[Fic] ~ Emergency Love ~ Part 14
posted on 27 May 2010 00:52 by kameryuichi in emergency
Part 14
“จุนซู”
“พี่ซึงฮยอน” จุนซูอุทานขึ้นเบาๆ เรียกให้คุณเจ้านายที่กำลังงงกับเหตุการณ์หันไปมองคุณเลขาที่กำลังยืนจ้องหน้าชายหนุ่มผู้มาใหม่
“จุนซูจริงๆด้วย ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ชาย ผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานของยูชอน เดินเข้ามาหาจุนซูที่ยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้น มือใหญ่จับเข้าที่ไหล่บางของคุณเลขาอย่างถือสนิท แต่แปลก คราวนี้คุณเลขาไม่ได้ทำท่าอยากจะปัดออกเหมือนตอนที่ไอ้หน้าปลาชนเขื่อนมัน จับ ยูชอนมองทั้งสองคนสลับกันไปมาอยู่สักพัก ก่อนจะเริ่มรู้สึกถึงอาการผิดแปลกของคนตัวเล็ก คิมจุนซูผู้เฉยชาต่อทุกอย่างที่เขาทำ ตอนนี้กำลังมีอาการแปลกๆ ใบหน้าน่ารักที่เขาสัมผัสอยู่ทุกวัน เริ่มซับสีเรื่อๆขึ้น
ยูชอน อึ้งไปสักพัก ลางสังหรณ์ของเขากำลังร้องเตือนเสียงดังอยู่ข้างๆหู มันต้องมีอะไรแน่ๆ ผู้ชายคนนี้อาจจะมาเหนือเมฆมากกว่าไอ้หน้าปลาชนเขื่อน ฮึ่ย~ อะไรกันเนี่ย อุตส่าห์ดีใจที่ได้หมอนั่นไม่โผล่มาเกาะแกะหลายวัน นี่ยังมีคนใหม่โผล่มาอีกเหรอะเนี่ย แล้วหมอนี่เป็นใคร ยูชอนเริ่มสนใจมองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างพิจารณา
ร่าง สูงใหญ่ อาจจะสูงกว่าเขานิดนึงด้วยซ้ำ เสื้อผ้าเรียบหรูดูดีมีสไตล์ ไม่ใช่สักแต่ว่าใส่ๆเหมือนไอ้หน้าปลาชนเขื่อน หน้าตาก็.. เอาเป็นว่าดูดีแล้วกัน แต่ขอโทษครับไม่อยากจะคุยปาร์คยูชอนหล่อกว่าอยู่แล้ว ดูๆรวมๆแล้วก็เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอยู่นิดนึงมั้ง ยูชอนพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง เพราะถ้าหากคุณเลขามีท่าทีจะโอนเอียงไปทางหมอนี่ สงสัยเขาต้องออกแรงขืนไว้สุดฤทธิ์
“พี่ซึงฮยอนสบายดีเหรอครับ” จุนซูช้อนตามองคนตรงหน้า พอสบสายตาคมเขาตรงๆ คนตัวเล็กก็เริ่มมีอาการประหม่า เขาไม่เคยคิดว่าคนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีจะอยู่ดีๆมาโผล่ตรงหน้าเขาแบบนี้
“พี่ สบายดี จุนซูล่ะ แล้วทำไมจู่ๆก็หายไปเลย พี่ถามฮยอนอา รายนั้นก็บอกแต่ว่าไม่รู้เหมือนกัน” ซึงฮยอนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนถามน้องชายน้อยๆคนนึง แต่น้ำเสียงแบบนั้นกำลังทำให้คนสองคนที่ได้ยินมีปฏิกิริยาต่างกันออกไป คนแรก คิมจุนซู ร่างเล็กก้มหน้าลง นัยน์ตามีแววเศร้าหมองลงเล็กน้อย แต่ก็ปรับให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางส่งยิ้มสดใสให้คนตรงหน้า ก่อนจะตอบคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงร่าเริงปิดบังเรื่องที่อยู่ในใจได้อย่าง มิดชิด
“จุนซูย้ายบ้านน่ะฮะ ก็เลยไม่ได้ติดต่อกันอีก แล้วจุนซูก็เปลี่ยนเบอร์ด้วยฮะ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง มิน่าถึงได้ติดต่อกันไม่ได้ พี่เองก็เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเหมือนกัน พี่ก็สงสัย ตอนที่พี่ไปจุนซูยังไม่โบกไม้โบกมือร้องไห้ส่งพี่อยู่ที่สนามบิน แต่พอตอนพี่กลับทำไมถึงไม่ไปรับพี่อย่างตอนไปส่ง” ซึงฮยอนยิ้มให้คนตัวเล็กอย่างอ่อนโยน
แต่สำหรับคนที่ยืนมองเหตุการณ์ ตรงหน้าเงียบๆมานานอย่างยูชอน กลับรู้สึกไม่ชอบทั้งน้ำเสียงและท่าทางที่ชายแปลกหน้าทำกับคุณเลขาเลยแม้แต่ น้อย คิ้วเข้มเริ่มขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ ก่อนจะส่งเสียงกระแอมเรียกให้สองคนหันกลับมาสนใจเจ้าของห้องที่ยืนเป็นหัว หลักหัวตออย่างเขาบ้าง
“ขอโทษนะครับที่ขัดจังหวะคุณสองคน คือผมต้องการทราบว่า คุณมาติดต่อเรื่องธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ ถึงขึ้นมาถึงข้างบนนี้” ยูชอนถามน้ำเสียงราบเรียบ ใจจริงอยากจะชักสีหน้าใส่ไอ้หมอนี่ด้วยซ้ำ แต่ติดอยู่ที่ว่าหมอนี่อาจจะเป็นลูกค้าคนสำคัญของบริษัท รีเซฟชั่นข้างล่างถึงได้อนุญาตให้ขึ้นมาหาเขาถึงบนนี้
“ผมต้องขอ โทษด้วยนะครับ พอดีว่าเราไม่ได้เจอกันมานานน่ะครับ พอเจอกันผมก็เลยดีใจมากไปหน่อย ขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาท” ซึงฮยอนละจากคนตัวเล็กเดินมาหาเจ้าของห้องที่ตีหน้าตูมสุดๆ
“นี่ ครับนามบัตรผม ผมชเวซึงฮยอนครับ ผมมาขอรับทราบเงื่อนไขการกู้กินของอิมกรุ๊ปแทนคุณอิมน่ะครับ” ซึงฮยอนยื่นนามบัตรของเขาให้กับยูชอน ยูชอนรับมามองเพียงปราดเดียวตามมารยาท ก่อนจะเอ่ยปากถามถึงสิ่งที่สงสัย
“มาแทนคุณอิม แล้วคุณอิมไปไหนเหรอครับ”
“คุณ อิมมีธุระด่วนนะครับ เลยต้องรีบกลับไปที่บ้านก่อน ภรรยาเขาคลอดวันนี้น่ะครับ ก็เลยต้องกลับไปให้กำลังใจกัน ผมก็เลยต้องมาดำเนินงานตามเรื่องทางนี้แทนเขา”
“ภรรยา” ยูชอนพึมพำ “คุณอิมมีภรรยาแล้วเหรอครับ” ยูชอนถามพลางมองเลยข้ามไปหาคุณเลขาที่ยืนฟังเฉยๆไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เหมือนรู้อยู่แล้ว
“ครับ น้องสาวผมเองครับ ตอนนี้เธอกำลังคลอดทางบ้านก็เลยโทรตามให้คุณอิมกลับไปดูแล แล้วส่งผมมาตามเรื่องทางนี้แทน” ซึงฮยอนตอบ ยูชอนอยากจะเดินเข้าไปถามคุณเลขาซะจริงๆ รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าไอ้หน้าปลาชนเขื่อนมันมีเมียแล้ว ถึงไม่อยากยุ่งด้วย แล้วทำไมไม่บอกเขาสักคำ ปล่อยให้เขาหงุดหงิดอยู่ได้ตั้งนาน คอยดูคืนนี้ได้มีเคลียร์กันยาว ไหนจะเรื่องที่รู้จักกับไอ้โย่งนี่อีก ฮึ่ย~ เห็นท่าทางเชยๆทำไมมีผู้ชายในชีวิตเยอะอย่างนี้เนี่ย
“เชิญ นั่งก่อนสิครับ” ยูชอนเอ่ยเชิญซึงฮยอนไปนั่งที่โซฟารับแขก ก่อนจะหันไปสั่งคุณเลขาด้วยภาษาสนิทสนมสุดๆ เหมือนประกาศให้รู้กลายๆว่าเขากับคุณเลขาเป็นอะไรกัน ใครหน้าไหนก็เข้ามายุ่งไม่ได้
“จุนซูครับ ขอแฟ้มอิมกรุ๊ปให้พี่ด้วย อ้อแล้วก็ขอกาแฟสองแก้วด้วยนะครับ” ยูชอนหันไปสั่งคุณเลขาเสียงหวาน เล่นเอาคุณเลขาที่กำลังทำตัวไม่ถูกเพราะเจอคนรู้จักหันกลับมาตีหน้ามุ่ยใส่ อย่างไม่พอใน ไอ้คุณเจ้านายอีกแล้ว ทำตัวสนิทเกินเหตุทุกทีเดี๋ยวพี่ซึงฮยอนก็เข้าใจผิดหรอก เดินกระแทกเท้าไปหยิบแฟ้มของอิมกรุ๊ปที่ตู้เอกสารมายื่นส่งให้คุณเจ้านายที่ นั่งเต๊ะท่าอยู่ที่โซฟาอย่างเคืองๆ
“อ่ะ เอาไป” คุณเลขายื่นแฟ้มพรวดมาตรงหน้าคุณเจ้านายแรงจนเกือบทิ่มหน้ายูชอน ดีแต่ว่ายูชอนเบนหลบได้ทัน ก่อนที่มันจะทิ่มมาที่หน้าหล่อๆของเขา ยูชอนรับแฟ้มนั้นมาถือในมือมองตามคุณเลขาที่เดินกระฟัดกระเฟียดออกไป
“จุนซูนี่เป็นอย่างนี้ตลอด” ซึงฮยอนหัวเราะ
“เป็น ยังไงเหรอครับ” ยูชอนเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารหันไปมองเป็นเชิงถามเสียงเรียบ ทั้งที่ในใจเริ่มกรุ่นๆ ไอ้หมอนี่รู้สึกจะรู้จักคุณเลขาของเขาไปซะทุกอย่าง
“ก็ท่าทางกระฟัดกระเฟียดนี่ไงครับ เขาเป็นอย่างนี้มานานแล้ว อะไรที่เขาไม่พอใจเขาก็จะงอนกระแทกกระทั้นทุกสิ่งทุกอย่างแบบนี้ละครับ” ซึงฮยอนหัวเราะเบาๆ
ยูชอนยิ้มนิดๆตาม แต่ภายในใจกำลังเดือดปุดๆ ทั้งหมั่นไส้ ทั้งหงุดหงิดที่มีคนรู้จักคุณเลขามากกว่าเขา เคยเห็นกิริยาอาการต่างๆของคุณเลขามากกว่าเขา ถ้าจะให้พูดตรงๆ เขาไม่เคยเห็นน้ำตาของคุณเลขาเลยสักครั้ง ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดเมื่อรู้ว่าคุณเลขาถึงกับเสียน้ำตาที่หมอนี่จะไปเมือง นอก
ทำไมต้องร้องไห้เวลาหมอนี่ไปเมืองนอก แล้วถ้าเขาไปบ้างคุณเลขาจะร้องไห้มั่งไหม ฮึ่ย~ แสดงความสนิทสนมให้เห็นมากๆเข้าไปเหอะ เดี๋ยวพ่อยกเลิกโครงการ คราวที่แล้วไอ้หน้าปลาชนเขื่อนไม่ทำขนาดนี้ เขายังแทบจะโยนโครงการนี้ทิ้งขยะวันละหลายๆหน แล้วนี่มาประกาศความสนิทชิดเชื้อขนาดนี้ โยนทิ้งมันตอนนี้เลยดีไหมเนี่ย
สัก พักคุณเลขาก็เข้ามาพร้อมกับถาดกาแฟหอมกรุ่น วางลงตรงหน้าแขกอย่างนิ่มนวล แล้วก็ไม่ลืมที่จะกระแทกเล็กๆตรงหน้าคุณเจ้านายตัวดี ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้สองหนุ่มคุยงานกันอยู่ด้านใน ไม่ได้รู้เลยว่า ข้างในเขากำลังจะเกิดสงครามย่อยๆ สงครามที่ปาร์คยูชอนก่อขึ้นเพียงคนเดียว โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลยสักนิด
“ไอ้เจ้านายบ้า ทำแบบนี้ทุกที ทำอย่างกับเป็นเจ้าของเจ้าของเรางั้นแหละ พี่เหรอ แหวะ หมั่นไส้จิกหัวใช้เราอย่างกับอะไรดี ทีอย่างนี้ทำมาเป็นพูดเพราะๆ” จุนซูกระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานพร้อมเสียงบ่นหงุงหงิง ไม่พอใจที่คุณเจ้านายชอบแสดงอาการต่อหน้าคนอื่นๆ ว่าเขาเป็นแฟน ทั้งที่เป็นแค่การจ้างแบบหลอกๆเท่านั้น คอยดู วันนี้เขาต้องยกเลิกสัญญาให้ได้ คุณเลขาคิดอย่างหงุดหงิด
แต่ความ คิดทั้งหมดก็ชะงักลง ทันทีที่คิดถึงชายหนุ่มอีกคนนึง ชเวซึงฮยอน พี่ซึงฮยอน ในที่สุดเขาก็กลับมา ความจริงจุนซูรู้ดีว่าซึงฮยอนกลับมาวันไหน แถมเขาก็ยังไปรับที่สนามบินตามสัญญาที่เขาให้ไว้ในวันที่ซึงฮยอนไปเรียนต่อ ปริญญาโทที่อังกฤษ แต่ว่าเขาไม่ได้แสดงตัวเท่านั้นเอง เพราะเขาไม่อยากผิดสัญญากับเพื่อน
ทั้งที่เขาอยากจะวิ่งเข้าไปแสดง ตัว ไปบอกว่าเขาเองก็มารับตามสัญญาเหมือนกัน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะที่นั่นไม่ได้มีแค่พี่ซึงฮยอนคนเดียว แต่มีทั้งฮยอนอา และพี่ยองพิลอยู่ด้วย เขาสัญญากับฮยอนอาแล้วว่าจะไม่โผล่หน้าไปให้ครอบครัวของเธอเห็นอีก เพราะความเข้าใจผิดแค่เล็กน้อย ทำให้เขากับเพื่อนที่สนิทที่สุดต้องเลิกคบกัน จุนซูนั่งหลับตาพิงพนักเก้าอี้อยู่อย่างนั้น พลางถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
“ฮยอนอา ฉันไม่ได้ผิดสัญญากับเธอนะ แต่พวกเราทุกคน วนกลับมาเจอกันโดยบังเอิญเอง ฉันไม่ได้ผิดสัญญานะ”
แจ จุงพยายามโทรศัพท์หาน้องชายตั้งแต่เดินตามยุนโฮเข้ามาในโรงแรมอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครรับสาย ร่างบางยิ่งร้อนรน แถมคนที่บอกว่าจะพาเขาไปหาน้องที่โซลก็หายไปสักพักใหญ่ๆ ยังไม่กลับมาสักที แจจุงลุกจากโซฟาในห้องสุดหรูที่กินพื้นที่ชั้นบนสุดของโรงแรมทั้งชั้น ร่างบางไม่ได้สนใจกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามรอบตัวเลยสักนิด ทั้งที่มันสามารถมองเห็นได้ง่ายดาย
เพราะห้องนั่งเล่นทั้งหมด กรุกระจกติดฟิล์มกรองแสงบางๆทำให้มองเห็นทิวทัศน์ข้างล่างได้ชัดเจน ท้องทะเลกำลังส่องแสงระยิบระยับล้อแสงแดดที่ทอแสงลงมา ถ้าอยู่ในอารมณ์ปกติแจจุงคงจะหลงใหลทันทีที่มองเห็น แต่ตอนนี้ใจของเขากำลังร้อนรุ่ม ห้องชุดสวยงามหรูหราพร้อมกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศไม่ได้ทำให้เขา อารมณ์เย็นขึ้นได้เลย
แจจุงมองเลยเข้าไปส่วนปีกขวาของห้อง ที่คนตัวโตเดินหายเข้าไปในนั้นนานสองนานจนขณะนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะออกมา อย่างหงุดหงิด หมอนี่กำลังจะทำอะไรเนี่ย หรือว่าที่บอกเขาข้างล่างนั่นล้อเล่น ไม่เอาแล้ว เขาจะไม่รออีกต่อไป ขืนรอชักช้ากว่านี้น้องเขาเป็นอะไรไปก่อนเขาคงจะอยู่ไม่ได้แน่ๆ แจจุงตัดสินใจคว้าข้าวของกำลังจะออกเดิน แต่ก็ต้องชะงักเพราะเสียงทุ้มนุ่มดังขัดขึ้นมาก่อน
“จะไปไหนน่ะ” ยุนโฮเอ่ยถาม
“ก็ ไปหาน้องผมน่ะสิ ถ้าคุณไม่คิดช่วยจริงจังก็อย่ามาล้อเล่นกับผมได้ไหม ผมต้องการจะไปหาน้องจริงๆ” แจจุงพูดพลางก้าวเดินไปข้างหน้า ยุนโฮรีบวิ่งไปดักเอาไว้ ทันก่อนที่คุณเออีคนสวยจะเปิดประตูห้องออกไป
“เดี๋ยวสิคุณ ทำไมใจร้อนแบบนี้นะ” ยุนโฮคว้ากระเป๋าจากมือของแจจุงมาถือไว้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแย่งมาได้ง่ายๆ เพราะแจจุงดึงเอาไว้สุดแรง
“ปล่อยสิ เอากระเป๋าผมคืนมานะ ผมจะรีบไป”
“ใจ เย็นๆก่อนได้ไหม เอางี้คุณลองคิดดูดีๆสิ ถ้าคุณจะไปเองเนี่ย คุณจะไปยังๆไง กว่าจะนั่งรถไปจากโรงแรม กว่าจะซื้อตัว กว่าจะบินกลับ คิดว่าใช้เวลากี่ชั่วโมงกัน นี่มันพูซานนะคุณ ไม่ใช่ว่าแค่นั่งแท็กซี่แล้วจะกลับบ้านได้เลย” แจจุงชะงัก นั่นสิ แล้วเขาจะไปทันได้ยังไง ที่นี่ไกลจากโซลตั้งเยอะ ร่างบางทรุดลงไปนั่งกับพื้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เหมือนหมดแรงๆไปดื้อๆ ยุนโฮนั่งลงมองหน้าคุณเออี ตอนนี้ดวงตากลมโตเหม่อมองไปข้างหน้าแบบเลื่อนลอย ยุนโฮขมวดคิ้ว นี่เขาเป็นอะไรไปอีก เมื่อกี้ร้อนรนจะเป็นจะตายจะไปหาน้องให้ได้ แต่ตอนนี้ก็นิ่งไปเฉยๆอีกแล้ว
“นั่นสินะ คุณพูดถูก ผมจะไปหาน้องทันได้ยังไง ป่านนี้น้องผมต้องตายแล้วแน่ๆเลย ฮือๆๆๆ จุนซู พี่ขอโทษ พี่ไปช่วยน้องไม่ทันแล้ว ฮือๆๆ” จู่ๆๆคุณเออีก็น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แถมก้มหน้าก้มตาปิดหน้าร้องไห้เสียงดังลั่นห้อง เล่นเอายุนโฮที่กำลังนั่งมองอยู่ตกใจ
“เดี๋ยวสิคุณ ร้องไห้ทำไม ใจเย็นๆก่อนสิ” ยุนโฮพยายามรั้งใบหน้าของคุณเออีขึ้นมาจากมือบางทั้งสองข้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ แจจุงยังคงร้องให้สะอึกสะอื้น แถมด้วยเสียงพึมพำถึงน้องชายตลอดเวลา
“คุณมีอะไรก็บอกผมสิ น้องชายคุณคงไม่เป็นอะไรง่ายๆขนาดนั้นหรอก เชื่อผมนะ เขาอาจจะกำลังยุ่งอยู่เลยไม่ได้โทรหาคุณก็ได้” ในเมื่อไม่สามารถทำให้คุณเออีหันมาคุยดีๆได้ ยุนโฮก็รั้งร่างบางเข้ามากอด ลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยผมสีอ่อนเบาๆอย่างปลอบโยน
“น้องตายแล้ว น้องต้องตายแล้วแน่ๆเลย” แจจุงยังคงพร่ำพรรณนาต่อไป ไม่สนใจคำปลอบอะไรทั้งสิ้น ยุนโฮถอนใจอย่างหนักหน่วง ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณเออีถึงมีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนขนาดนี้ กับแค่น้องชายไม่รับโทรศัพท์ ซึ่งในความจริงแล้ว คนเราไม่รับโทรศัพท์มีเหตุผลตั้งหลายอย่าง ไม่เห็นจำเป็นต้องโดนทำร้ายถึงตายเลยสักนิด ยุนโฮแกะมือบางออกจากใบหน้าของคุณเออี จับมันเอาไว้แน่นๆ เพราะว่าทันทีที่เขาปล่อย แจจุงก็จะยกมือขึ้นปิดหน้าอีกครั้ง
“คุณ ฟังผมให้ดีนะ น้องคุณไม่เป็นอะไรหรอกเชื่อผมสิ เขาคงไม่ว่ารับโทรศัพท์เท่านั้นแหละ ไม่ต้องตกใจไปหรอก”
“ไม่ จริง น้องต้องรับโทรศัพท์ผม จุนซูต้องรับโทรศัพท์สิ ถ้าผมโทรไปเขาต้องรับ ถ้าเรารับไม่ได้มันต้องเกิดเรื่องแน่ๆ เหมือนตอนนั้น มันต้องเหมือนตอนนั้นแน่ๆเลย” แจจุงพูดอย่างร้อนรน
“ใจเย็นๆ เล่าให้ผมฟังก่อนได้ไหม ทำไมน้องคุณต้องรับโทรศัพท์คุณทุกครั้ง แล้วเหตุการณ์ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น พวกคุณเคยเป็นแบบนี้ใช่ไหม” ยุนโฮพยายามพูดให้แจจุงคลายความกังวล เพราะเขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ท่าทางแบบนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ มันไม่ใช่อาการของคนที่เป็นห่วงน้องแค่ธรรมดา มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น
“ไม่ใช่ ผมกับน้อง แต่เป็นพ่อกับแม่ต่างหาก พ่อกับแม่ไม่รับโทรศัพท์เราวันนั้น พวกเราโทรหาตั้งหลายที แต่พ่อกับแม่ก็ไม่รับ แล้ววันรุ่งขึ้น คุณลุงก็มาบอกว่าพ่อกับแม่รถคว่ำตาย ไม่จริง จุนซูต้องไม่ตาย ไม่จริง ผมจะไปดูน้อง ผมต้องไปให้เห็นกับตาว่าน้องไม่เป็นอะไร” แจจุงเล่า พร้อมน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ยุนโฮรั้งร่างบางเข้ามากอด ถึงแม้ตอนนี้เขายังไม่เข้าใจอะไรดีนัก แต่พอจับใจความได้ว่า แจจุงคงจะสะเทือนใจกับเหตุการณ์นั้นมากๆ ถึงขนาดฝังใจ ถ้าน้องไม่รับโทรศัพท์ อาจจะเกิดอันตรายกับน้องเหมือนที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่
“ใจเย็นๆ คุณไม่ต้องร้อง ผมสัญญาแล้วนี่จะพาคุณไปหาน้อง”
“จริงๆนะ คุณจะพาไปจริงๆนะ แล้วทำไมเรายังไม่ไปกันสักทีล่ะ” แจจุงเงยหน้าผละออกมาจากอ้อมกอดของยุนโฮมองคนตรงหน้าอย่างมีความหวัง
“ผมกำลังรอเครื่องไง เขากำลังเช็คเครื่องกันอยู่ อีกสักพักเราก็จะได้ออกเดินทางแล้ว”
“เครื่องอะไร” แจจุงถาม ไม่มีท่าทีกระวนกระวายแบบเมื่อกี้ คงเพราะเริ่มวางใจเรื่องน้อง เพราะเขาสัญญาว่าจะพาไปหาน้องแน่ๆเลย
“ฮอ.ไง อยู่ข้างบนนี่เอง เดี๋ยวสักพักเราก็จะได้กลับโซลแล้ว คุณไม่ต้องร้องไห้นะ ยังไงวันนี้คุณได้เจอน้องคุณแน่ๆ” ยุนโฮบอกอย่างอ่อนโยนพลางใช้มือไล้เบาๆเช็ดรอยน้ำตาออกจากแก้มนวลทั้งสอง ข้าง แจจุงยิ้มอย่างดีใจเหมือนเด็กๆได้ของเล่นถูกใจ ภาพนั้นทำให้ยุนโฮอดไม่ได้ที่จะมอบจุมพิตเบาๆให้กับริมฝีปากบาง ก่อนจะผละออกมาอย่างแสนเสียดาย
“คุณนี่แปลกนะ บางครั้งก็ดูไร้เดียงสา บางครั้งก็ดูร้ายๆ ตกลงคุณเป็นคนยังไงกันแน่แจจุง” ยุนโฮเอ่ยถามขึ้นลอยๆ แต่ไม่มีคำตอบจากร่างบาง เพราะตอนนี้แจจุงกำลังใจจดใจจ่อกับการจะได้กลับไปหาน้อง ไม่รับรู้แม้กระทั่งจูบอันแสนอบอุ่นเมื่อกี้นี้ด้วยซ้ำ
ยูชอน เดินไปเดินมาอยู่ในห้องทำงานหลายรอบ วันนี้เขาไม่มีสมาธิทำอะไรทั้งนั้น หลังจากที่ไอ้โย่งนั่นกลับไปเขาก็ไม่มีสมาธิอีกเลย ร่ำๆจะวิ่งไปลากตัวคนต้นเหตุเข้ามาถามให้หายสงสัย ว่าหมอนั่นเป็นใคร แล้วก็ไปสนิทสนมกันตอนไหน ทำไมต้องมีการร้องห่มร้องไห้เวลาจากกัน ไหนจะท่าทางสนิทสนมกันเกินพอดี ไหนจะยิ้มหวานให้กันตอนส่งกันหน้าห้อง ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด
แถมท่าทีของคุณเลขาตอนเจอหมอนั่นก็ดูดีใจ ไม่เหมือนตอนเจอไอ้หน้าปลาชนเขื่อนที่แทบอยากจะวิ่งหนี ความจริงเขาก็ดีใจอยู่หรอกที่รู้ว่าไอ้หน้าปลาจนเขื่อนมันแต่งงานไปแล้ว แต่ขู่แข่งอย่างหมอนั่นยังดีกว่ามาเจอคู่แข่งแบบเจ้าหมอนี่ แค่คุยกันไม่นาน เขาก็รู้ว่าชเวซึงฮยอนไม่ใช่คนโง่ ไม่ทำอะไรผลีผลามอย่างได้หน้าปลาชนเขื่อน ดูอย่างตอนคุยกันเรื่องงาน ไอ้โย่งนั่นอ่านสัญญาของเขาซะละเอียดยิบ นี่ขนาดยังไม่ได้เข้าที่ประชุม ถ้าเข้าที่ประชุมจะขนาดไหน
ความรอบความ ความสุขุมผิดกับไอ้หน้าปลาชนเขื่อนลิบลับ คู่ต่อสู้อย่างนี้รับมือยากจริงๆ แถมคนกลางก็ยังมีท่าทีเป็นใจ โว้ย~ ทำไมถึงมีแต่คนมารุมรัก รุมสนใจกันนะ รู้งี้ไม่ปล่อยให้แต่งตัวดีๆหรอก เป็นคุณปู่ยุค80ก็ดีอยู่แล้วเชียว ไม่น่าเลย คุณแม่นะคุณแม่ ไหนบอกว่าอยากได้ลูกสะใภ้ เล่นแต่งซะน่ารักคนอื่นๆก็มารุมเต็มไปหมด ลูกชายปวดหัวนะเนี่ย ยูชอนกระแทกตัวนั่งที่โซฟา ก่อนจะพรวดพราดลุกขึ้นมาทันทีที่นึกอะไรได้
“หรือว่าจะเป็นหมอนี่ ที่เขาเคยบอกว่าสารภาพผิดตัว” ไม่รอช้า ยูชอนรีบเดินออกไปหาคุณเลขาที่อยู่หน้าห้องทันที
“นี่คุณ”
จุน ซูเงยหน้ามอง ก่อนจะก้มลงทำงานต่อย่างไม่สนใจ หน้าตาท่าทางแบบนี้ คงคิดอะไรแผลงๆอีกล่ะสิ ไม่มีทาง วันนี้เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็จะเกาะโต๊ะทำงานไว้ให้แน่น ไม่ยอมเข้าไปในห้องเด็ดขาด จุนซูคิดเพราะเริ่มจับทิศทางอารมณ์แปรปรวนของเจ้านายได้ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาเกือบเดือน เขาเจอมาแล้วทุกอย่าง ทั้งเหวี่ยงไม่มีสาเหตุ หื่น หรือแม้แต่กระทั่งความเจ้าเล่ห์ขนาดก๊อบกุญแจบ้านของเขา เคาะประตูห้องจนเขาหลงกลเปิดให้เข้ามาลวนลามได้ เดินออกมาหน้าหงิกมาขนาดนี้ ต้องอยากจะรู้แน่ๆว่าเขากับพี่ซึงฮยอนเป็นอะไรกัน เรื่องอะไรจะบอก ขืนบอกว่าเป็นอะไรกัน วันนี้เขาคงถูกลวนลามอีกแน่ๆเลย
“คุณ เงยหน้ามาพูดกับผมดีๆเดี๋ยวนี้” ยูชอนพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่ก็เงียบ คุณเลขาก็ยังคงง่วนอยู่กับการทำกราฟแสดงผลประกอบการประจำปี ไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
“คิมจุนซู”
“คุณคิมจุนซู” ยูชอนเรียก แต่จุนซูก็ยังเฉย
“ถ้า คุณไม่คุยกับผมดีๆให้รู้เรื่อง ผมจะลากคุณเข้าไปปล้ำในห้องเดี๋ยวนี้ล่ะ” เท่านั้นล่ะ คุณเลขาตวัดตากลับมามองสายตาขุ่นทันที นั่นไง พูดไม่ทันขาดคำ นี่ขนาดไม่ได้พูดอะไร คุณเจ้านายจอมหื่นยังหาเรื่องจนได้
“มีอะไร ก็ว่ามาสิ อย่ามาถามคำถามไร้สาระนะ ผมกำลังทำงาน นี่มันเวลาทำงานเห็นไหม” จุนซูตอบ พลางชี้นิ้วไปที่นาฬิกาข้อมือออปชั่นเสริมที่คุณนายปาร์คประทานมา
“ไอ้หมอนั่นมันเป็นอะไรกับคุณ” นั่นไง ว่าแล้ว ต้องถามเรื่องนี้แน่ๆ ทำไมซื้อหวยไม่เคยถูกนะ
“ผม ถือว่านี่เป็นคำถามไร้สาระ งั้นผมจะทำงานต่อ เชิญคุณเข้าไปทำงานของคุณได้แล้ว คุณอึนยองต้องการลายเซ็นของคุณภายในวันนี้ทั้งสามตั้งเลยนะ” จุนซูบอกอย่างไม่สนใจ หันกลับไปทำงานของตัวเองหน้าตาเฉย แถมยังสั่งเจ้านายอย่างเขาให้เข้าไปทำงานซะด้วย
“ไม่ตอบใช่ไหม ก็ได้ ผมจะปล้ำคุณตรงนี้แหละ” ยูชอนพูดพลางเดินอ้อมโต๊ะเข้าไปหาคุณเลขา
“อย่าเข้ามานะ” จุนซูลุกขึ้นพร้อมคว้าอาวุธใกล้ตัวที่สุดที่หาได้ตอนนั้น
“คิดว่าปากกานี่จะทำอะไรผมได้หรือไง” ยูชอนยกยิ้มกวนๆ พลางเดินเข้าไปใกล้อีกนิด
“ได้ สิ ถ้าเข้ามาผมจะแทงให้ไส้ทะลุเลย ไอ้เจ้านายหื่น” จุนซูตะคอกกลับ แต่นั่นไม่ได้ทำให้คนตัวโตกว่ากลัวสักนิด ตอนนี้ปาร์คมิกกี้กำลังบ้าเลือด อะไรก็ฉุดไม่อยู่ ถ้าวันนี้คุณเลขาไม่ตอบ ได้เลื่อนจากเลขาเป็นเมียท่านประธานแน่ๆ จุนซูถอยออกห่าง จนตอนนี้ตัวเขาติดอยู่กับตู้เอกสารทางด้านหลัง แถมไอ้คุณเจ้านายบ้ามันยังเดินเข้าใกล้ๆอีก
“ว่าไง จะบอกหรือไม่บอก”
“แล้วทำไมคุณต้องถามแบบนี้ทุกครั้งด้วยนะ”
“ก็ผมอยากรู้ ทำไมคุณต้องปิดบังด้วยล่ะ”
“ก็มันเรื่องส่วนตัวของผม ทำไมผมต้องบอกคุณด้วยเล่า ทีคุณไปทำอะไรที่ไหนมาก่อน ผมยังไม่อยากจะรู้เลย”
“ถ้าคุณอยากรู้ก็ได้ ผมจะเล่าให้ฟัง ผมไปทำอะไรที่ไหน มีแฟนมาแล้วกี่คน คุณอยากรู้ไหมล่ะ ผมจะเล่าให้ฟังหมดเลย”
“ไม่ เอา ผมไม่อยากจะรู้สักหน่อย ถอยออกไปนะ” จุนซูตะคอก แต่ก็ไม่มีผลอะไรสักนิด ในเมื่อตอนนี้อาวุธที่เขาคิดว่ามันน่าจะขู่คุณเจ้านายได้ลอยหวือออกไปด้วย น้ำมือของคุณเจ้านาย แถมตอนนี้แม้กระทั่งตัวเองก็ยังถูกรวบเอาไว้ทั้งตัวอีกต่างหาก
“ปล่อย สิ บอกให้ปล่อย เดี๋ยวใครขึ้นมาเห็นเข้า ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” จุนซูทั้งผลักทั้งดัน ทั้งดิ้นเต็มที่เพื่อหวังที่จะหลุดออกจากอ้อมกอดของคุณเจ้านาย
“ถ้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ก็เอามาไว้ที่ผมก็ได้นะ” ยูชอนตอบ
“จะ บ้าหรือไง ที่ผมพูดนี่หมายถึงให้ปล่อย ทำไมคุณถึงเป็นคนแบบนี้นะ เอาแต่ใจตัวเอง จะเอาอะไรก็เอาให้ได้ นิสัยไม่ดี” จุนซูต่อว่า ยูชอนยู่หน้านิดนึงอย่างขัดใจ ทำไมคุณเลขาถึงไม่เคยเห็นอะไรดีๆในตัวเขาบ้างนั่ง อย่างเช่น จ่ายเงินเยอะแยะมากมายไม่เคยบ่นสักคำ เวลาจูบคุณเลขา ไหนจะไปรับส่งทุกวันไม่มีขาด แถมยังทำตัวเป็นคนดีโทรไปรายงานตลอดว่ากลับถึงบ้านแล้ว ไม่ได้ออกไปนอกลู่นอกทางที่ไหนอีกต่างหาก แต่คุณเลขาก็ไม่เคยสนใจจะจำสักนิด
“ก็ช่วยไม่ได้ ใครสั่งให้คุณขัดใจผมล่ะ ถ้าคุณไม่ขัดใจผม ป่านนี้ก็ไม่ต้องมาดิ้นให้เหนื่อย ตอบผมมาดีๆซะก็หมดเรื่องว่าหมอนั่นเป็นใคร” ยูชอนรวบมือเล็กๆที่พยายามทั้งผลักทั้งดันเขาออกแล้วกดเอาไว้ข้างลำตัวคุณ เลขา
“อย่าดิ้นนักสิคุณ ไม่งั้นผมต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดทำให้คุณสงบนะ” ยูชอนยิ้มในตาพราวระยับ
“หื่น ไม่เข้าเรื่อง น่าเกลียดที่สุดเลย” คุณเลขาต่อว่า แต่ก็ยอมหยุดดิ้นแต่โดยดี เพราะไม่อยากถูกจูบอีกครั้ง วันนี้เขาโดนไปกี่ครั้งแล้วเนี่ย วุ้ย~ ถี่ซะจดไม่ทันแล้ว ไอ้เจ้านายบ้า ถ้ารู้ว่าหื่นขนาดนี้ไม่รับทำหรอก
“บอกมาเร็ว เขาเป็นใคร เป็นอะไรกับคุณ” เงียบ ไม่มีคำตอบ
“ลอง ดีกับผมใช่ไหม ได้เลย” ยูชอนโน้มหน้าเข้าไปใกล้ แต่ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะได้สัมผัสกลีบปากบางของคุณเลขา เสียงคนตัวเล็กก็ขัดขึ้นก่อน
“ก็ได้บอกแล้วๆๆๆ” ยูชอนจิ๊ปากอย่างขัดใจ อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้วเชียว แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยว ยูชอนจึงกดจูบแรงๆที่ริมฝีปากบางทีนึงเร็วๆ
“อื้อ เจ้านาย ก็บอกว่าจะบอกแล้วไง จูบทำไม”
“ให้รางวัลที่จะบอกไง ตั้งแสนนึงนะ ไม่เอาเหรอ” ยูชอนหัวเราะ
“ไม่อยากได้แล้ว ผมบอกว่ายกเลิกสัญญาแล้วไง พูดไม่รู้เรื่อง”
“ยก เลิกสัญญาก็ดี ผมจะได้จูบคุณฟรีๆไม่เสียเงินด้วย ไม่ต้องนอกเรื่องเลย บอกมาเร็วเขาเป็นใคร” จุนซูหน้ามุ่ย ไอ้เจ้านายบ้า หาเรื่องได้เปรียบได้ตลอดเวลา ชิส์ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
“ก็แค่คนรู้จักกันเท่านั้น พอใจหรือยัง”
“แค่คนรู้จักทำไมต้องร้องห่มร้องไห้เวลาเขาไปเมืองนอกล่ะ”
“ก็คนรักกันชอบกันจากไปนานๆก็ต้องคิดถึงกันบ้าง”
“อะไรนะ” ยูชอนตะโกนเสียงดัง นี่เขาได้ยินอะไรผิดไปใช่ไหม ไม่จริง เป็นไปไม่ได้
“ตะโกนทำไม เนี่ย”
“หมาย ความว่าคุณกับหมอนั่น เป็นแฟนกันงั้นเหรอ” ยูชอนถามเสียงลอยๆ แขนที่เคยรัดรอบตัวคุณเลขาอยู่ค่อยๆหมดแรงลงช้าๆ จนปล่อยให้คุณเลขาเป็นอิสระได้ง่ายๆ จุนซูรีบถอยออกมาทันที ไม่ได้ทันสังเกตอาการแปลกๆของเจ้านายแม้แต่น้อย
“ไม่ได้เป็นแฟนกัน ผมรักเขาข้างเดียวต่างหาก พี่ซึงฮยอนเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วยสักหน่อย”
~ แปล๊บ~
ยู ชอนรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านหัวใจของเขา มันรู้สึกชาๆ เหมือนกับว่าหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ เพราะคำที่พูดที่ออกมาจากปากคนตัวเล็ก ยูชอนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสักพัก ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องอย่างฉุนเฉียว ปิดประตูห้องทำงานดังสนั่น กระเทือนแก้วหูของคุณเลขาที่ยืนมองอยู่หน้าห้องงงๆ อะไรอีกเนี่ยโกรธอะไรอีก จุนซูได้แต่ส่ายหัว ก็อยากรู้ก็บอกให้แล้วจะมาโกรธอะไรอีก วุ้ย~ทำงานกับคนแบบนี้แล้วปวดหัวเป็นบ้า พลางก้มลงเก็บข้าวของที่ตกเกลื่อนกลาดจากการต่อสู้เมื่อกี้ แล้วจัดแจงทำงานต่อ ไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ให้ห้องทำงานของยูชอน กำลังพายุพัดกระหน่ำขนาดไหน คุณเลขารู้แต่ว่า คุณเจ้านายไม่มากวนใจแค่นี้ก็พอใจแล้ว
ยูชอนทิ้งตัวลงนั่งที่ เก้าอี้ทำงานอย่างหมดแรง รู้สึกมึนชากับคำตอบที่ได้รับ นี่แสดงว่าคุณเลขาของเขามีคนรักอยู่แล้วสินะ มิน่าถึงไม่ได้สนใจเขาเลยสักนิด หึ~ สมน้ำหน้าตัวเองนัก แล้วนี่ดันทะลึ่งไปบอกขอแต่งงานกับเขา เขาไม่ตอกกลับมาหน้าหงายก็ดีเท่าไหร่แล้ว
เมื่อกี้เขาต้องเป็นบ้า แน่ๆ ที่จู่ๆไปขอแต่งงานกับผู้ชายด้วยกัน โง่จริงๆ ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ทั้งหงุดหงิดตัวเอง แล้วก็หงุดหงิดคนข้างนอกนั่นด้วย มีคนรักแล้วทำไมไม่บอกเขา คิมจุนซู ต้องทำเสน่ห์ใส่เขาแน่ๆ ไม่งั้นเขาคงไม่หลงผิดแบบนี้หรอก แต่ก่อนที่ยูชอนจะรู้สึกหดหู่ไปมากกว่านี้ เขาก็ยกเอาอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาบดบังความรู้สึกชาๆ ปวดหนึบๆที่หัวใจ กลายเป็นพาลพะโลขึ้นมาแทน
“ให้ตายเหอะ คนอย่างปาร์คยูชอนมีผู้หญิงให้เลือกตั้งมากมาย ทำไมต้องมาสนใจคนอย่างตาเฉิ่มข้างนอกนั่นดด้วย หึ~ ดีละคิมจุนซู ต่อไปนี้ผมจะไม่สนใจคุณอีก จะไปทำอะไรที่ไหนก็เชิญเลย ผมจะไม่ยุ่งกับคุณอีกแล้ว” ยูชอนตัดสินใจแน่วแน่ ว่าจะไม่สนคนตัวเล็กอีกต่อไป ไม่ว่าจะมีใครหน้าไหนเข้ามา เขาก็ไม่ยุ่งด้วยแล้ว จะไม่สน จะไม่มอง จะไม่แตะอีกแล้วคอยดู
ทันทีที่ฮอลงจอด แจจุงแทบจะวิ่งถลาออกไปจากเครื่อง ดีว่ายุนโฮดึงตัวเอาไว้ก่อน รอจนเครื่องดับสนิทแล้วถึงปล่อยตัวคุณเออีลงมา แจจุงรีบวิ่งไปที่ลิฟท์ทันที ตอนนี้ใจของเขาบินกลับไปที่บ้านแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้น้องจะเป็นยังไง ยุนโฮมองภาพนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด นี่คุณเออีเป็นมากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เดินตามไปเงียบๆ
“เดี๋ยว คุณจะไปไหน”
“ลงไปเรียกแท็กซี่ไง ผมจะรีบกลับ ปล่อยผมสิ”
“ไม่ ต้องหรอก บ้านคุณอยู่ไหน เดี๋ยวผมไปส่ง” ยุนโฮบอก เพราะสภาพจิตใจแบบนี้ เขาคิดว่าเขาควรจะไปด้วยดีกว่า กลัวว่าจะไปเป็นอะไรกลางทาง
“ไม่ต้องก็ได้ผมไปเองได้”
“ผม บอกว่าผมไปส่ง คุณจะรีบไปไม่ใช่เหรอ นี่มันก็เย็นมากแล้ว ตอนนี้รถแท็กซี่ในโซลไม่ว่างง่ายๆหรอก” ยุนโฮบอก พลางรั้งร่างบางเดินออกไปยังด้านหลังที่เป็นลานจอดรถ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเลื่อนรถให้อย่างทุกที ยุนโฮเปิดประตูให้แจจุงเข้าไปนั่งทางด้านข้างคนขับ ก่อนที่ตัวเองจะเดินไปนั่งประจำที่คนขับ หันไปถามทางจากคุณเออี สักพักรถสปอร์ตคันหรูก็เคลื่อนออกจากลานจอดรถ มุ่งหน้าไปที่บ้านของคุณเออีทันที
ไม่ถึงชั่วโมง พาหนะแรงม้าสูงก็เคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าบ้านของแจจุง ร่างบางรีบเปิดประตูเข้าไปทันทีที่ลงจากรถ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสภาพบ้าน เพราะตอนนี้บ้านของเขามีใครก็ไม่รู้เข้ามาอยู่เต็มไปหมด ไหนจะกองหินกองทราย กองไม้อะไรอีกจิปาถะ สวนของเขาแทบจะจมหายไปกับกองวัสดุก่อสร้าง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เนี่ย จุนซู จุนซู” แจจุงตะโกนเรียกชื่อน้องชาย พลางสาวเท้าเข้าไปในตัวบ้าน มียุนโฮเดินตามมาติดๆ ร่างสูงกวาดสายตาดูรอบๆบ้านขนาดกะทัดรัดสองชั้น มีพื้นที่เป็นสนามหน้าบ้านเล็กน้อย แต่มันคงจะเคยดูดีกว่านี้ ถ้าไม่มีวัสดุก่อสร้างมากองเต็มไปหมด ยุนโฮมองตามร่างบางที่วิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว
“จุนซู จุนซู” แจจุงตะโกน เรียก แต่คนที่ลงมาจากบันไดชั้นสองกลับไม่ใช่น้องชายของเขา แต่เป็นหญิงวัยกลางคนเดินลงมาแทน
“คุณเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในนี้” หญิงกลางคนเอ่ยถาม
“ผม ต่างหากที่ต้องถาม คุณเข้ามาทำอะไรในบ้านผม แล้วนี่อะไรทำมีเศษหินเศษปูนเต็มบ้านผมไปหมดเลย” แจจุงถามพลางกวาดนิ้วไปรอบตัวๆ พื้นไม้ปาเก้ขัดมันเงาวับของเขา ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยฝุ่นปูน รอยทราย แล้วก็เศษอะไรอีกจิปาถะมากมาย ดีแต่ว่าฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างทุกชิ้นถูกคลุมด้วยผ้าขาวอย่างดี
“คุณคงเป็นพี่ชายของคุณหนูจุนซูสิคะ” หญิงกลางคนถามต่อ
“ครับผมเป็นพี่ชายของจุนซู แล้วนี่เขาไปไหน หรือว่าเขาเป็นอะไร” แจจุงละล่ำละลักถาม
“ไม่ มีใครเป็นอะไรหรอกค่ะ คุณหนูจุนซูออกไปทำงานตามปกติตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ส่วนที่นี่กำลังต่อเติมห้องแต่งตัวให้คุณหนูจุนซูอยู่ค่ะ ก็เลยรกนิดหน่อย คุณกลับมาเหนื่อยๆจะพักก่อนก็ได้นะคะ แต่ตอนเย็นๆแบบนี้เสียงอาจจะดังหน่อย แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะคะ รอยพวกนี้พวกเราทำความสะอาดทุกครั้งที่เลิกงานค่ะ รับรองไม่เลอะเทอะแน่ๆค่ะ เพราะคุณหนูจุนซูบอกไว้แล้วว่าพี่ชายไม่ชอบบ้านรกๆ”
“จุนซูไปทำงานแต่เช้าประมาณกี่โมงครับ” แจจุงรีบถามเพราะเขาโทรไปหาน้องประมาณ10โมงกว่าๆ แล้วหลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้เลย
“รู้สึก จะออกไปราว9-10โมงนะคะ ดิฉันไม่แน่ใจ เพราะดิฉันเพิ่งมาจากบ้านใหญ่ค่ะ ตอนมาคุณหนูจุนซูก็ออกไปทำงานแล้วทุกครั้ง เลยไม่เคยได้เจอกันค่ะ”
“จุน ซูไม่อยู่ที่นี่เหรอ” แจจุงหมุนตัวกลับทันที ชนเข้ากับยุนโฮที่เพิ่งเดินตามข้ามมา ทำให้เสียหลักจะล้ม ดีแต่ว่ายุนโฮรวบตัวเอาไว้ได้ก่อน
“จะรีบไปไหนอีกล่ะ”
“น้องไม่อยู่บ้าน ผมจะตามไปดูที่บริษัท” แจจุงตอบ พยายามเบี่ยงตัวออกจากยุนโฮ เพราะกำลังรีบ
“น้องคุณทำงานที่ไหน เดี๋ยวผมไปส่งให้ก็ได้”
“ไม่เป็นไร น้องผมทำงานใกล้ๆบ้านแถวนี้เอง เลยจากบริษัทผมไปไม่ได้ไกล เดี๋ยวผมนั่งรถไฟใต้ดินไปเองก็ได้”
“ดื้อ อีกแล้ว ไปขึ้นรถ บอกทางผมด้วย” ยุนโฮจูงมือร่างบางออกไปด้วยกัน ทิ้งให้คุณแม่บ้านจากบ้านตระกูลปาร์คยืนงงอยู่ตรงนั้น ไม่เข้าใจว่าพี่ชายคุณหนูจุนซูทำไมต้องรีบร้อนไปพบน้องขนาดนั้น
ยุ นโฮขับรถมาตามทางที่แจจุงบอก ในที่สุดรถของเขาก็มาจอที่หน้าบริษัทเงินทุนคุ้นตา คิ้วหนาขมวดเข้าหากันทันทีที่เขาหันไปเจอป้ายชื่อบริษัทที่อยู่ด้านหน้า
“บริษัทหมอนั่นเหรอเนี่ย” ยุนโฮพึมพำเบาๆ
“อะไรนะครับ”
“เปล่า ไม่มีอะไร คุณจะไปหาน้องชายไม่ใช่เหรอ เชิญตามสบายเลย เดี๋ยวผมรออยู่ในรถนี่ก็ได้” ยุนโฮตอบ ถึงจะไม่รู้ว่าน้องชายแจจุงทำงานในตำแหน่งอะไร แต่ถ้าเลี่ยงได้ เขาคิดว่าเขาไม่ควรเจอหน้าคู่อริตอนนี้ ยังไม่อยากกัดกับมัน ตอนนี้มีเรื่องอื่นที่เขาอยากรู้มากกว่า ถ้าเจอน้องชายของแจจุงก็ดีเหมือนกัน จะได้ถามให้รู้เรื่อง
“ก็ได้ครับ” แจจุงตอบ รีบลงจากรถไปที่เคาท์เตอร์รีเซฟชั่นทันที
“สวัสดี ค่ะ ไม่ทราบว่ามาติดต่อเรื่องอะไรคะ” รีเซฟชั่นสาวถามเสียงหวาน พร้อมส่งยิ้มการค้าให้กับลูกค้าทุกคนที่มาติดต่องานที่บริษัท แต่สำหรับคนนี้เต็มใจยิ้มเต็มที่ คนอะไรไม่รู้หน้าหวานปานจะหยดจริงๆ
“คุณ คิมจุนซูอยู่ไหมครับ ผมต้องการพบคุณคิมจุนซูครับ” แจจุงตอบ รีเซฟชั่นสาวขมวดคิ้ว มาพบคุณจุนซู ทำงานมาตั้งนานไม่เคยเห็นมีใครมาติดต่อขอพบคุณเลขาสักที แถมคนที่มาขอพบยังหน้าหวานอีกต่างหาก อย่างนี้ต้องมีอะไรแน่ๆเลย
“คุณจุนซูยังทำงานอยู่ข้างบนค่ะ จะให้ดิฉันเรียนว่าใครมาขอพบคะ”
“ผม ชื่อคิมแจจุง เป็นพี่ชายเขาครับ คุณช่วยบอกให้เขาลงมาหาผมตอนนี้ได้ไหม” แจจุงตอบ รีเซฟชั่นสาวสองคนหันมามองหน้ากันอย่างอึ้งๆ ลูกบ้านนี้เขากินข้าวกับอะไรเนี่ย คนน้องนี่ก็ว่าหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูจะแย่อยู่แล้ว แต่พอมาเจอคนพี่นี่เล่นเอาอึ้ง หน้าหวานสวยมาแต่ไกล โอ้ยเห็นแล้วอิจฉาคนบ้านนี้จริงๆ
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ … คุณจุนซูคะ มีคนมาขอพบค่ะ คุณคิมแจจุงค่ะ เขาบอกว่าเป็นพี่ชาย ค่ะ ได้ค่ะ” รีเซฟชั่นสาววางโทรศัพท์ภายในลงเบาๆ ก่อนจะหันมายิ้มหวานให้คนตรงหน้า
“คุณจุนซูกำลังลงมาค่ะ เชิญนั่งรอที่มุมรับรองด้านโน้นได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะให้แม่บ้านนำน้ำไปเสิร์ฟให้นะคะ”
“ขอบ คุณครับ” แจจุงยิ้มอย่างดีใจเพราะความโล่งอก น้องไม่ได้เป็นอะไรจริงๆด้วย ก้มหัวให้นิดนึงเป็นเชิงขอบคุณก่อนจะเดินไปนั่งที่รอที่มุมรับรองอีกด้านนึง
“เธอๆๆ นั่นใครน่ะ” รีเซฟชั่นสาวอีกคนเดินออกมาพบกับแจจุงพอดี รีบกระซิบถามเพื่อนๆที่ยืนอยู่ข้างหน้า
“พี่ชายคุณจุนซู”
“หา!!! นั่นนะ พี่ชายคุณจุนซู”
“อืม สวยเนอะ”
“นั่น สิ บ้านนี้เขาเลี้ยงลูกด้วยอะไรเนี่ย อีกคนก็น่ารักซะ อีกคนก็สวยโอ้ย~ ถ้าผู้ชายเป็นแบบนี้กันหมด แล้วฉันจะหาแฟนได้ไงเนี่ย” แล้วทั้งสามก็ถอนหายใจออกมาพร้อมๆกัน
ไม่นานจุนซูก็ลงมาหาแจจุ งที่ล๊อบบี้ กล่าวขอบคุณรีเซฟชั่นที่หน้าฟร้อนท์ที่ต้อนรับพี่ชายเขาอย่างดี คนตัวเล็กรีบเดินเร็วๆไปหาร่างบางที่นั่งหันหลังให้ตรงโซฟารับแขก
“พี่ แจจุง” จุนซูเรียกเบาๆ แจจุงหันมาตามเสียง เห็นน้องชายไม่เป็นอะไรก็โล่งออก รั้งร่างบางของน้องชายมากอดแน่นๆ ทำเอาจุนซูงงไปชั่วขณะ
“จุนซูๆ จุนซูไม่เป็นอะไรจริงๆด้วย พี่เป็นห่วงแทบแย่” แจจุงพูดพร้อมกับเพิ่มแรงรัดแน่นเข้าไปอีก จนคนตัวเล็กเริ่มหายใจไม่ออก
“พี่ แจจุง เป็นอะไรไป ผมไม่ได้เป็นอะไรนะ ก็ทำงานอยู่เฉยๆ ทำไมถึงคิดว่าผมจะเป็นอะไรไปล่ะ” จุนซูค่อยๆดันตัวพี่ชายออก เพราะตอนนี้คนทั้งล็อบบี้กำลังมองเขากันเป็นแถบ จุนซูได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆให้กับทุกคนแถวนั้น
“จะไม่ให้พี่ห่วงได้ไง ก็จุนซูไม่รับโทรศัพท์พี่ แถมยังตัดสายไปเฉยๆ จุนซูก็รู้ว่าพี่เป็นห่วง” แจจุงตอบ จุนซูถึงกับถอนหายใจเฮือก เออ~ นั่นสิเขาผิดเองที่ไม่โทรไปบอกพี่ว่าไม่ได้เป็นอะไร มัวแต่ตกใจที่ได้เจอพี่ซึงฮยอน แถมต้องรบรากับคุณเจ้านายจอมหื่นอีก เลยลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท
“พี่แจจุง นี่พี่มาจากพูซานเลยเหรอ” จุนซูดึงพี่ชายให้นั่งลงบนโซฟาตัวยาวข้างๆตัวเอง
“ใช่ สิ พี่เป็นห่วงมากเลยรู้ไหม กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับจุนซู” พูดจบดวงตากลมโตก็เริ่มจะมีน้ำรื้นๆขึ้นมาทันที จุนซูจับมือพี่ชายมากุมเอาไว้ทั้งสองข้าง
“อย่าร้องไห้สิพี่ จุนซูไม่ได้เป็นอะไรนี่ไง จุนซูขอโทษที่ไม่ได้โทรไปบอก พอดีติดงานจริงๆเลยลืมไปเลยว่าสายมันตัด ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง” แจจุงพยักหน้าน้อยๆอย่างเข้าใจ ตอนนี้อาการ panic ที่คิดว่าคนที่รักที่สุดของตัวเองต้องจากไปเริ่มหายไปทีละน้อย เพราะโล่งใจที่น้องชายไม่ได้เป็นอะไร ทำให้แจจุงเริ่มกลับมาเป็นคนเดิม ไม่มีอาการวิตกจริตเหมือนที่ผ่านมา
“คราวหน้าถ้ารับโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องส่งแมสเซสมาบอกพี่รู้ไหม”
“ฮะ สัญญาคราวนี้จะไม่ลืมอีกเด็ดขาด แล้วนี่พี่แจจุงมายังไง ข้าวของล่ะ แล้วไหนพี่บอกว่าจะต้องถ่ายต่ออีกอาทิตย์ไง” จุนซูมองไปรอบๆคิดว่าจะเจอสัมภาระพี่ชาย
“พี่กลับมาเลย ไม่ถ่ายมันแล้ว พี่ไม่อยากปล่อยให้จุนซูอยู่คนเดียว”
“ผม ไม่เป็นอะไรสักหน่อย พี่แจจุงไปทำงานเถอะนะ เดี๋ยวพี่ฮีซอลก็มาฉีกอกผมพอดี ทำให้รายได้เขาหายอ่ะ” จุนซูทำหน้ามุ่ย แจจุงหัวเราะลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู ภาพความสนิทสนมระหว่างพี่กับน้องทำให้พนักงาน และผู้ที่มาติดต่อแถวนั้นยืนมองกันเพลิน จะไม่ให้เพลินได้ไง ก็ภาพตรงหน้ามันน่ามองน้อยซะที่ไหนล่ะ
“เอางี้ ไหนๆวันนี้พี่ก็กลับมาแล้ว เรากลับไปกินข้าวด้วยกันที่บ้านกันนะ อีกไม่กี่นาทีก็เลิกงานแล้ว พี่แจจุงรอจุนซูเคลียร์งานแป๊บนึงนะ เดี๋ยวเรากลับพร้อมกัน”
“อืม เออจุนซู จุนซูสั่งต่อบ้านใหม่เหรอ เอาเงินมาจากไหนน่ะ แล้วเขาต่อเติมแบบนั้นเราจะกลับไปนอนที่บ้านได้ยังไง” แจจุงถามสิ่งที่สงสัย เพราะตอนนี้สภาพบ้านแทบจะอยู่ไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เรื่อง มันยาวน่ะ ไว้เดี๋ยวจุนซูเล่าให้ฟัง ส่วนเรื่องบ้านไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพอเลิกงานเขาก็เก็บข้าวของให้เรียบร้อย เราก็กลับไปอยู่บ้านเราเหมือนเดิมนั่นแหละ เดี๋ยวจุนซูลงมานะ” แจจุงพยักหน้า จุนซูยิ้ม ก่อนจะขอตัวขึ้นไปจัดการงานให้เรียบร้อย แถมยังต้องบอกคุณเจ้านายด้วยว่าวันนี้เขาคงไปนอนที่บ้านเจ้านายอย่างที่คุณ แม่เชิญไม่ได้ เพราะพี่ชายกลับมาแล้ว
~ ก๊อกๆๆๆ ~
“เชิญ” ยูชอนตอบ ทั้งที่ๆรู้ว่าต้องเป็นคุณเลขาเข้ามาแน่ๆ เพราะนี่มันได้เวลาเลิกงานแล้ว แต่เขาก็เลือกที่จะไม่หันไปมอง เพราะตั้งใจไว้ว่าต่อไปนี้จะไม่สนใจคุณเลขาอีก
“เอ่อ เจ้านายจะกลับหรือยัง”
“ยัง มีอะไรหรือเปล่า” ยูชอนปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบแสดงความเหินห่างเฉยชาอย่างเห็นได้ชัด คุณเลขาขมวดคิ้วนิดนึงอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็คิดว่าคุณเจ้านายยังโกรธอยู่เลยไม่ได้สนใจ เพราะตามธรรมดาคนอย่างคุณเจ้านาย โกรธเองได้ก็หายเองได้เป็นเรื่องปกติ
“คือ ว่าผมจะเข้ามาบอกว่า วันนี้ไม่ต้องไปส่งผมหรอกนะ พี่ชายผมมารับ ฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่า ผมขอโทษที่ไม่ได้ไปตามคำเชิญของท่าน” จุนซูตอบ ยูชอนเงยหน้ามองคุณเลขานิดนึง
“พี่ชายคุณกลับมาแล้วเหรอ”
“อืม กลับมาแล้ว”
“งั้น ก็ตามสบาย ผมจะบอกคุณแม่ให้” พูดจบก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนเดิม ไม่มีท่าทางจะรั้งหรือจะงอแงอย่างที่ควรจะเป็น คุณเลขายักไหล่อย่างไม่สนใจ ก็คงจะงอนไม่เลิกอยู่นั่นแหละ ช่างประไร ไม่มาเกาะแกะก็ดีแล้ว
“งั้นผมไปก่อนนะ สวัสดีครับ” จุนซูก้มหัวให้นิดนึง ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป
ทันที ที่ประตูงับปิดสนิท คนที่เคร่งกับการทำงานอยู่นานก็ทิ้งปากกาทันที ลุกขึ้นยืนพรวดพราดไปมองที่กระจกห้องทำงานด้านที่ติดกับหน้าบริษัท เพราะรู้ว่าคุณเลขาต้องออกทางนี้แน่นอน เขาอยากจะรู้ว่าพี่ชายคุณเลขามารับจริงไหม สักพักเขาก็เห็นคุณเลขาเดินออกมากับผู้ชายอีกคนนึง ตัวบอบบางกว่าคุณเลขาเล็กน้อย คงจะเป็นพี่ชายสินะ ลูกบ้านนี้เขากินอะไรกัน ตัวถึงได้เล็กกันทุกคน
ยูชอนถอนใจอย่างโล่งอก ที่คุณเลขาไม่ได้โกหกเขา ตอนแรกเขานึกว่าคุณเลขาอ้างว่าพี่ชายมารับ แล้วไปกับไอ้โย่งนั่นซะอีก แต่เท่าที่เห็นคนตัวเล็กไม่ได้ไปกับไอ้โย่ง แต่คงจะไปกับพี่ชายจริงๆ แต่ก็โล่งใจได้ไม่นาน เพราะตอนนี้คุณเลขากับพี่ชายกำลังเดินตรงไปที่รถคันนึงคุ้นตาสุดๆ จะไม่ให้คุ้นได้ยังไง ในเมื่อรถคันนี้ในประเทศนี้มีอยู่คันเดียว รถที่เขาหมายตาเอาไว้ แต่ถอยออกมาไม่ทัน เพราะไอ้คู่อริตัวดีมันดันสั่งตัดหน้าไปซะก่อน
“รถไอ้ยุนโฮนี่ แล้วนี่ไปรู้จักกับมันได้ยังไง โธ่เว้ย~ทำไมถึงได้มีผู้ชายเข้ามายุ่งด้วยมากหน้าหลายตาจังนะคิมจุนซู” ยูชอนบ่นอย่างหงุดหงิด แล้วยิ่งหัวเสียมากยิ่งขึ้นที่เห็นคุณเลขาขึ้นรถคันนั้นออกไป
%%%%%%%
TBC
หวัง ว่าคงยังสนุกกับฟิคเรื่องนี้อยู่นะคะ *ยิ้มหวาน* ถึงแม้มันจะนานมาไปหน่อยก็เหอะ เพราะช่วงนี้งานยุ่งมากจริงๆค่ะ แล้วก็อยากจะขอโทษ
ทุกคนที่จองฟิคคนใช้ฯ ไว้ด้วยนคะ ที่มันนานมากขนาดนี้ จนบางคนอาจจะลืมไปแล้วด้วยว่าจอง (หัวเราะ) แต่สัญญาว่าจะสรุปจบให้เร็วที่สุดค่ะ ส่วนใครที่ทิ้งเมลล์ไว้ให้แล้ว เราจะเมล์กลับไปแจ้งให้ทราบทันทีที่จัดการสรุปทุกอย่างเรียบร้อยค่ะ ขอบคุณที่รอกันนะคะ ^^
อ่านให้สนุกนะคะ
“จุนซู”
“พี่ซึงฮยอน” จุนซูอุทานขึ้นเบาๆ เรียกให้คุณเจ้านายที่กำลังงงกับเหตุการณ์หันไปมองคุณเลขาที่กำลังยืนจ้องหน้าชายหนุ่มผู้มาใหม่
“จุนซูจริงๆด้วย ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ชาย ผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานของยูชอน เดินเข้ามาหาจุนซูที่ยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้น มือใหญ่จับเข้าที่ไหล่บางของคุณเลขาอย่างถือสนิท แต่แปลก คราวนี้คุณเลขาไม่ได้ทำท่าอยากจะปัดออกเหมือนตอนที่ไอ้หน้าปลาชนเขื่อนมัน จับ ยูชอนมองทั้งสองคนสลับกันไปมาอยู่สักพัก ก่อนจะเริ่มรู้สึกถึงอาการผิดแปลกของคนตัวเล็ก คิมจุนซูผู้เฉยชาต่อทุกอย่างที่เขาทำ ตอนนี้กำลังมีอาการแปลกๆ ใบหน้าน่ารักที่เขาสัมผัสอยู่ทุกวัน เริ่มซับสีเรื่อๆขึ้น
ยูชอน อึ้งไปสักพัก ลางสังหรณ์ของเขากำลังร้องเตือนเสียงดังอยู่ข้างๆหู มันต้องมีอะไรแน่ๆ ผู้ชายคนนี้อาจจะมาเหนือเมฆมากกว่าไอ้หน้าปลาชนเขื่อน ฮึ่ย~ อะไรกันเนี่ย อุตส่าห์ดีใจที่ได้หมอนั่นไม่โผล่มาเกาะแกะหลายวัน นี่ยังมีคนใหม่โผล่มาอีกเหรอะเนี่ย แล้วหมอนี่เป็นใคร ยูชอนเริ่มสนใจมองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างพิจารณา
ร่าง สูงใหญ่ อาจจะสูงกว่าเขานิดนึงด้วยซ้ำ เสื้อผ้าเรียบหรูดูดีมีสไตล์ ไม่ใช่สักแต่ว่าใส่ๆเหมือนไอ้หน้าปลาชนเขื่อน หน้าตาก็.. เอาเป็นว่าดูดีแล้วกัน แต่ขอโทษครับไม่อยากจะคุยปาร์คยูชอนหล่อกว่าอยู่แล้ว ดูๆรวมๆแล้วก็เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอยู่นิดนึงมั้ง ยูชอนพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง เพราะถ้าหากคุณเลขามีท่าทีจะโอนเอียงไปทางหมอนี่ สงสัยเขาต้องออกแรงขืนไว้สุดฤทธิ์
“พี่ซึงฮยอนสบายดีเหรอครับ” จุนซูช้อนตามองคนตรงหน้า พอสบสายตาคมเขาตรงๆ คนตัวเล็กก็เริ่มมีอาการประหม่า เขาไม่เคยคิดว่าคนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีจะอยู่ดีๆมาโผล่ตรงหน้าเขาแบบนี้
“พี่ สบายดี จุนซูล่ะ แล้วทำไมจู่ๆก็หายไปเลย พี่ถามฮยอนอา รายนั้นก็บอกแต่ว่าไม่รู้เหมือนกัน” ซึงฮยอนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนถามน้องชายน้อยๆคนนึง แต่น้ำเสียงแบบนั้นกำลังทำให้คนสองคนที่ได้ยินมีปฏิกิริยาต่างกันออกไป คนแรก คิมจุนซู ร่างเล็กก้มหน้าลง นัยน์ตามีแววเศร้าหมองลงเล็กน้อย แต่ก็ปรับให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางส่งยิ้มสดใสให้คนตรงหน้า ก่อนจะตอบคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงร่าเริงปิดบังเรื่องที่อยู่ในใจได้อย่าง มิดชิด
“จุนซูย้ายบ้านน่ะฮะ ก็เลยไม่ได้ติดต่อกันอีก แล้วจุนซูก็เปลี่ยนเบอร์ด้วยฮะ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง มิน่าถึงได้ติดต่อกันไม่ได้ พี่เองก็เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเหมือนกัน พี่ก็สงสัย ตอนที่พี่ไปจุนซูยังไม่โบกไม้โบกมือร้องไห้ส่งพี่อยู่ที่สนามบิน แต่พอตอนพี่กลับทำไมถึงไม่ไปรับพี่อย่างตอนไปส่ง” ซึงฮยอนยิ้มให้คนตัวเล็กอย่างอ่อนโยน
แต่สำหรับคนที่ยืนมองเหตุการณ์ ตรงหน้าเงียบๆมานานอย่างยูชอน กลับรู้สึกไม่ชอบทั้งน้ำเสียงและท่าทางที่ชายแปลกหน้าทำกับคุณเลขาเลยแม้แต่ น้อย คิ้วเข้มเริ่มขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ ก่อนจะส่งเสียงกระแอมเรียกให้สองคนหันกลับมาสนใจเจ้าของห้องที่ยืนเป็นหัว หลักหัวตออย่างเขาบ้าง
“ขอโทษนะครับที่ขัดจังหวะคุณสองคน คือผมต้องการทราบว่า คุณมาติดต่อเรื่องธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ ถึงขึ้นมาถึงข้างบนนี้” ยูชอนถามน้ำเสียงราบเรียบ ใจจริงอยากจะชักสีหน้าใส่ไอ้หมอนี่ด้วยซ้ำ แต่ติดอยู่ที่ว่าหมอนี่อาจจะเป็นลูกค้าคนสำคัญของบริษัท รีเซฟชั่นข้างล่างถึงได้อนุญาตให้ขึ้นมาหาเขาถึงบนนี้
“ผมต้องขอ โทษด้วยนะครับ พอดีว่าเราไม่ได้เจอกันมานานน่ะครับ พอเจอกันผมก็เลยดีใจมากไปหน่อย ขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาท” ซึงฮยอนละจากคนตัวเล็กเดินมาหาเจ้าของห้องที่ตีหน้าตูมสุดๆ
“นี่ ครับนามบัตรผม ผมชเวซึงฮยอนครับ ผมมาขอรับทราบเงื่อนไขการกู้กินของอิมกรุ๊ปแทนคุณอิมน่ะครับ” ซึงฮยอนยื่นนามบัตรของเขาให้กับยูชอน ยูชอนรับมามองเพียงปราดเดียวตามมารยาท ก่อนจะเอ่ยปากถามถึงสิ่งที่สงสัย
“มาแทนคุณอิม แล้วคุณอิมไปไหนเหรอครับ”
“คุณ อิมมีธุระด่วนนะครับ เลยต้องรีบกลับไปที่บ้านก่อน ภรรยาเขาคลอดวันนี้น่ะครับ ก็เลยต้องกลับไปให้กำลังใจกัน ผมก็เลยต้องมาดำเนินงานตามเรื่องทางนี้แทนเขา”
“ภรรยา” ยูชอนพึมพำ “คุณอิมมีภรรยาแล้วเหรอครับ” ยูชอนถามพลางมองเลยข้ามไปหาคุณเลขาที่ยืนฟังเฉยๆไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร เหมือนรู้อยู่แล้ว
“ครับ น้องสาวผมเองครับ ตอนนี้เธอกำลังคลอดทางบ้านก็เลยโทรตามให้คุณอิมกลับไปดูแล แล้วส่งผมมาตามเรื่องทางนี้แทน” ซึงฮยอนตอบ ยูชอนอยากจะเดินเข้าไปถามคุณเลขาซะจริงๆ รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าไอ้หน้าปลาชนเขื่อนมันมีเมียแล้ว ถึงไม่อยากยุ่งด้วย แล้วทำไมไม่บอกเขาสักคำ ปล่อยให้เขาหงุดหงิดอยู่ได้ตั้งนาน คอยดูคืนนี้ได้มีเคลียร์กันยาว ไหนจะเรื่องที่รู้จักกับไอ้โย่งนี่อีก ฮึ่ย~ เห็นท่าทางเชยๆทำไมมีผู้ชายในชีวิตเยอะอย่างนี้เนี่ย
“เชิญ นั่งก่อนสิครับ” ยูชอนเอ่ยเชิญซึงฮยอนไปนั่งที่โซฟารับแขก ก่อนจะหันไปสั่งคุณเลขาด้วยภาษาสนิทสนมสุดๆ เหมือนประกาศให้รู้กลายๆว่าเขากับคุณเลขาเป็นอะไรกัน ใครหน้าไหนก็เข้ามายุ่งไม่ได้
“จุนซูครับ ขอแฟ้มอิมกรุ๊ปให้พี่ด้วย อ้อแล้วก็ขอกาแฟสองแก้วด้วยนะครับ” ยูชอนหันไปสั่งคุณเลขาเสียงหวาน เล่นเอาคุณเลขาที่กำลังทำตัวไม่ถูกเพราะเจอคนรู้จักหันกลับมาตีหน้ามุ่ยใส่ อย่างไม่พอใน ไอ้คุณเจ้านายอีกแล้ว ทำตัวสนิทเกินเหตุทุกทีเดี๋ยวพี่ซึงฮยอนก็เข้าใจผิดหรอก เดินกระแทกเท้าไปหยิบแฟ้มของอิมกรุ๊ปที่ตู้เอกสารมายื่นส่งให้คุณเจ้านายที่ นั่งเต๊ะท่าอยู่ที่โซฟาอย่างเคืองๆ
“อ่ะ เอาไป” คุณเลขายื่นแฟ้มพรวดมาตรงหน้าคุณเจ้านายแรงจนเกือบทิ่มหน้ายูชอน ดีแต่ว่ายูชอนเบนหลบได้ทัน ก่อนที่มันจะทิ่มมาที่หน้าหล่อๆของเขา ยูชอนรับแฟ้มนั้นมาถือในมือมองตามคุณเลขาที่เดินกระฟัดกระเฟียดออกไป
“จุนซูนี่เป็นอย่างนี้ตลอด” ซึงฮยอนหัวเราะ
“เป็น ยังไงเหรอครับ” ยูชอนเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารหันไปมองเป็นเชิงถามเสียงเรียบ ทั้งที่ในใจเริ่มกรุ่นๆ ไอ้หมอนี่รู้สึกจะรู้จักคุณเลขาของเขาไปซะทุกอย่าง
“ก็ท่าทางกระฟัดกระเฟียดนี่ไงครับ เขาเป็นอย่างนี้มานานแล้ว อะไรที่เขาไม่พอใจเขาก็จะงอนกระแทกกระทั้นทุกสิ่งทุกอย่างแบบนี้ละครับ” ซึงฮยอนหัวเราะเบาๆ
ยูชอนยิ้มนิดๆตาม แต่ภายในใจกำลังเดือดปุดๆ ทั้งหมั่นไส้ ทั้งหงุดหงิดที่มีคนรู้จักคุณเลขามากกว่าเขา เคยเห็นกิริยาอาการต่างๆของคุณเลขามากกว่าเขา ถ้าจะให้พูดตรงๆ เขาไม่เคยเห็นน้ำตาของคุณเลขาเลยสักครั้ง ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดเมื่อรู้ว่าคุณเลขาถึงกับเสียน้ำตาที่หมอนี่จะไปเมือง นอก
ทำไมต้องร้องไห้เวลาหมอนี่ไปเมืองนอก แล้วถ้าเขาไปบ้างคุณเลขาจะร้องไห้มั่งไหม ฮึ่ย~ แสดงความสนิทสนมให้เห็นมากๆเข้าไปเหอะ เดี๋ยวพ่อยกเลิกโครงการ คราวที่แล้วไอ้หน้าปลาชนเขื่อนไม่ทำขนาดนี้ เขายังแทบจะโยนโครงการนี้ทิ้งขยะวันละหลายๆหน แล้วนี่มาประกาศความสนิทชิดเชื้อขนาดนี้ โยนทิ้งมันตอนนี้เลยดีไหมเนี่ย
สัก พักคุณเลขาก็เข้ามาพร้อมกับถาดกาแฟหอมกรุ่น วางลงตรงหน้าแขกอย่างนิ่มนวล แล้วก็ไม่ลืมที่จะกระแทกเล็กๆตรงหน้าคุณเจ้านายตัวดี ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้สองหนุ่มคุยงานกันอยู่ด้านใน ไม่ได้รู้เลยว่า ข้างในเขากำลังจะเกิดสงครามย่อยๆ สงครามที่ปาร์คยูชอนก่อขึ้นเพียงคนเดียว โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลยสักนิด
“ไอ้เจ้านายบ้า ทำแบบนี้ทุกที ทำอย่างกับเป็นเจ้าของเจ้าของเรางั้นแหละ พี่เหรอ แหวะ หมั่นไส้จิกหัวใช้เราอย่างกับอะไรดี ทีอย่างนี้ทำมาเป็นพูดเพราะๆ” จุนซูกระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานพร้อมเสียงบ่นหงุงหงิง ไม่พอใจที่คุณเจ้านายชอบแสดงอาการต่อหน้าคนอื่นๆ ว่าเขาเป็นแฟน ทั้งที่เป็นแค่การจ้างแบบหลอกๆเท่านั้น คอยดู วันนี้เขาต้องยกเลิกสัญญาให้ได้ คุณเลขาคิดอย่างหงุดหงิด
แต่ความ คิดทั้งหมดก็ชะงักลง ทันทีที่คิดถึงชายหนุ่มอีกคนนึง ชเวซึงฮยอน พี่ซึงฮยอน ในที่สุดเขาก็กลับมา ความจริงจุนซูรู้ดีว่าซึงฮยอนกลับมาวันไหน แถมเขาก็ยังไปรับที่สนามบินตามสัญญาที่เขาให้ไว้ในวันที่ซึงฮยอนไปเรียนต่อ ปริญญาโทที่อังกฤษ แต่ว่าเขาไม่ได้แสดงตัวเท่านั้นเอง เพราะเขาไม่อยากผิดสัญญากับเพื่อน
ทั้งที่เขาอยากจะวิ่งเข้าไปแสดง ตัว ไปบอกว่าเขาเองก็มารับตามสัญญาเหมือนกัน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะที่นั่นไม่ได้มีแค่พี่ซึงฮยอนคนเดียว แต่มีทั้งฮยอนอา และพี่ยองพิลอยู่ด้วย เขาสัญญากับฮยอนอาแล้วว่าจะไม่โผล่หน้าไปให้ครอบครัวของเธอเห็นอีก เพราะความเข้าใจผิดแค่เล็กน้อย ทำให้เขากับเพื่อนที่สนิทที่สุดต้องเลิกคบกัน จุนซูนั่งหลับตาพิงพนักเก้าอี้อยู่อย่างนั้น พลางถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
“ฮยอนอา ฉันไม่ได้ผิดสัญญากับเธอนะ แต่พวกเราทุกคน วนกลับมาเจอกันโดยบังเอิญเอง ฉันไม่ได้ผิดสัญญานะ”
แจ จุงพยายามโทรศัพท์หาน้องชายตั้งแต่เดินตามยุนโฮเข้ามาในโรงแรมอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครรับสาย ร่างบางยิ่งร้อนรน แถมคนที่บอกว่าจะพาเขาไปหาน้องที่โซลก็หายไปสักพักใหญ่ๆ ยังไม่กลับมาสักที แจจุงลุกจากโซฟาในห้องสุดหรูที่กินพื้นที่ชั้นบนสุดของโรงแรมทั้งชั้น ร่างบางไม่ได้สนใจกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามรอบตัวเลยสักนิด ทั้งที่มันสามารถมองเห็นได้ง่ายดาย
เพราะห้องนั่งเล่นทั้งหมด กรุกระจกติดฟิล์มกรองแสงบางๆทำให้มองเห็นทิวทัศน์ข้างล่างได้ชัดเจน ท้องทะเลกำลังส่องแสงระยิบระยับล้อแสงแดดที่ทอแสงลงมา ถ้าอยู่ในอารมณ์ปกติแจจุงคงจะหลงใหลทันทีที่มองเห็น แต่ตอนนี้ใจของเขากำลังร้อนรุ่ม ห้องชุดสวยงามหรูหราพร้อมกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศไม่ได้ทำให้เขา อารมณ์เย็นขึ้นได้เลย
แจจุงมองเลยเข้าไปส่วนปีกขวาของห้อง ที่คนตัวโตเดินหายเข้าไปในนั้นนานสองนานจนขณะนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะออกมา อย่างหงุดหงิด หมอนี่กำลังจะทำอะไรเนี่ย หรือว่าที่บอกเขาข้างล่างนั่นล้อเล่น ไม่เอาแล้ว เขาจะไม่รออีกต่อไป ขืนรอชักช้ากว่านี้น้องเขาเป็นอะไรไปก่อนเขาคงจะอยู่ไม่ได้แน่ๆ แจจุงตัดสินใจคว้าข้าวของกำลังจะออกเดิน แต่ก็ต้องชะงักเพราะเสียงทุ้มนุ่มดังขัดขึ้นมาก่อน
“จะไปไหนน่ะ” ยุนโฮเอ่ยถาม
“ก็ ไปหาน้องผมน่ะสิ ถ้าคุณไม่คิดช่วยจริงจังก็อย่ามาล้อเล่นกับผมได้ไหม ผมต้องการจะไปหาน้องจริงๆ” แจจุงพูดพลางก้าวเดินไปข้างหน้า ยุนโฮรีบวิ่งไปดักเอาไว้ ทันก่อนที่คุณเออีคนสวยจะเปิดประตูห้องออกไป
“เดี๋ยวสิคุณ ทำไมใจร้อนแบบนี้นะ” ยุนโฮคว้ากระเป๋าจากมือของแจจุงมาถือไว้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแย่งมาได้ง่ายๆ เพราะแจจุงดึงเอาไว้สุดแรง
“ปล่อยสิ เอากระเป๋าผมคืนมานะ ผมจะรีบไป”
“ใจ เย็นๆก่อนได้ไหม เอางี้คุณลองคิดดูดีๆสิ ถ้าคุณจะไปเองเนี่ย คุณจะไปยังๆไง กว่าจะนั่งรถไปจากโรงแรม กว่าจะซื้อตัว กว่าจะบินกลับ คิดว่าใช้เวลากี่ชั่วโมงกัน นี่มันพูซานนะคุณ ไม่ใช่ว่าแค่นั่งแท็กซี่แล้วจะกลับบ้านได้เลย” แจจุงชะงัก นั่นสิ แล้วเขาจะไปทันได้ยังไง ที่นี่ไกลจากโซลตั้งเยอะ ร่างบางทรุดลงไปนั่งกับพื้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เหมือนหมดแรงๆไปดื้อๆ ยุนโฮนั่งลงมองหน้าคุณเออี ตอนนี้ดวงตากลมโตเหม่อมองไปข้างหน้าแบบเลื่อนลอย ยุนโฮขมวดคิ้ว นี่เขาเป็นอะไรไปอีก เมื่อกี้ร้อนรนจะเป็นจะตายจะไปหาน้องให้ได้ แต่ตอนนี้ก็นิ่งไปเฉยๆอีกแล้ว
“นั่นสินะ คุณพูดถูก ผมจะไปหาน้องทันได้ยังไง ป่านนี้น้องผมต้องตายแล้วแน่ๆเลย ฮือๆๆๆ จุนซู พี่ขอโทษ พี่ไปช่วยน้องไม่ทันแล้ว ฮือๆๆ” จู่ๆๆคุณเออีก็น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แถมก้มหน้าก้มตาปิดหน้าร้องไห้เสียงดังลั่นห้อง เล่นเอายุนโฮที่กำลังนั่งมองอยู่ตกใจ
“เดี๋ยวสิคุณ ร้องไห้ทำไม ใจเย็นๆก่อนสิ” ยุนโฮพยายามรั้งใบหน้าของคุณเออีขึ้นมาจากมือบางทั้งสองข้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ แจจุงยังคงร้องให้สะอึกสะอื้น แถมด้วยเสียงพึมพำถึงน้องชายตลอดเวลา
“คุณมีอะไรก็บอกผมสิ น้องชายคุณคงไม่เป็นอะไรง่ายๆขนาดนั้นหรอก เชื่อผมนะ เขาอาจจะกำลังยุ่งอยู่เลยไม่ได้โทรหาคุณก็ได้” ในเมื่อไม่สามารถทำให้คุณเออีหันมาคุยดีๆได้ ยุนโฮก็รั้งร่างบางเข้ามากอด ลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยผมสีอ่อนเบาๆอย่างปลอบโยน
“น้องตายแล้ว น้องต้องตายแล้วแน่ๆเลย” แจจุงยังคงพร่ำพรรณนาต่อไป ไม่สนใจคำปลอบอะไรทั้งสิ้น ยุนโฮถอนใจอย่างหนักหน่วง ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณเออีถึงมีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนขนาดนี้ กับแค่น้องชายไม่รับโทรศัพท์ ซึ่งในความจริงแล้ว คนเราไม่รับโทรศัพท์มีเหตุผลตั้งหลายอย่าง ไม่เห็นจำเป็นต้องโดนทำร้ายถึงตายเลยสักนิด ยุนโฮแกะมือบางออกจากใบหน้าของคุณเออี จับมันเอาไว้แน่นๆ เพราะว่าทันทีที่เขาปล่อย แจจุงก็จะยกมือขึ้นปิดหน้าอีกครั้ง
“คุณ ฟังผมให้ดีนะ น้องคุณไม่เป็นอะไรหรอกเชื่อผมสิ เขาคงไม่ว่ารับโทรศัพท์เท่านั้นแหละ ไม่ต้องตกใจไปหรอก”
“ไม่ จริง น้องต้องรับโทรศัพท์ผม จุนซูต้องรับโทรศัพท์สิ ถ้าผมโทรไปเขาต้องรับ ถ้าเรารับไม่ได้มันต้องเกิดเรื่องแน่ๆ เหมือนตอนนั้น มันต้องเหมือนตอนนั้นแน่ๆเลย” แจจุงพูดอย่างร้อนรน
“ใจเย็นๆ เล่าให้ผมฟังก่อนได้ไหม ทำไมน้องคุณต้องรับโทรศัพท์คุณทุกครั้ง แล้วเหตุการณ์ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น พวกคุณเคยเป็นแบบนี้ใช่ไหม” ยุนโฮพยายามพูดให้แจจุงคลายความกังวล เพราะเขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ท่าทางแบบนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ มันไม่ใช่อาการของคนที่เป็นห่วงน้องแค่ธรรมดา มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น
“ไม่ใช่ ผมกับน้อง แต่เป็นพ่อกับแม่ต่างหาก พ่อกับแม่ไม่รับโทรศัพท์เราวันนั้น พวกเราโทรหาตั้งหลายที แต่พ่อกับแม่ก็ไม่รับ แล้ววันรุ่งขึ้น คุณลุงก็มาบอกว่าพ่อกับแม่รถคว่ำตาย ไม่จริง จุนซูต้องไม่ตาย ไม่จริง ผมจะไปดูน้อง ผมต้องไปให้เห็นกับตาว่าน้องไม่เป็นอะไร” แจจุงเล่า พร้อมน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ยุนโฮรั้งร่างบางเข้ามากอด ถึงแม้ตอนนี้เขายังไม่เข้าใจอะไรดีนัก แต่พอจับใจความได้ว่า แจจุงคงจะสะเทือนใจกับเหตุการณ์นั้นมากๆ ถึงขนาดฝังใจ ถ้าน้องไม่รับโทรศัพท์ อาจจะเกิดอันตรายกับน้องเหมือนที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่
“ใจเย็นๆ คุณไม่ต้องร้อง ผมสัญญาแล้วนี่จะพาคุณไปหาน้อง”
“จริงๆนะ คุณจะพาไปจริงๆนะ แล้วทำไมเรายังไม่ไปกันสักทีล่ะ” แจจุงเงยหน้าผละออกมาจากอ้อมกอดของยุนโฮมองคนตรงหน้าอย่างมีความหวัง
“ผมกำลังรอเครื่องไง เขากำลังเช็คเครื่องกันอยู่ อีกสักพักเราก็จะได้ออกเดินทางแล้ว”
“เครื่องอะไร” แจจุงถาม ไม่มีท่าทีกระวนกระวายแบบเมื่อกี้ คงเพราะเริ่มวางใจเรื่องน้อง เพราะเขาสัญญาว่าจะพาไปหาน้องแน่ๆเลย
“ฮอ.ไง อยู่ข้างบนนี่เอง เดี๋ยวสักพักเราก็จะได้กลับโซลแล้ว คุณไม่ต้องร้องไห้นะ ยังไงวันนี้คุณได้เจอน้องคุณแน่ๆ” ยุนโฮบอกอย่างอ่อนโยนพลางใช้มือไล้เบาๆเช็ดรอยน้ำตาออกจากแก้มนวลทั้งสอง ข้าง แจจุงยิ้มอย่างดีใจเหมือนเด็กๆได้ของเล่นถูกใจ ภาพนั้นทำให้ยุนโฮอดไม่ได้ที่จะมอบจุมพิตเบาๆให้กับริมฝีปากบาง ก่อนจะผละออกมาอย่างแสนเสียดาย
“คุณนี่แปลกนะ บางครั้งก็ดูไร้เดียงสา บางครั้งก็ดูร้ายๆ ตกลงคุณเป็นคนยังไงกันแน่แจจุง” ยุนโฮเอ่ยถามขึ้นลอยๆ แต่ไม่มีคำตอบจากร่างบาง เพราะตอนนี้แจจุงกำลังใจจดใจจ่อกับการจะได้กลับไปหาน้อง ไม่รับรู้แม้กระทั่งจูบอันแสนอบอุ่นเมื่อกี้นี้ด้วยซ้ำ
ยูชอน เดินไปเดินมาอยู่ในห้องทำงานหลายรอบ วันนี้เขาไม่มีสมาธิทำอะไรทั้งนั้น หลังจากที่ไอ้โย่งนั่นกลับไปเขาก็ไม่มีสมาธิอีกเลย ร่ำๆจะวิ่งไปลากตัวคนต้นเหตุเข้ามาถามให้หายสงสัย ว่าหมอนั่นเป็นใคร แล้วก็ไปสนิทสนมกันตอนไหน ทำไมต้องมีการร้องห่มร้องไห้เวลาจากกัน ไหนจะท่าทางสนิทสนมกันเกินพอดี ไหนจะยิ้มหวานให้กันตอนส่งกันหน้าห้อง ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด
แถมท่าทีของคุณเลขาตอนเจอหมอนั่นก็ดูดีใจ ไม่เหมือนตอนเจอไอ้หน้าปลาชนเขื่อนที่แทบอยากจะวิ่งหนี ความจริงเขาก็ดีใจอยู่หรอกที่รู้ว่าไอ้หน้าปลาจนเขื่อนมันแต่งงานไปแล้ว แต่ขู่แข่งอย่างหมอนั่นยังดีกว่ามาเจอคู่แข่งแบบเจ้าหมอนี่ แค่คุยกันไม่นาน เขาก็รู้ว่าชเวซึงฮยอนไม่ใช่คนโง่ ไม่ทำอะไรผลีผลามอย่างได้หน้าปลาชนเขื่อน ดูอย่างตอนคุยกันเรื่องงาน ไอ้โย่งนั่นอ่านสัญญาของเขาซะละเอียดยิบ นี่ขนาดยังไม่ได้เข้าที่ประชุม ถ้าเข้าที่ประชุมจะขนาดไหน
ความรอบความ ความสุขุมผิดกับไอ้หน้าปลาชนเขื่อนลิบลับ คู่ต่อสู้อย่างนี้รับมือยากจริงๆ แถมคนกลางก็ยังมีท่าทีเป็นใจ โว้ย~ ทำไมถึงมีแต่คนมารุมรัก รุมสนใจกันนะ รู้งี้ไม่ปล่อยให้แต่งตัวดีๆหรอก เป็นคุณปู่ยุค80ก็ดีอยู่แล้วเชียว ไม่น่าเลย คุณแม่นะคุณแม่ ไหนบอกว่าอยากได้ลูกสะใภ้ เล่นแต่งซะน่ารักคนอื่นๆก็มารุมเต็มไปหมด ลูกชายปวดหัวนะเนี่ย ยูชอนกระแทกตัวนั่งที่โซฟา ก่อนจะพรวดพราดลุกขึ้นมาทันทีที่นึกอะไรได้
“หรือว่าจะเป็นหมอนี่ ที่เขาเคยบอกว่าสารภาพผิดตัว” ไม่รอช้า ยูชอนรีบเดินออกไปหาคุณเลขาที่อยู่หน้าห้องทันที
“นี่คุณ”
จุน ซูเงยหน้ามอง ก่อนจะก้มลงทำงานต่อย่างไม่สนใจ หน้าตาท่าทางแบบนี้ คงคิดอะไรแผลงๆอีกล่ะสิ ไม่มีทาง วันนี้เป็นตายร้ายดียังไงเขาก็จะเกาะโต๊ะทำงานไว้ให้แน่น ไม่ยอมเข้าไปในห้องเด็ดขาด จุนซูคิดเพราะเริ่มจับทิศทางอารมณ์แปรปรวนของเจ้านายได้ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาเกือบเดือน เขาเจอมาแล้วทุกอย่าง ทั้งเหวี่ยงไม่มีสาเหตุ หื่น หรือแม้แต่กระทั่งความเจ้าเล่ห์ขนาดก๊อบกุญแจบ้านของเขา เคาะประตูห้องจนเขาหลงกลเปิดให้เข้ามาลวนลามได้ เดินออกมาหน้าหงิกมาขนาดนี้ ต้องอยากจะรู้แน่ๆว่าเขากับพี่ซึงฮยอนเป็นอะไรกัน เรื่องอะไรจะบอก ขืนบอกว่าเป็นอะไรกัน วันนี้เขาคงถูกลวนลามอีกแน่ๆเลย
“คุณ เงยหน้ามาพูดกับผมดีๆเดี๋ยวนี้” ยูชอนพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่ก็เงียบ คุณเลขาก็ยังคงง่วนอยู่กับการทำกราฟแสดงผลประกอบการประจำปี ไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
“คิมจุนซู”
“คุณคิมจุนซู” ยูชอนเรียก แต่จุนซูก็ยังเฉย
“ถ้า คุณไม่คุยกับผมดีๆให้รู้เรื่อง ผมจะลากคุณเข้าไปปล้ำในห้องเดี๋ยวนี้ล่ะ” เท่านั้นล่ะ คุณเลขาตวัดตากลับมามองสายตาขุ่นทันที นั่นไง พูดไม่ทันขาดคำ นี่ขนาดไม่ได้พูดอะไร คุณเจ้านายจอมหื่นยังหาเรื่องจนได้
“มีอะไร ก็ว่ามาสิ อย่ามาถามคำถามไร้สาระนะ ผมกำลังทำงาน นี่มันเวลาทำงานเห็นไหม” จุนซูตอบ พลางชี้นิ้วไปที่นาฬิกาข้อมือออปชั่นเสริมที่คุณนายปาร์คประทานมา
“ไอ้หมอนั่นมันเป็นอะไรกับคุณ” นั่นไง ว่าแล้ว ต้องถามเรื่องนี้แน่ๆ ทำไมซื้อหวยไม่เคยถูกนะ
“ผม ถือว่านี่เป็นคำถามไร้สาระ งั้นผมจะทำงานต่อ เชิญคุณเข้าไปทำงานของคุณได้แล้ว คุณอึนยองต้องการลายเซ็นของคุณภายในวันนี้ทั้งสามตั้งเลยนะ” จุนซูบอกอย่างไม่สนใจ หันกลับไปทำงานของตัวเองหน้าตาเฉย แถมยังสั่งเจ้านายอย่างเขาให้เข้าไปทำงานซะด้วย
“ไม่ตอบใช่ไหม ก็ได้ ผมจะปล้ำคุณตรงนี้แหละ” ยูชอนพูดพลางเดินอ้อมโต๊ะเข้าไปหาคุณเลขา
“อย่าเข้ามานะ” จุนซูลุกขึ้นพร้อมคว้าอาวุธใกล้ตัวที่สุดที่หาได้ตอนนั้น
“คิดว่าปากกานี่จะทำอะไรผมได้หรือไง” ยูชอนยกยิ้มกวนๆ พลางเดินเข้าไปใกล้อีกนิด
“ได้ สิ ถ้าเข้ามาผมจะแทงให้ไส้ทะลุเลย ไอ้เจ้านายหื่น” จุนซูตะคอกกลับ แต่นั่นไม่ได้ทำให้คนตัวโตกว่ากลัวสักนิด ตอนนี้ปาร์คมิกกี้กำลังบ้าเลือด อะไรก็ฉุดไม่อยู่ ถ้าวันนี้คุณเลขาไม่ตอบ ได้เลื่อนจากเลขาเป็นเมียท่านประธานแน่ๆ จุนซูถอยออกห่าง จนตอนนี้ตัวเขาติดอยู่กับตู้เอกสารทางด้านหลัง แถมไอ้คุณเจ้านายบ้ามันยังเดินเข้าใกล้ๆอีก
“ว่าไง จะบอกหรือไม่บอก”
“แล้วทำไมคุณต้องถามแบบนี้ทุกครั้งด้วยนะ”
“ก็ผมอยากรู้ ทำไมคุณต้องปิดบังด้วยล่ะ”
“ก็มันเรื่องส่วนตัวของผม ทำไมผมต้องบอกคุณด้วยเล่า ทีคุณไปทำอะไรที่ไหนมาก่อน ผมยังไม่อยากจะรู้เลย”
“ถ้าคุณอยากรู้ก็ได้ ผมจะเล่าให้ฟัง ผมไปทำอะไรที่ไหน มีแฟนมาแล้วกี่คน คุณอยากรู้ไหมล่ะ ผมจะเล่าให้ฟังหมดเลย”
“ไม่ เอา ผมไม่อยากจะรู้สักหน่อย ถอยออกไปนะ” จุนซูตะคอก แต่ก็ไม่มีผลอะไรสักนิด ในเมื่อตอนนี้อาวุธที่เขาคิดว่ามันน่าจะขู่คุณเจ้านายได้ลอยหวือออกไปด้วย น้ำมือของคุณเจ้านาย แถมตอนนี้แม้กระทั่งตัวเองก็ยังถูกรวบเอาไว้ทั้งตัวอีกต่างหาก
“ปล่อย สิ บอกให้ปล่อย เดี๋ยวใครขึ้นมาเห็นเข้า ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” จุนซูทั้งผลักทั้งดัน ทั้งดิ้นเต็มที่เพื่อหวังที่จะหลุดออกจากอ้อมกอดของคุณเจ้านาย
“ถ้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ก็เอามาไว้ที่ผมก็ได้นะ” ยูชอนตอบ
“จะ บ้าหรือไง ที่ผมพูดนี่หมายถึงให้ปล่อย ทำไมคุณถึงเป็นคนแบบนี้นะ เอาแต่ใจตัวเอง จะเอาอะไรก็เอาให้ได้ นิสัยไม่ดี” จุนซูต่อว่า ยูชอนยู่หน้านิดนึงอย่างขัดใจ ทำไมคุณเลขาถึงไม่เคยเห็นอะไรดีๆในตัวเขาบ้างนั่ง อย่างเช่น จ่ายเงินเยอะแยะมากมายไม่เคยบ่นสักคำ เวลาจูบคุณเลขา ไหนจะไปรับส่งทุกวันไม่มีขาด แถมยังทำตัวเป็นคนดีโทรไปรายงานตลอดว่ากลับถึงบ้านแล้ว ไม่ได้ออกไปนอกลู่นอกทางที่ไหนอีกต่างหาก แต่คุณเลขาก็ไม่เคยสนใจจะจำสักนิด
“ก็ช่วยไม่ได้ ใครสั่งให้คุณขัดใจผมล่ะ ถ้าคุณไม่ขัดใจผม ป่านนี้ก็ไม่ต้องมาดิ้นให้เหนื่อย ตอบผมมาดีๆซะก็หมดเรื่องว่าหมอนั่นเป็นใคร” ยูชอนรวบมือเล็กๆที่พยายามทั้งผลักทั้งดันเขาออกแล้วกดเอาไว้ข้างลำตัวคุณ เลขา
“อย่าดิ้นนักสิคุณ ไม่งั้นผมต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดทำให้คุณสงบนะ” ยูชอนยิ้มในตาพราวระยับ
“หื่น ไม่เข้าเรื่อง น่าเกลียดที่สุดเลย” คุณเลขาต่อว่า แต่ก็ยอมหยุดดิ้นแต่โดยดี เพราะไม่อยากถูกจูบอีกครั้ง วันนี้เขาโดนไปกี่ครั้งแล้วเนี่ย วุ้ย~ ถี่ซะจดไม่ทันแล้ว ไอ้เจ้านายบ้า ถ้ารู้ว่าหื่นขนาดนี้ไม่รับทำหรอก
“บอกมาเร็ว เขาเป็นใคร เป็นอะไรกับคุณ” เงียบ ไม่มีคำตอบ
“ลอง ดีกับผมใช่ไหม ได้เลย” ยูชอนโน้มหน้าเข้าไปใกล้ แต่ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะได้สัมผัสกลีบปากบางของคุณเลขา เสียงคนตัวเล็กก็ขัดขึ้นก่อน
“ก็ได้บอกแล้วๆๆๆ” ยูชอนจิ๊ปากอย่างขัดใจ อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้วเชียว แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยว ยูชอนจึงกดจูบแรงๆที่ริมฝีปากบางทีนึงเร็วๆ
“อื้อ เจ้านาย ก็บอกว่าจะบอกแล้วไง จูบทำไม”
“ให้รางวัลที่จะบอกไง ตั้งแสนนึงนะ ไม่เอาเหรอ” ยูชอนหัวเราะ
“ไม่อยากได้แล้ว ผมบอกว่ายกเลิกสัญญาแล้วไง พูดไม่รู้เรื่อง”
“ยก เลิกสัญญาก็ดี ผมจะได้จูบคุณฟรีๆไม่เสียเงินด้วย ไม่ต้องนอกเรื่องเลย บอกมาเร็วเขาเป็นใคร” จุนซูหน้ามุ่ย ไอ้เจ้านายบ้า หาเรื่องได้เปรียบได้ตลอดเวลา ชิส์ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
“ก็แค่คนรู้จักกันเท่านั้น พอใจหรือยัง”
“แค่คนรู้จักทำไมต้องร้องห่มร้องไห้เวลาเขาไปเมืองนอกล่ะ”
“ก็คนรักกันชอบกันจากไปนานๆก็ต้องคิดถึงกันบ้าง”
“อะไรนะ” ยูชอนตะโกนเสียงดัง นี่เขาได้ยินอะไรผิดไปใช่ไหม ไม่จริง เป็นไปไม่ได้
“ตะโกนทำไม เนี่ย”
“หมาย ความว่าคุณกับหมอนั่น เป็นแฟนกันงั้นเหรอ” ยูชอนถามเสียงลอยๆ แขนที่เคยรัดรอบตัวคุณเลขาอยู่ค่อยๆหมดแรงลงช้าๆ จนปล่อยให้คุณเลขาเป็นอิสระได้ง่ายๆ จุนซูรีบถอยออกมาทันที ไม่ได้ทันสังเกตอาการแปลกๆของเจ้านายแม้แต่น้อย
“ไม่ได้เป็นแฟนกัน ผมรักเขาข้างเดียวต่างหาก พี่ซึงฮยอนเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วยสักหน่อย”
~ แปล๊บ~
ยู ชอนรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านหัวใจของเขา มันรู้สึกชาๆ เหมือนกับว่าหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ เพราะคำที่พูดที่ออกมาจากปากคนตัวเล็ก ยูชอนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสักพัก ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องอย่างฉุนเฉียว ปิดประตูห้องทำงานดังสนั่น กระเทือนแก้วหูของคุณเลขาที่ยืนมองอยู่หน้าห้องงงๆ อะไรอีกเนี่ยโกรธอะไรอีก จุนซูได้แต่ส่ายหัว ก็อยากรู้ก็บอกให้แล้วจะมาโกรธอะไรอีก วุ้ย~ทำงานกับคนแบบนี้แล้วปวดหัวเป็นบ้า พลางก้มลงเก็บข้าวของที่ตกเกลื่อนกลาดจากการต่อสู้เมื่อกี้ แล้วจัดแจงทำงานต่อ ไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้ให้ห้องทำงานของยูชอน กำลังพายุพัดกระหน่ำขนาดไหน คุณเลขารู้แต่ว่า คุณเจ้านายไม่มากวนใจแค่นี้ก็พอใจแล้ว
ยูชอนทิ้งตัวลงนั่งที่ เก้าอี้ทำงานอย่างหมดแรง รู้สึกมึนชากับคำตอบที่ได้รับ นี่แสดงว่าคุณเลขาของเขามีคนรักอยู่แล้วสินะ มิน่าถึงไม่ได้สนใจเขาเลยสักนิด หึ~ สมน้ำหน้าตัวเองนัก แล้วนี่ดันทะลึ่งไปบอกขอแต่งงานกับเขา เขาไม่ตอกกลับมาหน้าหงายก็ดีเท่าไหร่แล้ว
เมื่อกี้เขาต้องเป็นบ้า แน่ๆ ที่จู่ๆไปขอแต่งงานกับผู้ชายด้วยกัน โง่จริงๆ ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ทั้งหงุดหงิดตัวเอง แล้วก็หงุดหงิดคนข้างนอกนั่นด้วย มีคนรักแล้วทำไมไม่บอกเขา คิมจุนซู ต้องทำเสน่ห์ใส่เขาแน่ๆ ไม่งั้นเขาคงไม่หลงผิดแบบนี้หรอก แต่ก่อนที่ยูชอนจะรู้สึกหดหู่ไปมากกว่านี้ เขาก็ยกเอาอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาบดบังความรู้สึกชาๆ ปวดหนึบๆที่หัวใจ กลายเป็นพาลพะโลขึ้นมาแทน
“ให้ตายเหอะ คนอย่างปาร์คยูชอนมีผู้หญิงให้เลือกตั้งมากมาย ทำไมต้องมาสนใจคนอย่างตาเฉิ่มข้างนอกนั่นดด้วย หึ~ ดีละคิมจุนซู ต่อไปนี้ผมจะไม่สนใจคุณอีก จะไปทำอะไรที่ไหนก็เชิญเลย ผมจะไม่ยุ่งกับคุณอีกแล้ว” ยูชอนตัดสินใจแน่วแน่ ว่าจะไม่สนคนตัวเล็กอีกต่อไป ไม่ว่าจะมีใครหน้าไหนเข้ามา เขาก็ไม่ยุ่งด้วยแล้ว จะไม่สน จะไม่มอง จะไม่แตะอีกแล้วคอยดู
ทันทีที่ฮอลงจอด แจจุงแทบจะวิ่งถลาออกไปจากเครื่อง ดีว่ายุนโฮดึงตัวเอาไว้ก่อน รอจนเครื่องดับสนิทแล้วถึงปล่อยตัวคุณเออีลงมา แจจุงรีบวิ่งไปที่ลิฟท์ทันที ตอนนี้ใจของเขาบินกลับไปที่บ้านแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้น้องจะเป็นยังไง ยุนโฮมองภาพนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด นี่คุณเออีเป็นมากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เดินตามไปเงียบๆ
“เดี๋ยว คุณจะไปไหน”
“ลงไปเรียกแท็กซี่ไง ผมจะรีบกลับ ปล่อยผมสิ”
“ไม่ ต้องหรอก บ้านคุณอยู่ไหน เดี๋ยวผมไปส่ง” ยุนโฮบอก เพราะสภาพจิตใจแบบนี้ เขาคิดว่าเขาควรจะไปด้วยดีกว่า กลัวว่าจะไปเป็นอะไรกลางทาง
“ไม่ต้องก็ได้ผมไปเองได้”
“ผม บอกว่าผมไปส่ง คุณจะรีบไปไม่ใช่เหรอ นี่มันก็เย็นมากแล้ว ตอนนี้รถแท็กซี่ในโซลไม่ว่างง่ายๆหรอก” ยุนโฮบอก พลางรั้งร่างบางเดินออกไปยังด้านหลังที่เป็นลานจอดรถ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเลื่อนรถให้อย่างทุกที ยุนโฮเปิดประตูให้แจจุงเข้าไปนั่งทางด้านข้างคนขับ ก่อนที่ตัวเองจะเดินไปนั่งประจำที่คนขับ หันไปถามทางจากคุณเออี สักพักรถสปอร์ตคันหรูก็เคลื่อนออกจากลานจอดรถ มุ่งหน้าไปที่บ้านของคุณเออีทันที
ไม่ถึงชั่วโมง พาหนะแรงม้าสูงก็เคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าบ้านของแจจุง ร่างบางรีบเปิดประตูเข้าไปทันทีที่ลงจากรถ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสภาพบ้าน เพราะตอนนี้บ้านของเขามีใครก็ไม่รู้เข้ามาอยู่เต็มไปหมด ไหนจะกองหินกองทราย กองไม้อะไรอีกจิปาถะ สวนของเขาแทบจะจมหายไปกับกองวัสดุก่อสร้าง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เนี่ย จุนซู จุนซู” แจจุงตะโกนเรียกชื่อน้องชาย พลางสาวเท้าเข้าไปในตัวบ้าน มียุนโฮเดินตามมาติดๆ ร่างสูงกวาดสายตาดูรอบๆบ้านขนาดกะทัดรัดสองชั้น มีพื้นที่เป็นสนามหน้าบ้านเล็กน้อย แต่มันคงจะเคยดูดีกว่านี้ ถ้าไม่มีวัสดุก่อสร้างมากองเต็มไปหมด ยุนโฮมองตามร่างบางที่วิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว
“จุนซู จุนซู” แจจุงตะโกน เรียก แต่คนที่ลงมาจากบันไดชั้นสองกลับไม่ใช่น้องชายของเขา แต่เป็นหญิงวัยกลางคนเดินลงมาแทน
“คุณเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในนี้” หญิงกลางคนเอ่ยถาม
“ผม ต่างหากที่ต้องถาม คุณเข้ามาทำอะไรในบ้านผม แล้วนี่อะไรทำมีเศษหินเศษปูนเต็มบ้านผมไปหมดเลย” แจจุงถามพลางกวาดนิ้วไปรอบตัวๆ พื้นไม้ปาเก้ขัดมันเงาวับของเขา ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยฝุ่นปูน รอยทราย แล้วก็เศษอะไรอีกจิปาถะมากมาย ดีแต่ว่าฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างทุกชิ้นถูกคลุมด้วยผ้าขาวอย่างดี
“คุณคงเป็นพี่ชายของคุณหนูจุนซูสิคะ” หญิงกลางคนถามต่อ
“ครับผมเป็นพี่ชายของจุนซู แล้วนี่เขาไปไหน หรือว่าเขาเป็นอะไร” แจจุงละล่ำละลักถาม
“ไม่ มีใครเป็นอะไรหรอกค่ะ คุณหนูจุนซูออกไปทำงานตามปกติตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ส่วนที่นี่กำลังต่อเติมห้องแต่งตัวให้คุณหนูจุนซูอยู่ค่ะ ก็เลยรกนิดหน่อย คุณกลับมาเหนื่อยๆจะพักก่อนก็ได้นะคะ แต่ตอนเย็นๆแบบนี้เสียงอาจจะดังหน่อย แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะคะ รอยพวกนี้พวกเราทำความสะอาดทุกครั้งที่เลิกงานค่ะ รับรองไม่เลอะเทอะแน่ๆค่ะ เพราะคุณหนูจุนซูบอกไว้แล้วว่าพี่ชายไม่ชอบบ้านรกๆ”
“จุนซูไปทำงานแต่เช้าประมาณกี่โมงครับ” แจจุงรีบถามเพราะเขาโทรไปหาน้องประมาณ10โมงกว่าๆ แล้วหลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้เลย
“รู้สึก จะออกไปราว9-10โมงนะคะ ดิฉันไม่แน่ใจ เพราะดิฉันเพิ่งมาจากบ้านใหญ่ค่ะ ตอนมาคุณหนูจุนซูก็ออกไปทำงานแล้วทุกครั้ง เลยไม่เคยได้เจอกันค่ะ”
“จุน ซูไม่อยู่ที่นี่เหรอ” แจจุงหมุนตัวกลับทันที ชนเข้ากับยุนโฮที่เพิ่งเดินตามข้ามมา ทำให้เสียหลักจะล้ม ดีแต่ว่ายุนโฮรวบตัวเอาไว้ได้ก่อน
“จะรีบไปไหนอีกล่ะ”
“น้องไม่อยู่บ้าน ผมจะตามไปดูที่บริษัท” แจจุงตอบ พยายามเบี่ยงตัวออกจากยุนโฮ เพราะกำลังรีบ
“น้องคุณทำงานที่ไหน เดี๋ยวผมไปส่งให้ก็ได้”
“ไม่เป็นไร น้องผมทำงานใกล้ๆบ้านแถวนี้เอง เลยจากบริษัทผมไปไม่ได้ไกล เดี๋ยวผมนั่งรถไฟใต้ดินไปเองก็ได้”
“ดื้อ อีกแล้ว ไปขึ้นรถ บอกทางผมด้วย” ยุนโฮจูงมือร่างบางออกไปด้วยกัน ทิ้งให้คุณแม่บ้านจากบ้านตระกูลปาร์คยืนงงอยู่ตรงนั้น ไม่เข้าใจว่าพี่ชายคุณหนูจุนซูทำไมต้องรีบร้อนไปพบน้องขนาดนั้น
ยุ นโฮขับรถมาตามทางที่แจจุงบอก ในที่สุดรถของเขาก็มาจอที่หน้าบริษัทเงินทุนคุ้นตา คิ้วหนาขมวดเข้าหากันทันทีที่เขาหันไปเจอป้ายชื่อบริษัทที่อยู่ด้านหน้า
“บริษัทหมอนั่นเหรอเนี่ย” ยุนโฮพึมพำเบาๆ
“อะไรนะครับ”
“เปล่า ไม่มีอะไร คุณจะไปหาน้องชายไม่ใช่เหรอ เชิญตามสบายเลย เดี๋ยวผมรออยู่ในรถนี่ก็ได้” ยุนโฮตอบ ถึงจะไม่รู้ว่าน้องชายแจจุงทำงานในตำแหน่งอะไร แต่ถ้าเลี่ยงได้ เขาคิดว่าเขาไม่ควรเจอหน้าคู่อริตอนนี้ ยังไม่อยากกัดกับมัน ตอนนี้มีเรื่องอื่นที่เขาอยากรู้มากกว่า ถ้าเจอน้องชายของแจจุงก็ดีเหมือนกัน จะได้ถามให้รู้เรื่อง
“ก็ได้ครับ” แจจุงตอบ รีบลงจากรถไปที่เคาท์เตอร์รีเซฟชั่นทันที
“สวัสดี ค่ะ ไม่ทราบว่ามาติดต่อเรื่องอะไรคะ” รีเซฟชั่นสาวถามเสียงหวาน พร้อมส่งยิ้มการค้าให้กับลูกค้าทุกคนที่มาติดต่องานที่บริษัท แต่สำหรับคนนี้เต็มใจยิ้มเต็มที่ คนอะไรไม่รู้หน้าหวานปานจะหยดจริงๆ
“คุณ คิมจุนซูอยู่ไหมครับ ผมต้องการพบคุณคิมจุนซูครับ” แจจุงตอบ รีเซฟชั่นสาวขมวดคิ้ว มาพบคุณจุนซู ทำงานมาตั้งนานไม่เคยเห็นมีใครมาติดต่อขอพบคุณเลขาสักที แถมคนที่มาขอพบยังหน้าหวานอีกต่างหาก อย่างนี้ต้องมีอะไรแน่ๆเลย
“คุณจุนซูยังทำงานอยู่ข้างบนค่ะ จะให้ดิฉันเรียนว่าใครมาขอพบคะ”
“ผม ชื่อคิมแจจุง เป็นพี่ชายเขาครับ คุณช่วยบอกให้เขาลงมาหาผมตอนนี้ได้ไหม” แจจุงตอบ รีเซฟชั่นสาวสองคนหันมามองหน้ากันอย่างอึ้งๆ ลูกบ้านนี้เขากินข้าวกับอะไรเนี่ย คนน้องนี่ก็ว่าหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูจะแย่อยู่แล้ว แต่พอมาเจอคนพี่นี่เล่นเอาอึ้ง หน้าหวานสวยมาแต่ไกล โอ้ยเห็นแล้วอิจฉาคนบ้านนี้จริงๆ
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ … คุณจุนซูคะ มีคนมาขอพบค่ะ คุณคิมแจจุงค่ะ เขาบอกว่าเป็นพี่ชาย ค่ะ ได้ค่ะ” รีเซฟชั่นสาววางโทรศัพท์ภายในลงเบาๆ ก่อนจะหันมายิ้มหวานให้คนตรงหน้า
“คุณจุนซูกำลังลงมาค่ะ เชิญนั่งรอที่มุมรับรองด้านโน้นได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะให้แม่บ้านนำน้ำไปเสิร์ฟให้นะคะ”
“ขอบ คุณครับ” แจจุงยิ้มอย่างดีใจเพราะความโล่งอก น้องไม่ได้เป็นอะไรจริงๆด้วย ก้มหัวให้นิดนึงเป็นเชิงขอบคุณก่อนจะเดินไปนั่งที่รอที่มุมรับรองอีกด้านนึง
“เธอๆๆ นั่นใครน่ะ” รีเซฟชั่นสาวอีกคนเดินออกมาพบกับแจจุงพอดี รีบกระซิบถามเพื่อนๆที่ยืนอยู่ข้างหน้า
“พี่ชายคุณจุนซู”
“หา!!! นั่นนะ พี่ชายคุณจุนซู”
“อืม สวยเนอะ”
“นั่น สิ บ้านนี้เขาเลี้ยงลูกด้วยอะไรเนี่ย อีกคนก็น่ารักซะ อีกคนก็สวยโอ้ย~ ถ้าผู้ชายเป็นแบบนี้กันหมด แล้วฉันจะหาแฟนได้ไงเนี่ย” แล้วทั้งสามก็ถอนหายใจออกมาพร้อมๆกัน
ไม่นานจุนซูก็ลงมาหาแจจุ งที่ล๊อบบี้ กล่าวขอบคุณรีเซฟชั่นที่หน้าฟร้อนท์ที่ต้อนรับพี่ชายเขาอย่างดี คนตัวเล็กรีบเดินเร็วๆไปหาร่างบางที่นั่งหันหลังให้ตรงโซฟารับแขก
“พี่ แจจุง” จุนซูเรียกเบาๆ แจจุงหันมาตามเสียง เห็นน้องชายไม่เป็นอะไรก็โล่งออก รั้งร่างบางของน้องชายมากอดแน่นๆ ทำเอาจุนซูงงไปชั่วขณะ
“จุนซูๆ จุนซูไม่เป็นอะไรจริงๆด้วย พี่เป็นห่วงแทบแย่” แจจุงพูดพร้อมกับเพิ่มแรงรัดแน่นเข้าไปอีก จนคนตัวเล็กเริ่มหายใจไม่ออก
“พี่ แจจุง เป็นอะไรไป ผมไม่ได้เป็นอะไรนะ ก็ทำงานอยู่เฉยๆ ทำไมถึงคิดว่าผมจะเป็นอะไรไปล่ะ” จุนซูค่อยๆดันตัวพี่ชายออก เพราะตอนนี้คนทั้งล็อบบี้กำลังมองเขากันเป็นแถบ จุนซูได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆให้กับทุกคนแถวนั้น
“จะไม่ให้พี่ห่วงได้ไง ก็จุนซูไม่รับโทรศัพท์พี่ แถมยังตัดสายไปเฉยๆ จุนซูก็รู้ว่าพี่เป็นห่วง” แจจุงตอบ จุนซูถึงกับถอนหายใจเฮือก เออ~ นั่นสิเขาผิดเองที่ไม่โทรไปบอกพี่ว่าไม่ได้เป็นอะไร มัวแต่ตกใจที่ได้เจอพี่ซึงฮยอน แถมต้องรบรากับคุณเจ้านายจอมหื่นอีก เลยลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท
“พี่แจจุง นี่พี่มาจากพูซานเลยเหรอ” จุนซูดึงพี่ชายให้นั่งลงบนโซฟาตัวยาวข้างๆตัวเอง
“ใช่ สิ พี่เป็นห่วงมากเลยรู้ไหม กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับจุนซู” พูดจบดวงตากลมโตก็เริ่มจะมีน้ำรื้นๆขึ้นมาทันที จุนซูจับมือพี่ชายมากุมเอาไว้ทั้งสองข้าง
“อย่าร้องไห้สิพี่ จุนซูไม่ได้เป็นอะไรนี่ไง จุนซูขอโทษที่ไม่ได้โทรไปบอก พอดีติดงานจริงๆเลยลืมไปเลยว่าสายมันตัด ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง” แจจุงพยักหน้าน้อยๆอย่างเข้าใจ ตอนนี้อาการ panic ที่คิดว่าคนที่รักที่สุดของตัวเองต้องจากไปเริ่มหายไปทีละน้อย เพราะโล่งใจที่น้องชายไม่ได้เป็นอะไร ทำให้แจจุงเริ่มกลับมาเป็นคนเดิม ไม่มีอาการวิตกจริตเหมือนที่ผ่านมา
“คราวหน้าถ้ารับโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องส่งแมสเซสมาบอกพี่รู้ไหม”
“ฮะ สัญญาคราวนี้จะไม่ลืมอีกเด็ดขาด แล้วนี่พี่แจจุงมายังไง ข้าวของล่ะ แล้วไหนพี่บอกว่าจะต้องถ่ายต่ออีกอาทิตย์ไง” จุนซูมองไปรอบๆคิดว่าจะเจอสัมภาระพี่ชาย
“พี่กลับมาเลย ไม่ถ่ายมันแล้ว พี่ไม่อยากปล่อยให้จุนซูอยู่คนเดียว”
“ผม ไม่เป็นอะไรสักหน่อย พี่แจจุงไปทำงานเถอะนะ เดี๋ยวพี่ฮีซอลก็มาฉีกอกผมพอดี ทำให้รายได้เขาหายอ่ะ” จุนซูทำหน้ามุ่ย แจจุงหัวเราะลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู ภาพความสนิทสนมระหว่างพี่กับน้องทำให้พนักงาน และผู้ที่มาติดต่อแถวนั้นยืนมองกันเพลิน จะไม่ให้เพลินได้ไง ก็ภาพตรงหน้ามันน่ามองน้อยซะที่ไหนล่ะ
“เอางี้ ไหนๆวันนี้พี่ก็กลับมาแล้ว เรากลับไปกินข้าวด้วยกันที่บ้านกันนะ อีกไม่กี่นาทีก็เลิกงานแล้ว พี่แจจุงรอจุนซูเคลียร์งานแป๊บนึงนะ เดี๋ยวเรากลับพร้อมกัน”
“อืม เออจุนซู จุนซูสั่งต่อบ้านใหม่เหรอ เอาเงินมาจากไหนน่ะ แล้วเขาต่อเติมแบบนั้นเราจะกลับไปนอนที่บ้านได้ยังไง” แจจุงถามสิ่งที่สงสัย เพราะตอนนี้สภาพบ้านแทบจะอยู่ไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เรื่อง มันยาวน่ะ ไว้เดี๋ยวจุนซูเล่าให้ฟัง ส่วนเรื่องบ้านไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพอเลิกงานเขาก็เก็บข้าวของให้เรียบร้อย เราก็กลับไปอยู่บ้านเราเหมือนเดิมนั่นแหละ เดี๋ยวจุนซูลงมานะ” แจจุงพยักหน้า จุนซูยิ้ม ก่อนจะขอตัวขึ้นไปจัดการงานให้เรียบร้อย แถมยังต้องบอกคุณเจ้านายด้วยว่าวันนี้เขาคงไปนอนที่บ้านเจ้านายอย่างที่คุณ แม่เชิญไม่ได้ เพราะพี่ชายกลับมาแล้ว
~ ก๊อกๆๆๆ ~
“เชิญ” ยูชอนตอบ ทั้งที่ๆรู้ว่าต้องเป็นคุณเลขาเข้ามาแน่ๆ เพราะนี่มันได้เวลาเลิกงานแล้ว แต่เขาก็เลือกที่จะไม่หันไปมอง เพราะตั้งใจไว้ว่าต่อไปนี้จะไม่สนใจคุณเลขาอีก
“เอ่อ เจ้านายจะกลับหรือยัง”
“ยัง มีอะไรหรือเปล่า” ยูชอนปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบแสดงความเหินห่างเฉยชาอย่างเห็นได้ชัด คุณเลขาขมวดคิ้วนิดนึงอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็คิดว่าคุณเจ้านายยังโกรธอยู่เลยไม่ได้สนใจ เพราะตามธรรมดาคนอย่างคุณเจ้านาย โกรธเองได้ก็หายเองได้เป็นเรื่องปกติ
“คือ ว่าผมจะเข้ามาบอกว่า วันนี้ไม่ต้องไปส่งผมหรอกนะ พี่ชายผมมารับ ฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่า ผมขอโทษที่ไม่ได้ไปตามคำเชิญของท่าน” จุนซูตอบ ยูชอนเงยหน้ามองคุณเลขานิดนึง
“พี่ชายคุณกลับมาแล้วเหรอ”
“อืม กลับมาแล้ว”
“งั้น ก็ตามสบาย ผมจะบอกคุณแม่ให้” พูดจบก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนเดิม ไม่มีท่าทางจะรั้งหรือจะงอแงอย่างที่ควรจะเป็น คุณเลขายักไหล่อย่างไม่สนใจ ก็คงจะงอนไม่เลิกอยู่นั่นแหละ ช่างประไร ไม่มาเกาะแกะก็ดีแล้ว
“งั้นผมไปก่อนนะ สวัสดีครับ” จุนซูก้มหัวให้นิดนึง ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป
ทันที ที่ประตูงับปิดสนิท คนที่เคร่งกับการทำงานอยู่นานก็ทิ้งปากกาทันที ลุกขึ้นยืนพรวดพราดไปมองที่กระจกห้องทำงานด้านที่ติดกับหน้าบริษัท เพราะรู้ว่าคุณเลขาต้องออกทางนี้แน่นอน เขาอยากจะรู้ว่าพี่ชายคุณเลขามารับจริงไหม สักพักเขาก็เห็นคุณเลขาเดินออกมากับผู้ชายอีกคนนึง ตัวบอบบางกว่าคุณเลขาเล็กน้อย คงจะเป็นพี่ชายสินะ ลูกบ้านนี้เขากินอะไรกัน ตัวถึงได้เล็กกันทุกคน
ยูชอนถอนใจอย่างโล่งอก ที่คุณเลขาไม่ได้โกหกเขา ตอนแรกเขานึกว่าคุณเลขาอ้างว่าพี่ชายมารับ แล้วไปกับไอ้โย่งนั่นซะอีก แต่เท่าที่เห็นคนตัวเล็กไม่ได้ไปกับไอ้โย่ง แต่คงจะไปกับพี่ชายจริงๆ แต่ก็โล่งใจได้ไม่นาน เพราะตอนนี้คุณเลขากับพี่ชายกำลังเดินตรงไปที่รถคันนึงคุ้นตาสุดๆ จะไม่ให้คุ้นได้ยังไง ในเมื่อรถคันนี้ในประเทศนี้มีอยู่คันเดียว รถที่เขาหมายตาเอาไว้ แต่ถอยออกมาไม่ทัน เพราะไอ้คู่อริตัวดีมันดันสั่งตัดหน้าไปซะก่อน
“รถไอ้ยุนโฮนี่ แล้วนี่ไปรู้จักกับมันได้ยังไง โธ่เว้ย~ทำไมถึงได้มีผู้ชายเข้ามายุ่งด้วยมากหน้าหลายตาจังนะคิมจุนซู” ยูชอนบ่นอย่างหงุดหงิด แล้วยิ่งหัวเสียมากยิ่งขึ้นที่เห็นคุณเลขาขึ้นรถคันนั้นออกไป
%%%%%%%
TBC
หวัง ว่าคงยังสนุกกับฟิคเรื่องนี้อยู่นะคะ *ยิ้มหวาน* ถึงแม้มันจะนานมาไปหน่อยก็เหอะ เพราะช่วงนี้งานยุ่งมากจริงๆค่ะ แล้วก็อยากจะขอโทษ
อ่านให้สนุกนะคะ



ดีใจมากๆ แต่ก็ทำให้อยากอ่านต่อมากๆเหมือนกัน รู้สึกเรื่องจะพัวพันกันมากมาย อยากรู้ๆ
ต้องนอนฝันดีแน่เลยคืนนี้ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
#1 By Someone (58.8.177.170) on 2010-05-27 01:52