฟื้นแล้วค่ะ วันนี้หลานก็เลยจะไปเยี่ยมพี่เขา หลานขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบก็หมุนตัวเตรียมเดินต่อไปทันที

“เดี๋ยวสิ” เจ้าสัวคิมเรียกเอาไว้ก่อน ทำให้ซอฮยอนหันกลับมามอง

“ปู่ จะไปด้วย ปู่มีเรื่องจะปรึกษายูชอนเขา” เจ้าสัวคิมลุกขึ้นจากโซฟา เดินนำร่างบางไปยังประตูหน้า เพื่อขึ้นรถคันที่เข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านรออยู่นานแล้ว ซอฮยอนค่อนข้างไม่พอใจที่เจ้าสัวคิมขอตามไปด้วย เพราะว่าจะทำให้เธอทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก แต่ข้อดีอย่างนึงก็คือ ถ้ามีเจ้าสัวคิมไปด้วย พวกนั้นก็คงขวางไม่ให้เธอเข้าไปเยี่ยมพี่ยูชอนไม่ได้ ซอฮยอนยิ้มก่อนจะเดินตามเจ้าสัวคิมขึ้นรถออกไปด้วยกัน


ยูชอนนั่ง มองออกไปนอกระเบียงห้องพักคนไข้ ทั้งที่ใจเขาโลดแล่นออกไปจนถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่ว่าร่างกายของเขากลับไม่เป็นอย่างนั้น มันยังคงอ่อนแรงจากการผ่าตัด และยังต้องการเวลาฟื้นตัวอีก2-3วันอย่างที่หมอบอก เมื่อเช้าตอนที่นายแพทย์เจ้าของไข้เข้ามาตรวจอาการ ชายหนุ่มมองอย่างมีความหวัง เผื่อว่าหมอจะอนุญาตให้เขากลับบ้านได้เลยตั้งแต่วันนี้ แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะผลจากการที่เขาเสียเลือดมาก จึงทำให้เขาต้องพักจนกว่าร่างกายจะฟื้นตัว

ยูชอนถอนใจอย่างหนัก หน่วง เขาเบื่อที่จะต้องรอคอยข่าวคราวจากทุกคน ป่านนี้จุนซูจะเป็นยังไงบ้าง จะร้องไห้หนักขนาดไหน จะมีใครทำร้ายร่างกายจุนซูหรือเปล่า แค่คิดถึงตรงนี้ภาพที่ชีวอนต่อยท้องจุนซูก็ผุดขึ้นมาทันที ถ้าจุนซูของเขาเป็นอะไรแม้แต่น้อย เขาจะไม่ปล่อยชเวชีวอนแน่ๆ เสียงประตูห้องพักดังขึ้น ยูชอนหันไปมอง สักพักเขาก็เห็นร่างแบบบางของซอฮยอนเดินเข้ามาก่อน

“พี่ยูชอนคะ เป็นยังไงบ้างคะ ฉันพยายามจะเข้ามาเยี่ยมพี่หลายวันแล้ว แต่ว่าคนอื่นๆกลับกันไม่ให้ฉันเข้ามาค่ะ” ซอฮยอนปราดเข้ามาเกะเตียงทันทีที่เห็นหน้าชายหนุ่มที่หลงรัก

“พี่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ขอบคุณที่เป็นห่วง” ยูชอนตอบ ก่อนจะหันไปทำความเคารพชายชราที่เดินตามมาด้านหลัง

“สวัสดีครับคุณปู่”

“อืม เป็นยังไงบ้าง” เจ้าสัวคิมเดินไปใกล้เตียงคนป่วย ทำให้ซอฮยอนจำเป็นต้องหลบไปทางอื่น ทั้งๆที่ไม่อยากจะขยับออกห่างชายหนุ่มแม้แต่น้อย ท่าทางแบบนั้นทำให้ยูฮวานที่เพิ่งเดินตามเข้ามาเบะปากอย่างหมั่นไส้ นี่ถ้าไม่ติดว่าวันนี้เจ้าสัวคิมมาด้วย รับรองว่ายัยง่อยนี่ไม่ได้เข้ามาในนี้แน่นอน

“ไม่เป็นไรมากครับคุณปู่ อีกไม่กี่วันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว” ยูชอนตอบ

“ไม่ เป็นไรได้ไงคะ ฉันได้ข่าวว่าพี่ถูกยิงนะคะ พี่จะมาบอกว่าไม่เป็นไรได้ยังไง อย่างนี้มันต้องแจ้งตำรวจนะคะ จับเข้าคุกซะให้เข็ด” ซอฮยอนรีบบอกทันที

“ซอฮยอน ออกไปรอข้างนอกก่อนไป ปู่มีเรื่องจะคุยกับยูชอน” เจ้าสัวคิมหันไปพูดกับหลานบุญธรรมด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ

“แต่ ว่า หลานเพิ่งจะได้เข้ามาเยี่ยมพี่ยูชอนแป๊บเดียวเองนะคะ” ซอฮยอนประท้วง ก็เธอเพิ่งได้เจอหน้าเขา หลังจากที่ไม่ได้เจอมาตั้งหลายวัน กว่าจะเข้ามาในนี้ได้ก็แทบแย่ แล้วจู่ๆจะมาให้เธอออกไปทั้งอย่างนี้น่ะเหรอ

“ซอฮยอนอย่าดื้อกับปู่” เจ้าสัวคิมลงเสียงหนัก เหมือนกันที่เคยทำเวลาเด็กหญิงซอฮยอนออกอาการดื้อ

“แต่ว่า..” ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะตอบอะไร ยูฮวานที่ยืนฟังอยู่นานก็เดินมาคว้าหมับเขาที่แขน

“เชิญ คุณปู่ตามสบายเถอะครับ ส่วนยัย..เอ๊ยซอฮยอนผมจะพาออกไปข้างนอกเอง” พูดจบยูฮวานก็ออกแรงดึงหญิงสาวที่พยายามขืนตัวสุดฤทธิ์ให้ออกไปข้างนอกด้วย กันจนได้

“ฉันขอโทษด้วยนะ ที่หลานสาวของฉันมาสร้างความลำบากใจให้เธออีกแล้ว” ชายชราตอบอย่างอ่อนใจ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าซอฮยอนรักยูชอนมากแค่ไหน ก็ต้องโทษเขาเองที่ไปพรากคนที่รักมาจากหลานสาว

“ไม่เป็นครับคุณปู่ ซอฮยอนก็เหมือนน้องสาวของผม ผมดูแลเธอเท่าที่จะทำได้ แต่ว่า...” ยูชอนเงียบไปสักพัก

“ผม ขอโทษครับ ที่ผมไม่สามารถดูแลจุนซูตามที่ผมเคยให้สัญญาไว้กับคุณปู่ได้ ผมผิดเองที่ประมาท ทำให้จุนซูหายตัวไปแบบนี้” ยูชอนกล่าวอย่างยอมรับผิด

“ฉันเข้าใจ เธอทำดีที่สุดแล้ว” ท่านเจ้าสัวเอ่ยขึ้น

“แต่มันเป็นเพราะผม ถ้าผมไม่ชะล่าใจ จุนซูคงไม่โดนจับไปแบบนี้”

เจ้า สัวคิมวางมือเหี่ยวย่นไว้ที่ไหล่ของชายหนุ่ม ตบเบาๆเป็นการปลอบใจ เขาไม่โทษใครเลยสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเขาเองก็มีส่วนผิด ที่ตัดสินใจให้ซอฮยอนถอนหมั้น ทั้งๆที่รู้ว่าหลานสาวเขารักผู้ชายคนนี้มากแค่ไหน แต่เขาก็จำเป็นต้องทำ เพราะเขาไม่เคยให้อะไรกับหลานแท้ๆของเขาเลย เขาจึงตัดสินใจยกมรดกส่วนใหญ่ให้กับจุนซูซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ และขอร้องให้ยูชอนช่วยดูแลจุนซูอยู่ห่างๆตั้งแต่สองปีที่แล้ว

จนใน ที่สุดเขาก็แน่ใจว่า ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้มีใจให้กับหลานสาวบุญธรรมของเขา แต่กลับมีใจให้หลานชายมากกว่า เรื่องของความรักใครก็ห้ามกันไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจถอนหมั้นซอฮยอน แม้ว่าหลานสาวของเขาจะเสียใจมากแค่ไหนก็ตาม เขาคิดไปเองว่าคนหัวอ่อนอย่างหลานสาวเขาคงเข้าใจเรื่องนี้ดี

แต่เขา ก็คิดผิด เขาผิดเองที่คิดว่าความรักที่เขาให้กับซอฮยอนมันเพียงพอแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เลย เขาเป็นคนทำให้หลานสาวที่เรียบร้อยอ่อนหวาน กลายเป็นคนแข็งกระด้าง เพราะเขาแท้ๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าความผิดหวังสามารถทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ซอฮยอนก็เหมือนกัน มันทำให้เขาอึ้งจนพูดไม่ออก เมื่อได้รับรายงานต่างๆ เขาแทบทรุดไปกับพื้น เมื่อรู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆเป็นฝีมือของซอฮยอน เพราะแรงโกรธเกลียดที่มีต่อเขา ที่เขาแย่งคนที่เธอรักไป แต่กรรมทุกอย่างกลับไปตกที่จุนซู

“คุณปู่” ยูชอนเอื้อมมือจับมือเหี่ยวย่นของชายชราเอาไว้ เมื่อรู้สึกได้ถึงความสั่นเทาของมือเหี่ยวย่นที่วางที่บ่าของเขาอยู่

“ฉัน รู้ ฉันเป็นคนก่อเรื่องพวกนี้ขึ้นมา มันเลยทำให้ฉันไม่สามารถจัดการอะไรให้เด็ดขาดไปได้ ที่ฉันมาวันนี้ ฉันมีเรื่องจะพูดกับเธอ” ท่านเจ้าสัวคิมกล่าวออกมาในที่สุด

“ครับ มีอะไรครับคุณปู่” ยูชอนตั้งใจฟัง

“ฉัน อยากให้เธอยกโทษให้ซอฮยอน เธอรู้จักเขาดี จริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนร้ายกาจอะไร แต่เพราะฉันเองเขาถึงเปลี่ยนไป ฉันเป็นคนทำลายความหวังของเขา”

“ผม เข้าใจครับคุณปู่ แต่เรื่องนี้มันใหญ่มากนะครับ ผมเพียงคนเดียวคงไม่สามารถยกโทษให้เธอได้ เพราะคนที่มีผลกระทบกับเรื่องนี้โดยตรงไม่ใช่ผม แต่เป็นจุนซูต่างหากนะครับ คุณปู่ควรจะพูดเรื่องนี้กับจุนซูด้วยตัวเองมากกว่าครับ”

“นั่นสินะ ฉันควรจะต้องพบหลานฉันสักหน่อย แต่ฉันก็ไม่เคยกล้าไปพบเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ฉันกลัวว่าเขาจะโกรธเกลียดฉันที่ไม่เคยดูดำดูดีครอบครัวเขาเลย แถมตอนนี้ยังมาขอให้ยกโทษให้หลานสาวนอกไส้อีก ทั้งๆที่เธอทำกับเขาไว้มาก” ชายชรามีสีหน้าเศร้าสร้อยจนยูชอนอดสงสารไม่ได้

“คุณปู่ครับ จุนซูไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ครับ จุนซูมีเหตุผลมากพอที่จะตัดสินใจเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเองได้ ผมว่าเรื่องนี้รอให้ช่วยจุนซูกลับมาก่อนนะครับ แล้วเราค่อยคุยกัน” ยูชอนปลอบใจ เจ้าสัวคิมคลี่ยิ้มบางๆ ให้กับชายหนุ่ม เขาคงคิดไม่ผิดใช่ไหม ที่ตัดสินใจส่งหลานของเขาให้ชายหนุ่มผู้นี้ดูแล

“ขอบใจมากนะ ขอให้หายเร็วๆ แล้วพาจุนซูกลับมาหาฉันให้ได้นะ ฉันอยากเจอหน้าหลานสักครั้ง”

“ครับ” ยูชอนรับปาก เจ้าสัวคิมพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องพักคนป่วย


“คุณ ปู่คะ คุณปู่คุยอะไรกับพี่ยูชอนตั้งนาน เสร็จธุระแล้วใช่ไหมคะ หลานจะได้เข้าไปคุยกับพี่ยูชอนบ้าง” ซอฮยอนรีบวิ่งไปหาเจ้าสัวคิมทันทีเมื่อประตูเปิดออก ตั้งแต่ออกมาเธอถูกกันเอาไว้ให้ห่างประตูมากที่สุด แล้วคนที่คอยขัดขวางเธอตลอดเวลาก็คือน้องชายของพี่ยูชอน เจ้ายูฮวานจอมแสบ

“อืม ปู่คุยเสร็จแล้ว เราก็กลับกันได้แล้วซอฮยอน” หญิงสาวมองหน้าชายชรานิ่ง

“อะไรกันคะ ก็หลานยังไม่ได้คุยกับพี่ยูชอนเลยนี่คะ”

“ยู ชอนยังไม่หายดี ต้องการพักผ่อน เรากลับกันก่อนเถอะ” เจ้าสัวคิมพูดจบก็ออกเดินไปรอที่ลิฟท์ก่อน เหมือนเป็นคำสั่งให้ซอฮยอนทำตามอยู่กลายๆ

“ไม่ได้ยินที่คุณปู่พูด หรือไงซอฮยอน พี่ชายฉันยังไม่หายดี เธอกลับไปซะก่อนเถอะ” ยูฮวานสำทับ ทำให้หญิงสาวโกรธมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะต่อหน้าคุณปู่ เธอไม่กล้าทำอะไรมากมาย ได้แต่เข่นเคี้ยวอยู่อย่างนั้น ก่อนจะเดินตามเจ้าสัวคิมไปที่ลิฟท์

“เหอะ คนอะไรหน้าด้านชะมัด ทำให้เพื่อนฉันหายไปทั้งคน ยังมายืนตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ได้” ยูฮวานบ่นขณะที่เดินกลับเข้ามาในห้องคนไข้

“อะไรกันยูฮวาน”

“ก็ ยัยซอฮยอนน่ะสิ เมื่อกี้ผมถามว่าเอาตัวจุนซูไปไว้ที่ไหน แม่นั่นก็ตีหน้าใสซื่อ ไม่ยอมบอกว่าจุนซูอยู่ที่ไหน บอกแต่ว่าไม่รู้ๆๆเท่านั้น น่าจับหักคอจริงๆเลย” ยูฮวานพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

“เขาอาจจะไม่รู้จริงๆก็ได้”

“จะไม่รู้ได้ยังไง ก็ในเมื่อชีวอนเป็นคนของตัวเอง ถ้าตัวเองไม่สั่งแล้วใครจะสั่ง”

“ไว้ พี่ออกจาโรงพยาบาลได้ก่อน พี่จะไปช่วยหาอีกแรง ให้ตายสิไอ้แผลนี่ก็เมื่อไหร่จะหายสักทีนะ” จู่ๆยูชอนก็เปลี่ยนอารมณ์ขึ้นมากะทันหัน เพราะทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ช่วงนี้ยูชอนจึงอารมณ์ไม่ค่อยคงที่นัก

“ใจเย็นๆฮะพี่” ยูฮวานเข้ามาปลอบพี่ชาย เมื่อเห็นว่าพี่ชายเริ่มมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว

“จะให้ใจเย็นได้ยังไงกัน พี่เป็นห่วงจุนซูแค่ไหนเราก็รู้ไม่ใช่เหรอ”

“ผมรู้ นี่พวกชางมินก็ตามหากันอยู่ ผมว่าอีกไม่นานเราต้องเจออะไรแน่ๆ”

“แล้ว เมื่อไหร่ วันนี้ไม่เห็นมีใครเข้ามาบอกหรือโทรมารายงานเลยว่าได้เรื่องอะไรบ้าง” ยูชอนมองไปที่โทรศัพท์ด้วยสายตากังวล จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่มีใครโทรมารายงานความคืบหน้าอะไรสักอย่าง

“ถ้าได้เรื่องยังไงเขาก็คงโทรมาเองแหละพี่ใจเย็นๆนะ” ยูชอนได้แต่ฮึดฮัด ที่ไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง


ทาง ด้านชางมิน ยุนโฮ และซึงรีก็นั่งปรึกษางานกันเงียบๆ เพราะพวกเขาได้รับรางงานจากสายที่สั่งให้มาคอยเฝ้าดูเหตุการณ์แถวโรงแรมชี วอนว่า วันนี้จะมีคนมารับเอกสารไปส่งให้ชีวอนตอนประมาณบ่าย2โมง ทุกคนจึงมารวมตัวกันที่ร้านอาหารใกล้ๆกับโรงแรมของชีวอน

“ซึงรี คุณพาคนไปซุ่มรอที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามนะ พยายามอย่าให้มันคลาดสายตาได้ ส่วนผมจะรออยู่ทางนี้ แล้วยุนโฮจะไปดักทางออกอีกทางด้านหลัง ถ้าหากว่ามันแยกตัวอีกล่ะก็ คราวนี้คงไม่มีทางหนีได้พ้นหรอก” ชางมินชี้นิ้วไปตามแผนผังตรอกซอกซอยต่างๆรอบๆโรงแรมของชีวอน เขาวางกำลังไว้ทุกจุดแล้ว ต่อให้มีปีกก็บินหนีไปไม่ได้ วันนี้พวกเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าชีวอนพักอยู่ที่ไหน

“อืม ผมเข้าใจแล้ว ถ้าเจอมันจะให้เราทำยังไง จัดการจับมันเลยดีไหม” ซึงรีถาม เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจ

“ไม่ อย่าทำพิรุธให้มันรู้ตัวว่าเราตาม สั่งคนของคุณให้แยกกันเป็นจุดๆ ห่างๆกัน และตามมันไปเป็นทอดๆ มันจะได้ไม่สงสัย” ยุนโฮตอบ

“แล้วถ้ามันไม่เดินมาตามทางที่พวกเราวางคนเอาไว้ล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นมันก็ต้องบินข้ามหัวพวกเราไปแล้ว ทางออกทุกทางถูกเราวางคนคอยติดตามไว้หมด คราวนี้รับรองไม่มีพลาด” ชางมินตอบอย่างมั่นใจ

“แต่ เท่าที่ผมทำงานกับชีวอนมาพักนึง เขาไม่ใช่คนโง่ ชีวอนฉลาดพอตัว ไม่งั้นคงไม่หาทางเอาผมเข้าไปอยู่ในโรงเรียนได้หรอก” ซึงรีพูดทำให้ชายหนุ่มทั้งสองคนมีสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก

“งั้นเราก็คงต้องเสี่ยงดู ถ้าวันนี้พลาด เราคงจะต้องหาวิธีใหม่อีก” เสียงเครื่องมือสื่อสารระยะสั้นดังขึ้น ชางมินรีบกดรับทันที

“ว่า ไง อืม ได้จะไปเดี๋ยวนี้” ชางมินกดปิดเครื่อง หันมาพยักหน้ากับเพื่อนร่วมโต๊ะ ทุกคนต่างเข้าใจดีทั้งสามรีบแยกย้ายกันไปประจำตามจุดต่างๆที่ได้ตกลงกันไว้


หลังจากที่ซุ่มรออยู่ได้สักพัก ซึงรีก็เห็นชายคนที่น่าจะเป็นคนส่งเอกสารของชีวอน ชายคนนั้นกำลังเดินออกมาที่หน้าตึก ร่างสันทัดเดินออกมาอย่างมั่นใจ ไม่มีการมองซ้ายมองขวาให้เกิดพิรุธ ในมือถือกระเป๋าเอกสารขนาดกะทัดรัด ซึงรีกดปุ่มที่ข้างหูเพื่อเปิดการติดต่อสั่งให้คนของเขาที่ซุ่มอยู่ใกล้ที่ สุดตามคนนั้นไปอย่างให้คลาดสายตา ส่วนตัวเองก็รอสักพักค่อยตามไปเพื่อไม่ให้คนๆนั้นสังเกตเห็น

“ซึงรี มันออกมาแล้ว ผมกำลังจะให้คนตามไป” เสียงจากยุนโฮที่อยู่ทางออกอีกด้านนึงทำให้ซึงรีต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน

“เดี๋ยว คุณว่าอะไรนะ” ซึงรีย้ำถามอีกครั้ง

“ก็ คนที่มาส่งเอกสารไง มันออกมาทางนี้แล้ว ผมกำลังให้คนตามไป อีกสักพักผมจะตามไปเหมือนกัน” ยุนโฮย้ำมาอีกครั้ง ซึงรีรีบผุดลุกอย่างรวดเร็ว รีบเดินตามชายคนนั้นและคนของเขาไปทันที มือก็กดสัญญาณติดต่อกับชางมิน

“คุณชางมิน ทางคุณมีอะไรผิดปกติบ้างไหม”

“ตอนนี้ผมกำลังตามคนส่งเอกสารไปอยู่” เสียงตอบจากชางมินทำให้ซึงรีสบถออกมาดังๆ

“เขาแต่งตัวยังไง เสื้อแจ็คเก็ตสีขาวมีลายข้างหลังเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนตราบริษัทอะไรสักอย่างใช่ไหม” ซึงรีรีบถาม

“ใช่ คุณรู้ได้ยังไง” ชางมินถามกลับมาอย่างสงสัย ซึงรีกดเปิดสัญญาณติดต่อกับหลายคน เพื่อเรียกให้ยุนโฮเข้ามาฟังด้วย

“พวก คุณฟังให้ดีนะ มันเล่นเราแล้ว ตอนนี้มันส่งคนสามคนแต่งตัวเหมือนกัน เดินออกจากโรงแรมในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย แล้วผมก็ไม่คิดว่าจะมีแค่3คน มันน่าจะมีมากกว่านี้ แต่ปัญหาก็คือ ใครเป็นคนส่งเอกสารตัวจริง” ซึงรีอธิบาย ทำให้สองหนุ่มที่กำลังเดินตามคนส่งเอกสารไปหยุดชะงัก

“ให้ตายสิ เราก็มัวคิดแต่ว่ามันจะสลับกันกลางทาง ไม่ได้นึกว่ามันจะออกมาทุกทางอย่างนี้” ยุนโฮพูดอย่างหัวเสีย

“ถ้างั้นเราก็ตามมันทุกคนนั่นแหละ สั่งให้คนของเราตามทุกคนที่แต่งตัวแบบนี้ไป” ชางมินเสนอ

“โอ เค” ทุกรับคำพร้อมกัน ก่อนจะกดเปลี่ยนช่องสัญญาเพื่อติดต่อกับคนของตัวเอง แล้วรีบตามคนส่งเอกสารไปโดยเร็ว แต่หลังจากที่พวกเขาออกจากจุดดักซุ่มได้ไม่นาน ก็มีชายแต่งตัวด้วยสูทอย่างนักธุรกิจทั่วไปเดินออกมาจากหน้าโรงแรมพร้อม กระเป๋าเอกสาร เดินไปขึ้นรถที่มาจอดรออยู่แล้ว และรถก็เคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครทันสังเกต เพราะทุกคนมัวแต่มุ่งไปยังคนที่ส่งเอกสารที่ออกมาตตั้งแต่แรก



ใน ที่สุดพวกเขาก็ต้องคว้าน้ำเหลวกลับมา เมื่อตามจนไปถึงที่สุดและจับตัวชายทั้ง3คนได้ แต่กลับไม่มีอะไรในกระเป๋าเอกสารสักอย่าง ทั้งหมดถูกแผนลวงของชีวอนกับทุกคน ซึงรีกลับมาที่ออฟฟิศของฮยอกแจอย่างหัวเสีย เท่ากับวันนี้เขาเสียเวลาเปล่าๆไปทั้งวัน

“ว่าไง หน้าบูดมาเชียว” ฮยอกแจถามเพื่อนซี้

“จะ ไม่ให้บูดได้ไง วันนี้ก็ไม่ได้เรื่องอีกแล้ว ว่าแต่แกเหอะ ที่ฉันให้ไปสืบนี่ได้เรื่องอะไรบ้างไหม” ซึงรีหันไปรับกระป๋องเบียร์จากเพื่อนมาดื่ม ฮยอกแจยักไหล่ ก็ขนาดซึงรีลงมือเองยังไม่ได้เรื่องเลย แล้วไอ้นักสืบกระจอกๆอย่างลูกน้องเขานี่มันจะหาเจอไหมล่ะ

“ให้ตายสิ นี่มันก็หลายวันแล้วนะ ไอ้บ้านั่นมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันแน่” ซึงรีบพูดหลังจากกินเบียร์เข้าไปอึกใหญ่

“แล้วทำไมแกไม่ถามแฟนแกล่ะ เขาเป็นน้องชายของไอ้หมอนั่นไม่ใช่เหรอ”

“ใครแฟนฉัน”

“อ้าว ก็หนุ่มน้อยหน้ากลมแป้นสุดน่ารักนั่งไง โห~ เดี๋ยวนี้มีแฟนรวยทำเป็นปิดเพื่อน” ฮยอกแจทำสีหน้าทะเล้นอย่าล้อเลียนใส่เพื่อน

“เขาไม่ได้เป็นแฟนฉันสักหน่อย แกอย่ามาพูดพล่อยๆ”

“ไม่ ได้เป็นแล้วไอ้ที่เทียวไปเทียวมาหาแกอยู่ประจำนี่เรียกอะไร โธ่อย่ามาฟอร์มหน่อยเลยเพื่อน ฉันรู้นะว่าแกชอบเขา แล้วเขาก็ชอบแก ยังจะมามัวเก๊กอยู่ทำไมวะ” ฮยอกแจกระเซ้าเหย้าแหย่ซึงรี ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเพื่อนเขามีใจให้หนุ่มน้อยนั่นขนาดไหน แต่ซึงรีเป็นพวกปากแข็ง มันต้องจี้ให้ติดเอาแบบดิ้นไม่หลุดนั่นแหละถึงจะยอมรับ

“ฉันไมได้ เป็นอะไรกับเขา ไม่ได้รักไม่ได้ชอบแกอย่างมายัดเยียดหน่อยเลยน่า” ซึงรีตอบด้วยท่าทีทำเป็นหงุดหงิดรำคาญกลบเกลื่อนร่องรอยเคอะเขินของตัวเอง ที่จู่ๆก็โดนเพื่อนจับได้ ไอ้ทีเรื่องสำคัญให้ไปสืบมันไม่เคยสืบได้สักอย่าง ทีเรื่องแบบนี้ล่ะถนัดนัก มิน่าใครๆถึงได้มาจ้างสำนักงานมันให้สืบแต่เรื่องสามีมีเมียน้อย ซึงรีกำลังจะหันไปจิบเบียร์อีกครั้งก็ต้องชะงัก เพราะคนที่เขาพูดถึงเมื่อกี้ กำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูพอดี

“จียง” ซึงรีพูดเสียงเบา

“เอ่อ~ คือ ฉันแค่แวะเอาของมาให้ ไม่มีอะไรหรอก ฉันไปก่อนนะ” จียงวางถุงกระดาษอย่างดีที่ใส่ของใช้และอาหารทำเองเอาไว้เพราะรู้ว่าซึงรี ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วตั้งแต่จุนซูหายตัวไป เขาก็เลยเอาของมาให้ที่นี่ประจำ แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า จะมาได้ยินเรื่องนี้กับหู จียงรีบสาวเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อกลับไปที่รถ ไม่สนใจเสียงเรียกของซึงรีเลยแม้แต่น้อย

“จียง จียง โธ่เว้ย~” ซึงรีรีบวิ่งออกมาแต่ก็ไม่ทันซะแล้ว เพราะตอนนี้จียงขึ้นรถขับออกไปก่อนหน้าเขาเพียงนิดเดียว ซึงรีสบถอย่างหัวเสีย นี่มันวันอะไรกันวะ ทำงานก็ไม่สำเร็จ แถมเจ้าหน้ากลมยังมาได้ยินจังหวะเหมาะอีก โอ้ย~กลุ้มโว้ย

“เฮ้ย จียงล่ะ ไปแล้วเหรอ” ฮยอกแจวิ่งตามออกมาถามเพื่อนที่ยืนหน้าบูดอยู่ข้างถนน

“เออ พอใจยัง ไม่รู้จะถามหาสวรรค์วิมานอะไร อยู่เงียบๆก็ไม่มีใครเขาว่าแกเป็นใบ้หรอก ไอ้งานที่ให้ทำน่ะทำไม่เคยได้ แต่ไอ้เรื่องหาเสี้ยนนี่เก่งนัก” ซึงรีหันมาด่าเพื่อนก่อนจะเดินเข้าไปในสำนักงานอย่างหงุดหงิด

“อ้าว อะไรวะ ก็ตัวเองปากแข็งเองนี่หว่า ใครจะไปรู้ว่าพ่อหนุ่มน้อยจะมาตอนนั้น ซวยอีกกู” ฮยอกแจได้แต่ยืนเกาหัวอยู่ตรงนั้น


เมื่อ ถึงเวลาหลังอาหารเย็น จุนซูก็นั่งคอยอย่างใจจดจ่อรอคอยเวลาที่ชีวอนจะเข้ามาตอบคำถามของเขาตาม สัญญา วันนี้เป็นวันแรกที่เขาจะถามคำถามอย่างจริงจัง จุนซูคิดมาทั้งวันว่าวันนี้เขาจะถามอะไรก่อน สักพักเขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตูร่างสูงของชีวอนก็ก้าวเข้ามาในห้องของเขา ชีวอนยิ้มอย่างอารมณ์ดี เมื่อได้รับการรายงานจากคนที่ดูแลผู้ร่วมชะตากรรมของเขาว่า กินอาหารได้เยอะกว่าทุกครั้ง แต่ว่าก็ยังไม่หมด คงเป็นเพราะกระเพาะไม่ได้รับอาหารมานาน แค่แต่นี้เขาก็พอใจมากแล้ว

“ว่าไงครับ แขกของผม วันนี้ทานข้าวหมดหรือเปล่าครับ” ชีวอนทัก ก่อนจะนั่งลงที่โซฟาด้วยท่าทีสบายๆ

“แขกหรอกครับ ผมว่าผมเป็นเชลย เป็นนักโทษของคุณมากกว่า” จุนซูตอบ

“อย่าคิดมากอย่างนั้นสิครับ ผมไม่ได้คิดเอาตัวคุณมาเชลยหรือนักโทษอย่างที่คุณว่าสักหน่อย คิดว่าผมพาคุณมาพักผ่อนก็แล้วกัน”

“มาพักผ่อน แล้วทำไมต้องให้คนคุมผมตลอดเวลาด้วยล่ะครับ”

“นี่ ถือว่าเป็นคำถามของคุณหรือเปล่าครับ” จุนซูรีบเอามือปิดปากทันที ใบหน้าน่ารักที่เริ่มจะมีเลือดฝาดเพราะยอมทานอาหารและพักผ่อนตามที่หมอสั่ง ทำคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ก่อนจะตอบคำถามของเขา

“นี่ไม่ใช่คำถามนะครับ แค่คำพูดคุยธรรมดาเท่านั้นเอง” จุนซูตอบ ชีวอนหัวเราะน้อยๆ

“ก็ได้ครับ งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีไหม วันนี้คุณทานข้าวได้เยอะขึ้น ผมจะตอบคำถามของคุณมากขึ้นกว่าเมื่อวานก็ได้”

“จริงเหรอครับ” ชีวอนพยักหน้า

“งั้นผมขอถามคำถามเลยนะครับ”

“เชิญ”

“ทำไม คุณต้องทำแบบนี้ด้วยครับ” จุนซูถามสิ่งที่เขาสงสัยมานาน เขาไม่เข้าใจเลยว่า เขากับชเวชีวอนมีเรื่องขัดแย้งกันตั้งแต่ชาติไหน ทำไมถึงได้ตามมารังควาญเขานัก

“ผมจะตอบยังไงดีล่ะ” ชีวอนเงียบไปสักพักนึง ก่อนจะหันมาถามคำถามคนตรงหน้าแทน

“ถ้า ผมจะบอกว่าสิ่งที่ผมทำไปทั้งหมด ผมทำไปอย่างนั้นเองคุณจะเชื่อผมไหมล่ะ” ชีวอนยิ้ม จุนซูขมวดคิ้ว จากที่งงอยู่แล้ว ยิ่งงงไปกันใหญ่คำตอบของชีวอนไม่ได้ช่วยทำให้เขากระจ่างขึ้นเลยแม้แต่น้อย

“ทำไปอย่างนั้นเอง แล้วคุณทำไมทำไมล่ะครับ”

“นั่น สินะ ผมจะทำไปทำไม ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าผมจะทำไปทำไม ทั้งๆที่ทำไปแล้วมันก็ไม่ได้ทำให้ผมดูมีค่ามากขึ้นเลย แถมยังมีแต่จะยิ่งทำให้แย่ลง” ชีวอนหัวเราะน้อยๆ เหมือนกำลังเยาะหยันอะไรสักอย่างที่จุนซูไม่เข้าใจ

“คุณพูดเหมือนประชดอะไรสักอย่างเลยนะครับ” ชีวอนชะงักนิดนึง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะ”

“ผม อาจจะคิดไปเองก็ได้ ไม่รู้สิครับผมรู้สึกว่าถึงหน้าคุณจะยิ้ม แต่แววตาคุณไม่ได้ยิ้มเหมือนหน้าตาคุณเลยสักนิด” ชีวอนไม่พูดอะไร ได้แต่มองออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย

“งั้นผมขอถามคุณบ้างจะได้ไหมครับ”

“ครับ”

“ถ้าหากว่ามีคนทำผิดร้ายแรงกับคุณมากๆ คุณจะให้อภัยเขาได้ไหมครับ” ชีวอนเอ่ยขึ้นหลังจากที่นิ่งเงียบไปนานมาก

“มัน ก็ต้องดูก่อนครับ ว่าเรื่องอะไร ร้ายแรงขนาดไหน แต่ถ้าถามผมตอนนี้ ผมคงตอบไม่ได้หรอกครับ เพราะมันยังไม่เกิดขึ้น ถ้าหากผมบอกว่าไม่เป็นไรตอนนี้ แต่พอเจอเหตุการณ์นั้นเข้าจริงๆ ผมอาจจะทำอย่างที่พูดไม่ได้ ผมไม่อยากผิดคำพูดกับใคร”

“งั้นก็ไว้ รอให้มันถึงเวลานั้น คุณค่อยตอบผมก็ได้นะครับ เอาล่ะ วันนี้ก็ดึกมากแล้ว คุณนอนเถอะ” ชีวอนตัดบท พร้อมกับลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวออกจากห้องพักของจุนซู

“อะไรกันครับ ผมยังไม่ได้คำตอบที่ผมต้องการจะรู้เลย ตกลงคุณทำไปเพื่ออะไรครับ คุณต้องการอะไรกันแน่” จุนซูรีบวิ่งไปฉุดมือของชีวอนเอาไว้ ไม่ยอมให้ชีวอนออกไปจากห้องง่ายๆ เพราะเขายังไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง จู่ๆจะมาหนีไปดื้อๆอย่างนี้ได้ยังไง ชีวอนค่อยๆปลดมือเล็กออกจากมือของเขาช้าๆ พลางลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยกลุ่มผมสีน้ำตาลเบาๆ

“คุณนี่เหมือนจียงเลยนะ ไม่ยอมให้ปล่อยให้ผมเดินหนีไปง่ายๆ ถ้าไม่ได้คำตอบ เอางี้~ ถ้าพรุ่งนี้คุณทำตัวดี ผมอาจจะยอมบอกคุณก็ได้”

“อย่าง นี้คุณก็ขี้โกงสิครับ เพราะคำถามวันนี้คุณก็ยังไม่ได้ตอบ แถมพรุ่งนี้ผมก็ต้องมาฟังคำตอบจากคำถามเดิมอีก” จุนซูตีหน้ายุ่ง ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาก็ขาดทุนสิ แทนที่จะได้คำตอบจากสองคำถาม กลายเป็นกว่าเขาได้จะได้คำตอบจากคำถามเดียวตั้งสองวัน

“คำถามที่คุณ ถามมันตอบภายในวันเดียวไม่หมดหรอก เอาล่ะ ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยเจอกันใหม่นะครับ ราตรีสวัสดิ์” ชีวอนกล่าวลา พร้อมกับก้าวออกนอกห้องอย่างรวดเร็ว จนคนตัวเล็กตามไม่ทัน

“แค่ถาม ว่าทำทำไมแค่นี้เอง ก็บอกมากตรงๆซะก็สิ้นเรื่องแล้ว ไม่เห็นจะต้องทำให้ยุ่งยากเลย ไม่เข้าใจจริงๆ แล้วเมื่อไหร่เราได้รู้คำตอบล่ะ”

จุนซูเดินไปนั่งที่หน้าต่างหัน หน้าออกไปหาทะเล พระอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว ทะเลที่เคยมีสีฟ้าครามสวยงาม กลับกลายเป็นมืดดำ ทำให้เขาไม่สามารถมองอะไรเห็นได้ชัด เหมือนกับคำตอบของชีวอน ที่ไม่ได้ให้ความกระจ่างอะไรเลยแม้แต่น้อย เขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าชีวอนจับเขามาทำไม

“ยูชอน ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ นายกำลังตามหาฉันอยู่หรือเปล่า” คนตัวเล็กบ่นพึมพำเบาๆ

“ฉัน จะบอกนายได้ยังไงนะ ว่าฉันอยู่ที่ไหน ในเมื่อตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่มันที่ไหน แถมมองออกไปข้างนอกก็เห็นแต่ทะเล ฉันอยากกลับไปหานายเร็วๆจังเลย ความจริงคุณชีวอนก็ไม่ได้ใจร้ายอะไร บางที ถ้าฉันค่อยๆคุยกับเขา วันนึงเขาอาจจะใจอ่อน พาฉันกลับไปหานายก็ได้ นายรอก่อนนะ จนกว่าจะถึงวันนั้น วันที่เราจะได้พบกันอีกครั้ง”

คนตัวเล็กได้แต่ มองออกไปที่ท้องทะเลสีดำสนิทเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย สมองน้อยๆกำลังคิดหาทางหนีออกไปจากที่นี่ แต่วันนี้ทั้งวันเขาก็ได้แต่นั่งจมอยู่แต่ในห้อง ข้างนอกประตูนั่นคงมีคนเฝ้าอยู่สักสองคนเป็นอย่างต่ำ เพราะทุกครั้งที่มีคนเอาอาหารเข้ามาให้ เขาจะลอบมองออกไปเสมอๆเพื่อหาทางหนีไปจากที่นี่ แต่มันก็คงจะยากเพราะถ้าหากว่าเขาพรวดพราดวิ่งออกไป คงไม่พ้นโดนจับโยนเข้ามาในนี้เหมือนเดิม และทางที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้ตอนนี้ก็คือ พยายามเกลี้ยกล่อมให้ชีวอนพาเขากลับไปส่งจะดีกว่า


ซอฮยอนเดินวน ไปวนมาอยู่ในห้อง หญิงสาวทั้งโมโหทั้งขัดใจ ที่คุณปู่ลากเธอกลับมาก่อนที่จะได้เข้าไปพบยูชอน ทั้งๆที่เขาอยู่ตรงหน้าเธอแค่เอื้อมแท้ๆ แต่เธอก็พลาดโอกาสนั้นจนได้ กว่าจะมีโอกาสเข้าไปพบหน้าได้ลำบากจะแย่ ทั้งไอ้น้องชายบ้า แล้วก็บอร์ดี้การ์ดอะไรอีกมากมาย ทำอย่างกับว่าถ้าเธอเข้าไปแล้วจะทำให้คนป่วยทรุดงั้นแหละ ถึงได้พากันกีดกันเธอถึงขนาดนี้

อุตส่าห์หวังไว้ว่าถ้าคุณปู่ไปด้วย จะได้ช่วยทำให้เธอได้พูดคุยกับเขาบ้าง แต่เปล่าเลย คุณปู่ตัวดีกลับลากเธอกลับบ้าน แถมยังเข้าไปคุยอะไรคนเดียวตั้งนานสองนาน นั่นสิ คุณปู่เข้าไปคุยอะไร หรือว่า จะคุยเรื่องพี่จุนซู พี่จุนซูไม่อยู่แล้ว คุณปู่อาจจะเปลี่ยนตัวคู่หมั้นแล้วมาเป็นธอแน่ๆเลย ร่างบางหยุดยืนอยู่กับที่ชั่วครู่ริมฝีปากคลี่ยิ้มอย่างพอใจ แต่แล้วความคิดของเธอก็ต้องสะดุดลง

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีน่ะสิ แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ จริงสิคนอย่างคุณปู่คงไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก ก็คุณปู่รักแต่หลานตัวเอง ไม่มีทางมารักหลานนอกไส้อย่างเธอหรอก มือบางเริ่มกำเข้าหากัน ทำไมเธอจะต้องเจอเรื่องแบบนี้อยู่คนเดียว ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เธอก็ถูกส่งตัวมาอยู่ที่นี่ทั้งที่เธอไม่ได้เต็มใจเลยแม้แต่น้อย แทนที่จะเป็นพี่คนโตตามที่คุณปู่ขอกับพ่อแม่ แต่กลับเป็นเธอที่ถูกส่งมาแทนเหตุผลเพราะว่าเธออ่อนแอ ไม่สามารถช่วยงานพ่อแม่ได้ พ่อกับแม่ถึงส่งเธอมาอยู่บ้านนี้

ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอเป็นคนขี้กลัว ไม่ชินกับคนแปลกหน้า แต่พ่อแม่ก็ยังส่งเธอมา ทั้งที่เธอขอร้องอ้อนวอนก็แล้ว แต่พ่อกับแม่ก็กลับไม่สนใจ หวังเพียงให้เธอมาที่นี่เพื่อทำให้คุณปู่พอใจ วันข้างหน้าสมบัติของตระกูลคิมจะได้ตกมาเป็นของตัวเองโดยผ่านทางเธอ ทั้งๆที่ตัวเองก็มีสมบัติมากอยู่แล้วแถมยังไม่ใช่ลูกแท้ๆของคุณปู่ เป็นแค่ญาติห่างๆเท่านั้น แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยรู้จักพอ ทำไมกับแค่สมบัติแค่นี้ ถึงใจดำผลักไสลูกตัวเองมาอยู่ที่นี่คนเดียว ไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นยังไง

เธอรู้สึกสะใจทุก ครั้ง เมื่อเห็นภาพข่าวกอสซิปในสังคมไฮโซ ว่าพี่คนโตไม่ได้ทำให้พ่อแม่ปลื้มเท่าไหร่ กลับทำลายชื่อเสียงวงตระกูลเพราะติดการพนัน หลายครั้งคุณปู่ก็ต้องออกหน้าเพื่อจัดการเรื่องคดีความให้ แต่พี่ก็ไม่เคยสำนึก นี่สินะ โทษของคนที่ละทิ้งเธอ หันไปพะเน้าพะนอเอาใจแต่พี่คนโต นี่คือผลกรรมที่พวกเขาสมควรจะได้รับ

ความ จริงการมาอยู่ที่นี่มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณปู่ดีกับเธอมาตลอด จนทำให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวมากนัก แต่คุณปู่เป็นคนเจ้าระเบียบ ชีวิตเธอจึงอยู่ในกรอบเสมอ ไม่เคยออกนอกลู่นอกทางได้ เพราะเธอเกรงกลัวคุณปู่มาโดยตลอด แต่ว่า ความรู้สึกเกรงกลัวเหล่านั้นก็หมดไป เมื่อเธอล่วงรู้ถึงความปรารถนาของคุณปู่

ความปรารถนาที่อยากจะได้ หลานจริงๆของตัวเองกลับคืนมา คุณปู่มีลูกชายอยู่คนเดียว จึงต้องการให้หลานแท้ๆของตัวเองกลับมาดูแลทรัพย์สินของตัวเอง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องเธอที่สนใจ เพราะเธอไม่เคยสนใจทรัพย์สินอันมีค่ามากมายมหาศาลของคุณปู่มาตั้งแต่แรก สิ่งที่ทำให้เธอเสียใจ ก็เพราะว่า คุณปู่เอ่ยปากถอนหมั้นเธอ จากผู้ชายที่เธอหลงรักมานาน

ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ สิ่งเดียวในชีวิตที่เธอหวังว่าจะเป็นของเธอจริงๆ ไม่ใช่สมบัติมากมายๆ แต่เป็นคนที่เธอรักต่างหาก ทำไมคนที่ดีแสนดีกับเธอ ถึงได้ยอมให้คุณปู่ถอนหมั้นเธอง่ายๆ ทำไมพี่ยูชอนถึงไม่ดิ้นรนที่จะรั้งเธอไว้ กลับไปยินยอมทำตามคุณปู่ แถมยังยอมไปดูแลใกล้ชิดพี่จุนซูถึงที่โรงเรียน ทั้งๆที่เธอเคยขอร้องให้เขาไปอยู่ด้วย แต่เขาก็เอาแต่ปฏิเสธว่าไม่ว่าง จนคุณปู่ต้องจับเธอหมั้นกับชเวชีวอน แล้วให้เขามาดูแลเธอแทน

เธอ ไม่ได้ต้องการชีวอน เธอต้องการแต่พี่ยูชอนเท่านั้น อีกไม่กี่เดือน ถ้าเธอยังทำเรื่องพวกนี้ไม่สำเร็จ เธอจะต้องแต่งงานกับชีวอน ไม่มีทาง เธอไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นแน่ๆ เธอไม่ได้รักชีวอน ถึงจะรู้ว่าชีวอนรักเธอมากแค่ไหน แค่เธอบีบน้ำตานิดหน่อย ชีวอนก็พร้อมจะทำทุกอย่างตามที่เธอต้องการ เธอไม่ได้สั่งให้ชีวอนทำ แต่เขาทำเองทุกอย่าง เรื่องคราวนี้ก็เหมือนกัน พี่จุนซูหายตัวไป เธอก็ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยเลย หมอนั่นทำเองคนเดียว ก็ดี เวลาใครถาม เธอจะได้ตอบได้อย่างแนบเนียน ว่าเธอไม่รู้เรื่อง

ขอให้ไปอยู่ด้วย กันอย่างมีความสุข ไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้าเลยยิ่งดี ตอนนี้พี่ยูชอนยังอยู่โรงพยาบาล พรุ่งนี้เธอจะไปหาเขาด้วยตัวเอง เธอมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว ที่จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม คราวนี้เธอจะไม่ยอมให้ใครมาขวางเธออีก เธอก็จะทำทุกทางที่จะเข้าไปพบพี่ยูชอนให้ได้ เป็นไงก็เป็นกัน

ซอ ฮยอนคิดอย่างหมายมั่น ขาเรียวก้าวไปที่ห้องแต่งตัว เพื่อเลือกชุดที่สวยที่สุด สำหรับการเข้าพบปาร์คยูชอนวันพรุ่งนี้ ถ้าหากมีใครขวางเธอ เธอจะร้องให้ดังๆ เอาให้พี่ยูชอนที่อยู่ข้างในได้ยิน ดูสิว่า คนอ่อนโยนอย่างพี่ยูชอน จะทนให้เธอถูกรังแกอยู่ข้างนอกห้องได้หรือเปล่า

“แล้วเราจะได้เห็นดีกัน ปาร์คยูฮวานชอบกีดกันฉันดีนัก“



ยู ฮวานเพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำภายในห้องคนป่วย กำลังใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดผมให้หมาด พลางก้าวไปดูทางฝั่งห้องคนไข้ เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยให้พี่ชาย แต่พอก้าวพ้นฉากเข้าไป มือบางที่กำลังเช็ดผมก็หยุดชะงัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะตอนนี้ คนไข้ที่คิดว่ากำลังนอนหลับอยู่บนเตียง กลับหายตัวไปแล้ว ทิ้งสายน้ำเกลือไว้ที่เตียง ปล่อยให้น้ำเกลือไหลเต็มเตียงไปหมด

ยู ฮวานวิ่งไปที่ประตูกระจกบานใหญ่สำหรับออกไปที่ระเบียง ชะโงกหน้าออกไปดู นี่มันตึกชั้น 12 พี่ชายคงไม่บ้าปีนลงไปแน่ๆ แล้วพี่ชายออกไปได้ยังไงกัน หน้าห้องก็มีการ์ดอยู่ คงไม่ปล่อยให้พี่ชายออกไปแน่ๆ ยูฮวานหันรีหันขวางอยู่นาน ก่อนจะสักเกตเห็นรองเท้าแตะสำหรับใส่เดินในห้องวางอยู่ข้างกำแพง พร้อมกับชุดคนป่วย ยูฮวานเดินไปหาของพวกนั้นทันที ร่างบางแทบกรีดร้องออกมาดังๆ เมื่อพบว่า พี่ชายของเขาปีนระเบียงไปห้องข้างๆ สงสัยจะออกประตูอื่นเพื่อไม่ให้การ์ดทันระวัง

“พี่ยูชอนนะพี่ยูชอน ทำอะไรบ้าๆ แผลก็ยังไม่หายสนิท เกิดมันฉีกขึ้นมาจะทำยังไง” ยูฮวานรีบวิ่งไปบอกให้การ์ดหน้าห้องตามหาตัวพี่ชายโดยด่วน


“ยุ นโฮ นี่จ้ะ” แจจุงยกถ้วยชาที่สาวใช้นำมาวางให้ ยื่นส่งให้คนรักที่นั่งหน้าเครียดอยู่บนเก้าอี้รับแขกตัวยาว ฝั่งตรงข้ามเป็นร่างสูงของชางมินที่ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

“ขอบใจ” ยุนโฮยิ้มบางๆ รับถ้วยชามาถือไว้ในมือ แจจุงยิ้มก่อนจะหันไปปรุงชายื่นส่งให้ชางมินบ้าง ชางมินพึมพำขอบคุณเบาๆ รับถ้วยชาไปวางไว้ตรงหน้า

“ยังไม่มีอะไรคืบหน้าอีกเหรอ” แจจุงถาม ยุนโฮส่ายหน้าช้าๆอย่างอ่อนแรง เขากับชางมินพยายามทุ่มเทเวลาและใช้คนของเขาทั้งหมด เพื่อตามหาที่อยู่ของจุนซู แต่ทุกครั้งก็คว้าน้ำเหลวกลับมา แม้แต่วันนี้ เขาก็ถูกคนของชีวอนหลอกอีกจนได้ ทำให้ไม่รู้ว่าจะไปตามหาตัวจุนซูที่ไหน แถมวันนี้พวกเขาก็ยังไม่โทรไปรายงานเรื่องนี้ให้ยูชอนฟัง เพราะไม่อยากให้ยูชอนต้องเป็นห่วง กลัวว่าหมอนั่นจะทำอะไรหุนหัน วิ่งออกจากโรงพยาบาลไปตามหาเอง

“แล้วนี่เราจะทำยังไงกันล่ะ หลายวันแล้วนะ ไม่รู้ว่าจุนซูจะเป็นยังไงบ้าง ที่สำคัญ ยิ่งเวลาเนิ่นนานออกไป ยูชอนก็ยิ่งจะคลุ้มคลั่ง เมื่อตอนเย็นเห็นยูฮวานโทรมาบอกว่า คุณปู่ของจุนซูกับยัยซอฮยอนไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล คุยอะไรกันตั้งนานก็ไม่รู้” แจจุงเล่า

“แล้วซอฮยอนเข้าไปคุยด้วยหรือเปล่า” ชางมินถาม

“เปล่า หรอก ยูฮวานกันเอาไว้ คงไม่อยากให้เข้าไปยุ่งกับพี่ชาย ก็ยูฮวานเขาไม่ชอบซอฮยอนมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่” แจจุงตอบพลางจิบน้ำชาไปด้วย

“ยูฮวานถามเรื่องชีวอนด้วยหรือเปล่า” ยุนโฮถามขึ้นอย่างมีความหวัง เผื่อว่ายูฮวานจะหลอกถามอะไรจากซอฮยอนได้บ้าง

“ถาม สิ แต่รายนั้นไม่รู้ว่าโกหกหรือไม่รู้จริงๆ ตีหน้าซื่อตอบหน้าตาเฉยว่าเขากับชีวอนไม่เกี่ยวข้องกัน อะไรที่ชีวอนทำไม่เกี่ยวกับเขา แหม~ ทำอย่างกับใครเขาจะเชื่อ พูดแล้วหมั่นไส้จริงเลย”

“แต่ฉันว่า ซอฮยอนอาจจะไม่รู้เรื่องนี้จริงๆก็ได้ แต่เขาคงมีวิธีติดต่อกับชีวอนได้ ถ้ายังไงเราลองติดตามซอฮยอนด้วยจะดีไหม เผื่อว่าวันไหนเขาติดต่อกัน เราจะได้รู้ที่อยู่ของชีวอนด้วย” ชางมินเสนอ เพราะตอนนี้พวกเขาก็ไม่รู้จะตามตัวชีวอนที่ไหน ชีวอนไม่ติดต่อกับใครอีกเลย แม้กระทั่งจียงที่เป็นน้องชายของตัวเอง

“ก็ดีนะ แต่เราจะเข้าใกล้ซอฮยอนโดยไม่รู้ตัวได้ยังไงล่ะ” ยุนโฮถาม ชางมินยิ้มนิดนึง

“ก็ คงต้องให้คนที่เขาอยากรู้เรื่องนี้ที่สุดเป็นคนทำมั้ง มีแต่ยูชอนคนเดียวเท่านั้นล่ะ ที่เข้าใกล้ซอฮยอนโดยที่เธอไม่แระแคะระคายได้ แต่เรื่องที่น่าหนักใจกว่านั้นคือ ยูชอนมันจะยอมทำเหรอ คนอย่างมันคงยอมพลิกแผ่นดินหาจุนซู ดีกว่าจะต้องหลอกใช้คนอื่น” ชางมินตอบ

“นั่น สินะ หมอนั่นมันคงไม่ยอมใช้วิธีแบบนี้หรอก” ยุนโฮพูดขึ้น พลางถอนใจแต่มันก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วนอกจากวิธีนี้ พวกเขาใช้ไปหมดทุกทางแล้วแต่ก็ไม่ได้อะไรคืบหน้าเลย

~ Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr ~

“ยูฮวาน มีอะไร” ชางมินถาม

“ชางมิน พี่ยูชอนหายไป” ยูฮวานละล่ำละลักบอกคนรัก

“ว่า ไงนะ ยูชอนหายไป หายไปได้ยังไง ก็มีคนเฝ้าอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ” ชางมินถามแทบจะเป็นตะโกน เรียกให้ยุนโฮกับแจจุงหันกลับมาฟังด้วยความตกใจ

“สงสัยจะปีนระเบียงออกไปน่ะสิ จะทำยังไงดีล่ะ พี่ยังไม่หายดีฉันเป็นห่วงจังเลย” ยูฮวานพูดด้วยเสียงร้อนรน

“ใจเย็นๆก่อนนะ บอกให้คนของนายตามหาเขาให้ทั่ว คงยังไปไหนได้ไม่ไกลมั้ง เดี๋ยวฉันจะช่วยหาอีกแรง ”

“อืม เข้าใจแล้ว ชางมินช่วยหาพี่ชายทีนะ”

“อืม”

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ยุนโฮถาม

“ไอ้ยูชอนน่ะสิ มันหนีออกจากโรงพยาบาล”

“หา!! แผลมันยังไม่หายดี แล้วมันจะออกมาทำเนี่ย แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว ยังจะหาเรื่องมาให้ปวดหัวเพิ่มอีก” ยุนโฮบ่นอย่างหัวเสีย ไหนจะเรื่องตามหาตัวจุนซู ไหนจะเรื่องตามหายูชอนอีก ทำไมมันมีแต่เรื่องเนี่ย


%%%%%

TBC

 

อ่านให้สนุกนะคะ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

rakyunjae mak-mak yunjae is love yunjae is real yunjae 4erver yoosu is love

#1 By yunhan (112.142.51.85) on 2010-06-23 03:03

หมั่นไส้ซอฮยอนอ่ะ
แม้จะรู้เบื้องหลังที่น่าสงสาร
แต่ก็ไม่น่าทำแบบนี้
ภาวนาให้มิคหาน้องเจอเร็วๆเถอะ
รักแท้ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดาเนอะ
เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์นะ
รออ่านพาร์ทหน้านะ

#2 By chebi (124.120.117.187) on 2010-06-26 11:24