Recommend

[Fic] ~ Satan Killer ~ Part 3

posted on 20 Apr 2010 22:23 by kameryuichi  in satan

 

 

 

Part 3





คนตัวเล็กตื่นขึ้นมานั่งสีหูสีตาบนเตียงนอน ของตัวเองก่อนจะเหยียดแขนทั้งสองข้างให้ตึง เพื่อสลัดตัวขี้เกียจที่เกาะอยู่บนตัวเองให้หมดไป หรืออย่างน้อยให้มันร่วงๆมั่งก็ยังดี พลางกวาดสายตาไปยังที่นอนอีกฟากนึงของห้อง เห็นแต่เพียงเตียงที่เก็บอย่างเรียบร้อย ไร้ร่างคนที่เป็นเจ้าของนอนอยู่

จุน ซูขมวดคิ้ว เมื่อวันนั้นเขาเป็นอะไรของเขานะ จู่ๆก็ร้องไห้ซะขนาดนั้น แถมไม่ได้ร้องธรรมดา ร้องเป็นชั่วโมงเลยด้วย เล่นเอาคนปลอบต้องนั่งเมื่อยไปนาน เพราะดันไปกอดคนตัวโตกว่า แถมหมอนั่นก็ดันทิ้งน้ำหนักมาซะเต็มที่ ไม่ได้มีเกรงอกเกรงใจกันเลย ตัวก็โตกว่า แถมร้องไห้เสร็จคุณชายก็สลัดเราทิ้งอย่างไม่ใยดีเหมือนสลัดหมอข้างเก่าๆ เปียกน้ำตาไว้ที่ระเบียง เดินเข้ามานอนในห้องเฉยเลย จะขอบคุณสักคำก็ไม่มีคนอะไร

จุนซูคิดในใจพลางส่งค้อนไปยังเตียงนอน ที่ไร้ร่างเจ้าของอย่างหมั่นไส้ เชอะ คราวหน้าถ้าร้องไห้คร่ำครวญอย่างนี้อีก สองตาคิมจุนซูคนนี้ก็จะไม่แล ปล่อยให้นั่งร้องไห้ตาบวมหมดหล่ออยู่ข้างนอกคนเดียวนั่นแหละ โธ่ คิดว่าหล่อแล้วเขาจะง้อรึไง คนอย่างคิมจุนซูไม่เคยง้อใครนะเฟ้ย นี่เห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องกันหรอก เขาถึงได้เดินไปดูอ่ะ ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ ไม่แลให้เสียตาหรอก

คนตัวเล็กได้แต่คิดแค้น เคืองอยู่คนเดียว คนอะไรเราหรืออุตส่าห์เป็นคนคอยปลอบอยู่ตั้งนาน นอกจากจะไม่เห็นความดีของเราแล้ว ยังมองเราเหมือนตัวยุ่งอีก เชอะ ทีหลังไม่อยากให้ยุ่งก็ไปร้องคนเดียวไกลๆสิ ว่าแต่หลังจากวันนั้นหมอนั่นก็ไม่ค่อยอยู่ให้เราเห็นหน้าเลยสักครั้ง เอาแต่หลบหน้าตลอดเวลาถ้าทำได้ หรือว่าเขินที่จู่ๆปล่อยโฮต่อหน้าคนอื่น โอ้ย~ ไม่คิดแล้วปวดหัว นอนต่อดีกว่า เซ็งจริง

ร่างเล็กล้มตัวลง นอนบนที่นอนหนาหนุ่มของตัวเองอีกครั้ง แต่ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจะปิดลงและเข้าสู่นิทรา คนตัวเล็กก็ต้องรีบเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอน เพราะมองเห็นนาฬิกาแขวนที่ฝาผนังอีกด้านพอดิบพอดี ตอนนี้มันบอกว่าเวลา เกือบ11โมงเข้าไปแล้ว และที่สำคัญ คิมจุนซูเพิ่งระลึกชาติได้ว่า เขามีเรียนตอน11โมงครึ่ง คนตัวเล็กรีบพรวดพราดลงจากเตียง คว้าข้าวของที่คิดว่าจะใส่ได้ในวันนี้แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำทันที ในใจก็เจริญพรเพื่อนร่วมห้องตัวแสบ ที่ไม่เคยคิดจะปลุกเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อตอนปฐมนิเทศก็เหมือนกัน วันนี้ก็อีก ทั้งๆที่มีเรียนพร้อมๆกัน แต่หมอนั่นก็ไม่เคยคิดที่จะปลุกเขา ฮึ่ย~ คอยดูนะ คราวหน้าไม่ช่วยปลอบแล้ว

จุนซูคิดอย่างแค้นเคือง ก่อนจะรีบวิ่งมาที่โต๊ะของตัวเองกวาดข้าวของใส่กระเป๋าเตรียมโกยออกนอกห้อง แต่เท้าทั้งสองก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเหลือบไปเห็นของบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร คนตัวเล็กเดินไปที่โต๊ะอาหาร จัดการดึงผ้าที่คลุมอยู่ออก บนจานกระเบื้องเคลือบเต็มไปด้วยไส้กรอก ไข่ดาว ขนมปังหน้าตาน่ากิน แถมด้วยแก้วนมที่มีหยดน้ำเกาะอยู่มากมาย คงเป็นผลจากที่คนเท เทเอาไว้นานแล้วก่อนออกไป จุนซูย่นจมูกนิดนึง ก่อนจะพึมพำเบาๆกับตัวเอง

“ชิ~ เอาของกินมาล่อเรางั้นเหรอ โธ่~เอ๊ยเห็นคนอย่างคิมจุนซูเป็นยังไง หึ...” คนตัวเล็กกอดอกมองอาหารตรงหน้าด้วยหางตา วางมาดหยิ่งราวกับว่าเจ้าของอาหารยืนอยู่ตรงนั้นด้วย

~ โครก!!! ~

“อู ย~ ดันมาร้องตอนนี้ซะได้ ก็ได้ นี่เห็นแก่ท้องน้อยๆของเรานะ เราจะยอมกินก็ได้ ถือว่าเป็นคำขอบคุณแล้วกันปาร์คยูชอน” พูดจบคนตัวเล็กก็จัดการยัดไข่ดาวฟองใหญ่เข้าปากทั้งฟอง รีบเคี้ยวอย่างเร็วเพราะต้องรีบทำเวลา กระดกนมดื่มจนหมดแก้ว ก่อนจะคว้าไส้กรอกและขนมปังมาไว้ในมือ เผ่นพรวดออกจากห้องทันที เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนเข้าเรียนเขาจะไปทันไหมเนี่ย




~ ปิ๊บ ~

เสียง Lap top ดังเบาๆหลังจากที่เจ้าของจัดการปิดมันเรียบร้อย ชางมินนั่งอู้หาโน่นหานี่ทำอยู่ในห้องตั้งนาน กะเวลาให้สองคนที่อยู่ห้องตรงข้ามออกไปเรียนด้วยกันโดยไม่สามารถลากเขาไป เกี่ยวด้วยได้ก่อน ถึงจะยอมเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากห้องพัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าพี่แจจุงจะยอมง่ายๆ ก่อนจะออกไปพร้อมชองยุนโฮ คุณพี่คนสวยยังอุตส่าห์เดินมาทุบประตูห้องเขาซะเสียงดัง แต่เขาก็แกล้งทำหูทวนลม ไม่เปิดซะอย่างจะทำอะไรได้ ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มน้อยๆอย่างอารมณ์ดี

นี่ถ้าไม่นับเรื่องที่ ตระกูลของพวกเขาทั้งสามเป็นเหมือนศัตรูคู่อาฆาต เพราะต้องตามหา pure heart มาครอบครองเพื่อแย่งความเป็นผู้นำของ4ตระกูลแล้วล่ะก็ พวกเขา3คนก็คงจะเหมือนคนอื่นๆ ที่มีเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเด็ก เพราะตระกูลทั้ง4จะต้องไปรวมตัวกันทำพิธีอัญเชิญเทพผู้พิทักษ์ของแต่ละทิศมา รวมตัวกัน เพื่อกางเขตเวทย์มนต์ไว้ต้านทานอำนาจของพวกปีศาจ หรือแม้แต่ซาตานเอาไว้ ทำให้พวกเขาได้เจอกันทุกปี ตอนเป็นเด็กพวกเขาหนีไปวิ่งเล่นพร้อมๆกันซะด้วยซ้ำไป แต่พอโตขึ้น ภาระหน้าที่ประจำตระกูลทำให้พวกเขาต้องแยกออกจากกันโดยปริยาย

ไม่ ใช่สิ พวกเขาเคยไปเล่นพร้อมๆกัน4คน แต่เด็กคนที่มาจากตระกูลตะวันออกจู่ๆก็หายไป หลังๆไม่เคยมาทำพิธีพร้อมๆกับตระกูลตะวันออกอีกเลย และที่น่าแปลก ระยะหลัง ตระกูลตะวันออกยังคงมาร่วมทำพิธีทุกปี แต่ไร้เงาทายาทผู้สืบทอดคนปัจจุบัน ในขณะที่ตระกูลของพวกเขาหน้าที่ในการอัญเชิญเทพพิทักษ์ตกมาอยู่ในมือของพวก เขานานแล้ว แต่ว่าตระกูลตะวันออกยังคงใช้ผู้อัญเชิญคนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก เพราะว่าผู้อัญเชิญยิ่งสูงอายุมากเท่าไหร่ เขตแดนที่กางเอาไว้ก็จะยิ่งอ่อนกำลังลง ทั้งที่ตระกูลตะวันออกก็รู้เรื่องนี้ดี แต่ทำไมยังดึงดันที่จะใช้คนๆเดิมในการอัญเชิญเทพ

ชางมินครุ่นคิด เรื่องนี้มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยนึกเหตุผลที่เหมาะสมออกสักครั้ง ร่างสูงเคาะนิ้วกับโต๊ะเบาๆ2-3ที ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้โต๊ะทำงาน เนื่องจากห้องนี้เขาอยู่คนเดียว จึงมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคนอื่น ชายหนุ่มจึงเลือกโยกย้ายของรูมเมทไปไว้อีกมุมนึง เพื่อขยายพื้นที่ห้องให้กว้างขึ้น เพราะคิดว่าเทอมนี้คงไม่มีใครมาย้ายเข้ากลางเทอมแน่ๆ ชางมินเดินไปหยิบกุญแจรถที่วางอยู่บนตู้รวบรวมหนังสือสำหรับเข้าเรียนวิชา นี้มาถือไว้ด้วยมือข้างนึง กำลังจะเตรียมตัวออกไปเรียน แต่ก็ถูกหยุดเอาไว้ด้วยเสียงเครื่องมือสื่อสารของเขา

“ฮัลโหล” ชายหนุ่มส่งเสียงตอบรับไปตามสาย

“ได้เรื่องไปถึงไหนแล้วชางมิน” เสียงชายชราทรงอำนาจดังขึ้นทางปลายสาย

“ยังไม่ถึงไหนหรอกครับ ก็ผมเพิ่งจะเข้ามา คุณปู่จะใจร้อนไปถึงไหน” ชางมินตอบคำถาม ร่างสูงนั่งลงกับขอบโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆตรงนั้น

“อย่า มัวชักช้า เราต้องหาให้เจอก่อนพวกนั้น ปู่ไม่อยากเป็นลูกน้องเดินตามพวกนั้นต้อยๆอีกแล้ว” ริมฝีปากได้รูปยกยิ้ม เขาเบื่อกับการที่ต้องคอยตอบคำถามนี้เต็มทน ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงได้จริงจังกับการเป็นผู้นำ4ตระกูลขนาดนี้

“ปู่ครับ เราไม่มีผู้นำมานานแล้วนะครับ แล้วพวกเราก็เดินไปพร้อมๆกันตลอดเวลาที่อัญเชิญเทพ” ชางมินตอบ

“เดินพร้อมกัน หึ~ ฉันเห็นไอ้แก่ตระกูลตะวันออกมันเดินนำหน้าพวกแกตลอด ยังจะมีหน้ามาเถียงฉันอีก” เสียงปลายสายตอบมาด้วยความฉุนเฉียว

“อ้าว~ ก็คุณปาร์คเขาอาวุโสสุดในบรรดาผู้อัญเชิญนี่ครับ เราก็เลยต้องให้เกียรติเขาก่อน ถ้าคุณปู่อยากให้เขาลงมาเดินพร้อมกับเรา คราวหน้าคุณปู่อันเชิญเองไหมครับ ผมยินดีสละตำแหน่งให้” ชางมินตอบ

“ชา งมิน อย่ามาพูดเล่นกับปู่ แกก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แกรับสืบทอดตำแหน่งมาจากปู่ใหญ่โดยตรง เพราะพ่อแกไม่ยอมทำหน้าที่นี้ และที่สำคัญ ปู่ไม่มีคุณสมบัติพอ ยังจะมาพูดให้ปู่เจ็บใจอีก”

“ผม ขอโทษครับคุณปู่ ผมไม่ได้ตั้งใจแค่จะเย้าเล่นเฉยๆ เอาเป็นว่าผมจะตามหาให้เร็วที่สุด ทั้งๆที่ตอนนี้จะไปหาที่ไหนผมยังไม่รู้เลย เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็น pure heart เพราะทุกคนก็เหมือนๆกันหมด หวังว่าคงไม่ต้องควักหัวใจเหมือนพวกปีศาจทำหรอกนะ“ ชางมินตอบ

“ก็ นี่ไง ฉันกำลังจะโทรมาบอกแก แกก็พาออกนอกเรื่องอยู่ได้ ที่ฉันส่งแกไปเรียนที่มหาลัยชอนซา ก็เพราะว่า ที่นั่นมีบันทึกลับซ่อนอยู่ บันทึกที่จะบอกวิธีค้นหา pure heart แล้วก็วิธีที่จะนำดาบออกมาจากคนที่รักษา pure heart ด้วย แกต้องหามันให้เจอ แม้จะต้องพลิกมหาวิทยาลัยหาก็เหอะ”

“บันทึกลับ ทำไมมันอยู่ที่นี่ล่ะครับ”

“เรื่องนั้นแกไม่ต้องรู้ ไปทำหน้าที่ของแกซะ เข้าใจไหม” หลังจากพูดจบ สายก็ถูกตัดทิ้งทันที

“บันทึก ลับเหรอ เฮ้อ~ คืนนี้สงสัยไม่ได้นอนอีกแล้ว วันนี้คงต้องเข้าไปเยี่ยมระบบข้อมูลของมหาวิทยาลัยสักหน่อย แต่แค่มหาลัยเท่านั้น คงไม่มีอะไรเฝ้ามากมายเหมือนเวลาเจาะข้อมูลองค์กรดังๆหรอกนะ” ชางมินพึมพำ



“ขอ ตัวเดี๋ยวนะ” แจจุงเอ่ยขอตัวกับชายหนุ่มตรงหน้า เพราะได้รับข้อความให้โทรกลับจากทางบ้าน แต่พอคล้อยหลังแจจุงนิดเดียว เครื่องมือสื่อสารของยุนโฮก็ดังขึ้นเช่นเดียวกัน

“ครับคุณปู่ ครับ ... ผมเข้าใจแล้วครับ ... ได้ครับ เรื่องนี้ผมจัดการเอง” ยุนโฮกดตัดสัญญาณ พร้อมๆกับที่แจจุงเดินกลับมา

“ได้ เวลาเข้าเรียนแล้ว เรารีบไปกันเถอะ” แจจุงหันมาชวนยุนโฮเดินไปที่ห้องเรียน ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินตามคนสวยไปโดยดี แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เขาเพิ่งได้รับฟังมา มีงานเพิ่มอีกแล้ว เฮ้อ~ ทำไมงานพวกนี้ถึงไม่ใช้เด็กๆมันทำ ทำไมต้องให้เขาลงมือเองด้วย ยุนโฮส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินตามร่างบางข้างหน้าไป




คนตัวเล็ก วิ่งเต็มเหยียดจนมาถึงตึกเรียนจนได้ ด้วยเวลาหมิ่นเหม่เกือบจะเข้าห้องไม่ทัน ร่างเล็กเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มโชกไปทั้งตัว ให้ตายสิ ไอ้มหาลัยบ้านี่ ทำไมมันถึงได้กว้างขนาดนี้นะ กว่าจะเรียนจบ เขาต้องเป็นนักวิ่งทีมชาติได้แน่เลยถ้าขืนเขายังต้องวิ่งไปมาระหว่างหอพัก กับตึกเรียน ไม่ได้แล้ว สงสัยเขาคงต้องทำสนธิสัญญาบางอย่างกับไอ้เพื่อนร่วมห้อง ถ้าเรื่องแค่นี้ช่วยไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาคุยกันอีกเลย ชิ~

ร่างเล็ก ค่อยๆลากสังขารตัวเองไต่บันไดขึ้นไปที่ชั้นสอง ห้องบรรยาย2014 กว่าจะถึงก็จวนเจียนอาจารย์จะเข้ามาพอดี จุนซูเดินไปยังที่นั่งริมประตูที่ใกล้ที่สุด เพราะคงจะเดินไปเรียนข้างหน้าไม่ไหวแน่ๆ หมดแรงสุดๆ พอได้ที่นั่งเรียบร้อย ร่างเล็กก็ฟุบลงกับโต๊ะพอดีด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะค่อยๆโงหัวขึ้นมาจากโต๊ะ เมื่อได้ยินเสียงอาจารย์เริ่มบรรยาย โชคดีที่แถวที่เขานั่งไม่มีใครอื่นๆอยู่อีกเลย ทำให้เสียงหอบแฮ่กๆ ของเขาไม่รบกวนคนที่อยู่ข้างๆ

มือเล็กจัดการหยิบหนังสือและชีทขึ้นมา วางกอง พร้อมปากกาเตรียมจดเต็มที่ อีกมือนึงก็ป้ายเหงื่อที่ไหลซึมออกมาไม่ขาดสายออกเป็นระยะ ถึงแม้ห้องนี้จะติดแอร์เย็นฉ่ำ แต่มันก็ไม่ทำให้เหงื่อของคนที่วิ่งเต็มเหยียดมาเป็นกิโลแห้งได้ในทันที ดีนะที่เขาชอบเล่นฟุตบอล ไม่งั้นให้วิ่งขนาดนี้ต้องขาดใจตายก่อนแน่ๆ จุนซูเงยหน้ามองสไลด์บนจอโปรเจคเตอร์ของอาจารย์ที่อยู่ด้านล่างสลับกับการ ก้มหน้าจดเลกเชอร์ยุกยิกไปด้วย ตอนแรกก็ไม่ได้สังเกต แต่2-3ครั้งหลัง เขาเพิ่งเห็นว่าไอ้รูมเมทใจร้ายนั่งเต๊ะท่าเป็นคุณชายอยู่อีกมุมห้อง แถมไม่มีทีท่าว่าจะจดอะไรเลยด้วยซ้ำ นั่งมองเหม่อออกไปข้างนอกอย่างไร้จุดหมายอย่างเดียว

“หึ~ ไม่จดไม่เรียน แล้วเข้ามาในนี้ทำไมฟะ เห็นแล้วหมั่นไส้จริงๆ เวลาสอบอย่ามาง้อนะเฟ้ย จ้างให้ฉันก็ไม่ให้นายยืมเด็ดขาด คนอะไรใจร้ายกับเพื่อนได้ลงคอ” จุนซูบ่นพึมพำ ก่อนจะหันกลับไปสนใจการเรียนตรงหน้า ไม่สนใจเพื่อนร่วมห้องใจร้ายอีกเลยจนหมดคาบ


ทันที่อาจารย์บอก เลิกคลาส ยูชอนก็รีบเดินออกจากห้องเรียนทันที แต่ประตูที่ใกล้ที่สุดของเขามันดันตรงกับที่คนตัวเล็กนั่งอยู่ ที่สำคัญหมอนั่นดันนั่งหน้าตูมบอกบุญไม่รับดักทางเขาไม่ให้เขาออกอีกต่างหาก ยูชอนส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนจะหมุนตัวหันหลังกลับเพื่อจะเดินอ้อมไปออกอีกประตูนึงแทน

“เดี๋ยว สิ ปาร์คยูชอน เฮ้ ฉันเรียกนายไม่ได้ยินหรือไง” จุนซูตะโกนเสียงดัง เรียกให้นักศึกษาทั้งห้องหันกลับมามอง แต่คนที่เขาเรียกไม่แม้กระทั่งจะหยุดเดินเลยด้วยซ้ำ

“ฮึ่ย~ ไอ้หมอนี่ ถ้าวันนี้ฉันตามนายไม่ทัน อย่ามาเรียกฉันว่าคิมจุนซู” ว่าแล้วคนตัวเล็กก็โกยข้าวของรีบวิ่งตามไปทันที

“ปา ร์คยูชอน ปาร์คยูชอน ฉันเรียกนายไม่ได้ยินหรือไง” จุนซูตะโกนเรียกตลอดทางจนกระทั่งวิ่งมาทันที่ลานจอดรถ แต่ร่างโปร่งก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรับรู้อะไรเลย ยังคงมุ่งหน้าเดินไปที่รถอย่างเดียว คนตัวเล็กเพิ่มความโมโหเป็น3เท่า อะไรกัน นี่เขาไม่ใช่ตัวประหลาดนะ ถึงได้เอาแต่เดินหนีอยู่ได้ ขาเรียวรีบซอยยิกๆเพื่อให้ทันคนข้างหน้า เป็นไงเป็นกัน วันนี้ฉันต้องเคลียร์กับหมอนี่ให้ได้

“เดี๋ยวสิ นายจะรีบไปไหน” จุนซูเดินไปทันก่อนที่ชายหนุ่มจะเปิดประตูรถพอดี มือเล็กจึงรั้งมือเรียวเอาไว้ ยูชอนปรายตามองหน้าคนที่คว้าข้อมือเขาเอาไว้

“มีเรื่องอะไร” ยูชอนละมือจากประตูรถเปลี่ยนมายืนพิงรถสปอร์ตคันหรูแทน

“เฮ้อ~ หยุดคุยตั้งแต่ตอนโน้นก็ได้ ทำไมต้องรีบเดินมาด้วยก็ไม่รู้” จุนซูบ่น

“ว่าไง มีเรื่องอะไรก็พูดมา ไม่งั้นฉันจะกลับล่ะ” ยูชอนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ทำไมเจ้าตัวเล็กนี่มันถึงได้วุ่นขนาดนี้นะ

“จะ กลับใช่ไหม ฉันกลับด้วยคนสิ ยังไงเราก็อยู่ห้องเดียวกัน เป็นรูมเมทกัน ฉันไม่เข้าใจนายเลย ทำไมนายถึงไม่ยอมปลุกฉันตอนเช้า แล้วก็ไม่เคยรอกลับพร้อมฉันเลยสักครั้ง” คนตัวเล็กพูดอย่างเหลืออด ยูชอนยกคิ้วขึ้นนิดนึง ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

“แล้ว ทำไมฉันต้องรอนาย ทำไมฉันต้องปลุกนายด้วยล่ะ มันหน้าที่ฉันหรือไง” คิมจุนซูอ้าปากค้างเมื่อเจอคำตอบนี้เข้าไป เออ มันก็จริงอ่ะ ทำไมหมอนี่มันต้องมารอเขาด้วย แต่ไม่รู้ล่ะ นี่ถือเป็นน้ำใจของเพื่อนที่พึงมีให้กัน

“ว่าไง นายตอบฉันมาก่อนสิ ว่าทำไมฉันจะต้องคอยปลุกนาย หรือว่าคอยรับส่งนายมาเรียนด้วย” ยูชอนพูดด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ

“เอ่อ .. ก็ น้ำใจไงล่ะ นายควรมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมห้องมั่ง นายก็เห็นๆอยู่ว่าฉันไม่ได้มีรถเหมือนนาย ถ้าฉันตื่นสายฉันก็อาจจะมาเรียนไม่ทัน แล้วก็ทางระหว่างตึกเรียนกับหอพักก็ห่างกันเป็นกิโล แค่เนี้ย มีเหตุผลพอไหม” จุนซูเชิดหน้าตอบ หลังจากพยายามคิดอยู่นานว่าจะเอาเหตุผลอะไรมางัดกับหมอนี่ดี

“แล้วถ้านายรู้ว่าจะตื่นสาย ทำไมไม่ตั้งนาฬิกาปลุก โตจนป่านนี้แล้วรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ก็ไม่น่าเข้ามาเรียนเลยนะ”

“นี่ นายว่าฉันไม่มีความรับผิดชอบเหรอ” ความโมโหของคนตัวเล็กพุ่งปรี๊ดอย่างเหลืออด เฮ้ย~ก็รู้อ่ะว่าตื่นสาย แต่มันเป็นเรื่องที่เขาเองก็พยายามแก้อยู่ แต่ใครมันจะแก้ได้ภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์เล่า ทุกที่พ่อเป็นคนปลุกนี่ เรื่องนี้คิมจุนซูไม่ผิด แต่ปาร์คยูชอนนั่นแหละผิด คนตัวเล็กคิดเข้าข้างตัวเองอย่างพาลๆ

“แล้วคิดว่ามีไหมล่ะ คนไม่มีความรับผิดชอบอย่างนาย ทำไมฉันจะต้องไปคอยรับผิดชอบคอยดูว่านายจะตื่นทันมาเรียนไหม หรือว่าจะมาเรียนยังไงด้วย ไม่ใช่หน้าที่ฉัน” ยูชอนพูดจบก็หมุนตัวเตรียมขึ้นรถ แต่ก็ต้องชะงักเพราะคำพูดของคนตัวเล็ก

“อ๋อ เพราะนายไร้น้ำใจอย่างนี้นี่เอง นายถึงต้องโดดเดี่ยว ฉันรู้หรอกเมื่อวันนั้นที่นายร้องไห้น่ะ เพราะว่านายไม่มีใครอีกแล้วในชีวิตใช่ไหม นายควรจะดูตัวเองซะมั่งนะ ว่านายทำตัวกับคนอื่นเขายังไง ไอ้เราก็อุตส่าห์มีน้ำใจอยู่เป็นเพื่อนคอยปลอบ แม้แต่คำขอบคุณสักคำนายยังไม่มีให้ฉันเลย คนอะไรใจร้าย ใจดำที่สุด สมแล้วที่ต้องอยู่คนเดียว” จุนซูพูดฉอดๆ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าคนฟังมีปฏิกิริยายังไง ยูชอนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาอย่างข่มอารมณ์ ก่อนจะพูดเสียงรอดไรฟันพยายามข่มอารมณ์เต็มที่

“นายไม่รู้อะไรอย่าเที่ยวพูดสุ่มสี่สุ่มห้าดีกว่า”

“แล้ว ใครมันจะไปรู้ล่ะ ทำไมมีอะไรก็บอกมาสิ นั่งอมพะนำขนาดนั้นใครมันจะไปเข้าใจ อย่างว่าแหละ คนที่ไม่มีน้ำใจกับคนอื่น ทำยังไงมันก็ไม่มีน้ำใจอยู่ดี”

จุน ซูยังคงหลับหูหลับตาตะโกนว่ายูชอนปาวๆ ยิ่งสร้างความขุ่นเคืองให้กับยูชอนมากขึ้น มือเรียวกำหมัดแน่น ก่อนจะเงื้อหมัดหมายจะชกเข้าที่ใบหน้าน่ารัก ที่กำลังยืนตะโกนด่าเขาอยู่ แต่ก็ชะงักเอาไว้ก่อน ยูชอนพยายามข่มใจ ไม่ยอมระเบิดความโมโหของตัวเองใส่ใคร เขาไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยขึ้นมาอีก เขาไม่อยากทำร้ายใครเวลาที่โกรธ ยูชอนหันไปเปิดประตูรถ ไม่สนใจคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างรถ ทำให้จุนซูไม่ทันระวังล้มลงไปกองกับถนน แต่ยูชอนก็ไม่ได้ใส่ใจ สตาร์ทเครื่องรีบออกรถไปจากตรงนั้นทันที

“เฮ้ย ~ อะไรเนี่ย ทำร้ายร่างกายอย่างนี้มาต่อยกันเลยดีกว่า คนอะไรวะ ไร้น้ำใจที่สุดในโลก” จุนซูยังคนตะโกนด่าเพื่อนร่วมห้องไร้น้ำใจเสียงดังลั่นกลางลานจอดรถ เมื่อตะโกนจนพอใจแล้ว จึงหันกลับมาเก็บข้าวของที่เกลื่อนกลาดอยู่รอบๆตัว เพราะว่าของๆเขาวางอยู่ที่กระโปรงหน้ารถของยูชอน พอรถคันนั้นถอยออกไปด้วยความเร็ว จึงทำให้ข้าวของเขาหล่นกระจุยกระจายเต็มพื้นไปหมด

“โธ่เอ๊ย~ ของฉันพังหมดแล้วเนี่ย” คนตัวเล็กบ่นไป พร้อมกับโกยข้าวของใส่กระเป๋าตัวเอง แต่สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับของสิ่งนึง ของแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยมีมาก่อน เพราะถึงบ้านเขาจะฐานะปานกลางพอมีกินมีใช้ แต่เนื่องด้วยเขาแหละพ่อไม่เคยห่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งนี้

“โทรศัพท์เครื่องนี้มัน...” มือบางหยิบเจ้าเครื่องมือสื่อสารคุ้นตาขึ้นมาดู ก่อนจะหันมองตามเจ้าของรถสีดำที่แล่นออกมาเมื่อครู่นี้


“ครับ พ่อ จุนซูสบายดีครับ .. อืม~ หอที่นี่ดีมากเลย แล้วพ่อเป็นยังไงบ้างครับ ใช่ครับ พรุ่งนี้มีเรียนเหมือนกัน ครับ รับรองจุนซูจะรีบตื่นแต่เช้า โธ่ พ่อจะมาปลุกจุนซูได้ยังไง ก็จุนซูไม่เคยพกโทรศัพท์ อ๊ะ เหรียญหมด เดี๋ยวนะพ่อขอจุนซูหาเหรียญก่อน ...ตื๊ด......” เสียงสัญญาณจากปลายสายตัดไปก่อนที่เขาจะทันหาเหรียญเจอด้วยซ้ำ

“โอ้ ย~ อะไรเนี่ย ทำไมมันถึงตัดไวอย่างนี้เนี่ย เพิ่งรู้ว่าไม่มีมือถือนี่มันไม่สะดวกขนาดนี้ เฮ้อ~ ปิดเทอมหน้าสงสัยต้องขอเงินพ่อไปซื้อมั่งซะแล้ว โทรศัพท์เดี๋ยวนี้ก็แพงเหลือเกิน” คนตัวเล็กบ่นอย่างหัวเสีย แต่จู่ก็มีเจ้าวัตถุสีเงินสุดหรูมายื่นตรงหน้า จุนซูมองตามของสิ่งนั้นไปจนเจอกับคนที่ยื่นมาให้

“อะไรอ่ะ” จุนซูถาม

“จะโทรไม่ใช่เหรอ เอานี่ไปโทรสิ” ยูชอนยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้กับเพื่อนร่วมห้อง

“ใช้ได้จริงเหรอ แล้ว ฉันต้องจ่ายให้นายเท่าไหร่ ค่าโทรศัพท์มือถือมันแพงจะตาย” จุนซูถามอย่างเกรงใจ

“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ค่อยได้ใช้ นายเอาไว้ใช้เหอะ” ยูชอนตอบ ก่อนจะวางวัตถุสีเงินไว้บนมือเล็กและเดินจากไป



คิมจุน ซูเพิ่งระลึกชาติได้ตอนที่เห็นมือถือกลิ้งออกมาจากกระเป๋า ว่าตั้งแต่วันนั้น มาจนบัดนี้เขายังไม่ได้คืนให้เจ้าของเลย แล้วเมื่อกี้ก็ดันไปปากดีต่อว่าต่อขานเขาอีก โอ้ย~ คิมจุนซูนะคิมจุนซู ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้ ทำอะไรไม่คิด ไปว่าเขาใจร้าย เมื่อเช้ายังกินของเขาอยู่เลย เฮ้อ~ คนตัวเล็กได้แต่ถอนใจ มองตามรถสีดำที่วิ่งออกไปไม่เห็นฝุ่นเมื่อกี้ด้วยความสำนึกผิด ทั้งที่ตอนแรกว่าจะเข้ามาคุยด้วยดีๆแท้ๆ แต่ไอ้ความปากเสียนี่ไม่เคยเข้าใครออกใครจริงๆ

“เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ไหนๆเราก็เป็นคนผิด กลับไปขอโทษก็ได้ ให้ต่อยสักทีหมอนั่นจะหายโกรธไหมเนี่ย” คนตัวเล็กนั่งปลงสังขาร พลางเก็บข้าวของใส่กระเป๋า เดินเอื่อยๆกลับหอพักในสภาพนักโทษรอประหาร ถ้าคราวนี้ปาร์คยูชอนจะตบตีเขา ก็คงจะต้องปล่อยให้ทำ เพราะคราวนี้เขาผิดจริงๆ


ยูชอนขับรถมาจอดที่สวนหลังมหาลัยที่เขา เจอกับฮอร์คเมื่อวันก่อน ร่างโปร่งซบหน้าลงกับพวกมาลัย เสียงของเพื่อนร่วมห้องยังก้องอยู่ในหูเขาอยู่ เหมือนกับภาพต่างๆมันคอยจะตามมาตอกย้ำเขาเสมอ ทำไมเจ้าหมอนั่นต้องพูดเหมือนกับคนอื่นๆในบ้านนั่นด้วย ทำไมกัน นี่เป็นอีกเหตุผลที่เขาไม่อยากกลับมาที่นี่ แต่ตาแก่นั่นก็เอาตัวเขากลับมาจนได้

โชคดีเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ เผลอทำร้ายหมอนั่น ไม่งั้นหมอนั่นต้องมีสภาพเหมือนกับคนที่เข้ามารังแกเขาตอนเด็กๆ ยูชอนหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ทั้งที่เขาไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แต่เพราะความโมโห เลยทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น เพื่อนที่เข้ามารังแกเขาต้องเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลหลายเดือน สาเหตุเนื่องมาจากถูกเขาต่อยทีเดียว

“แกก็รู้ว่าแรงแกมันไม่เหมือนคนอื่น ทำไมถึงไปทำร้ายเขา ถ้าลูกเขาตายขึ้นมาแกจะทำยังไง”

“คุณพ่อครับ ยูชอนไม่ได้ตั้งใจ เขายังเด็กก็ต้องมีอารมณ์โกรธเป็นธรรมดา”

“แก ก็เข้าข้างลูกแกตลอด แกก็เห็นแล้วใช่ไหมว่าลูกแกมันเป็นตัวปัญหา พ่อบอกแล้วว่าอย่าให้มันเกิดมาแกก็ไม่เชื่อ” เสียงชายชราเกรี้ยวกราดแถมมองมาที่เขาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

“คุณ พ่อ!! ผมขอแล้วไงครับ ว่าอย่าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเด็ก เขาไม่รู้อะไรด้วย ผมเองที่ผิด โทษผมสิครับ อย่าไปโทษยูชอน” ปาร์คยูจีนกอดลูกชายคนเดียวไว้แน่น เขารักยูชอนมาก ยูชอนเกิดขึ้นมาจากความรักของเขาและแม่ของยูชอน ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ผิด แต่พวกเขาก็ยอมที่จะรับผลกรรมแต่เพียงผู้เดียว

“หึ~ รักมันเข้าไป แกอย่าลืมว่าพรุ่งนี้แกจะต้องแต่งงานกับลูกสาวตระกูลลี ถ้าแกมีลูกชายที่เกิดจากลูกสาวตระกูลลีเมื่อไหร่ ฉันจะยอมรับว่าไอ้เด็กปีศาจนี่เป็นหลานฉัน”

“คุณพ่อ!!”

“ไป ไม่ต้องส่งมันไปเรียนที่เนิร์ซซารี่ที่ไหนอีก อย่าให้มันออกมาเพ่นผ่านได้ยิ่งดี เอามันไปไว้ที่เรือนหลังเล็ก จำไว้ อย่าหาว่าพ่อไม่เตือน” พูดจบชายชราผู้เป็นผู้นำของตระกูลก็เดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน ทิ้งให้สองพ่อลูกยืนอยู่ตรงนั้น มือเล็กกระตุกชายเสื้อคนเป็นพ่อ

“คุณพ่อฮะ ไมคุณปู่ถึงได้ดุยูชอนล่ะฮะ” เสียงเด็กชายอายุไม่เกิน4ขวบถามผู้เป็นพ่อ

“คุณ ปู่ไม่ได้ดุยูชอนหรอก คุณปู่ใจดี รักยูชอน เลยไม่อยากให้ยูชอนโดนใครตีไง จำไว้นะลูก ถ้าหนูไปรังแกเพื่อนอีก จะไม่มีเพื่อนคนไหนรักยูชอนรู้ไหม” ปาร์คยูจีนปลอบลูกชายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“แต่เขาแกล้งผมก่อนนี่ฮะ” ยูชอนยู่หน้าอย่างไม่ชอบใจ

“ยู ชอนเป็นเด็กแข็งแรง ลูกแรงเยอะกว่าเพื่อนๆ ที่เพื่อนๆทำน่ะลูกไม่เจ็บเลยใช่ไหม” ยูชอนทำท่านึก แล้วก็รับคำอ่อยๆกับผู้เป็นพ่อ เพราะถ้านึกดูจริงๆแล้ว มันก็ไม่เจ็บนั่นแหละแต่มันโมโหนี่

“เห็นไหม เป็นเพราะว่าลูกแข็งแรงกว่าเพื่อนลูกถึงไม่เจ็บ ต่อไปนี้จำเอาไว้ว่า ลูกต้องใช้ความแข็งแรงของตัวเองปกป้องคนอื่น ไม่ใช่เอาไปทำร้ายใครรู้ไหม”

“ฮะ ต่อไปนี้ยูชอนจะไม่ทำร้ายใคร”

“ดี มากลูกรัก ไป ไปอยู่กับแม่นมนะ พ่อจะไปส่งที่เรือนหลังเล็ก” ยูชอนยิ้มกว้างสอดมือเล็กไว้ในมือใหญ่ของผู้เป็นพ่อเดินจูงมือกันไปที่เรือน เล็กที่อยู่ลึกสุดของบ้าน


นั่น นับเป็นครั้งแรกได้มั้ง ที่เขาเริ่มรู้ว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่น และพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำร้ายใคร ถ้าหากใครไม่มาทำร้ายเขาก่อน แต่หลังจากนั้น พ่อเขาก็มีน้องใหม่ ปาร์คยูฮวาน เด็กชายหน้าหวานที่เป็นดั่งดวงใจของคนเป็นปู่ ยูฮวานได้ทุกอย่างที่เขาไม่เคยได้ แต่เขาก็ไม่เคยอิจฉาน้อง เพราะเขาเองก็มีพ่อคอยดูแลและให้ความรักเท่าๆกัน แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถ้าไม่มีเหตุการณ์วันนั้น บางที วันนี้เขาอาจจะไม่ต้องมีโดนคนอื่นตราหน้าว่าเป็นคนไร้น้ำใจแบบนี้ก็ได้



ที่ ห้องพักจุนซูเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องหลายรอบ ตั้งแต่กลับมาเขายังไม่เห็นแม้แต่เงาของเพื่อนร่วมห้อง ทั้งๆที่นี่มันก็ใกล้เวลาจะปิดหออยู่แล้ว แต่ร่างโปร่งก็ยังไม่กลับเข้ามาสักที

“หรือว่า จะโกรธจนไม่อยากเห็นหน้าเราแล้ว โอ้ย~ ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันจะขอโทษนายได้ไงล่ะ” จุนซูบ่น ขาเรียวยังคงเดินวนไปวนมาไม่หยุด

~ ก๊อกๆ ~

เสียง ประตูดังขึ้น คนตัวเล็กรีบเผ่นพรวดไปที่หน้าห้องทันที มือบางเปิดประตูอย่างรวดเร็ว พร้อมฉีกยิ้มแป้นแล้น พยายามทำให้คนข้างนอกอารมณ์ดีสุด เพื่อเป็นใบเบิกทาง ก่อนที่เขาจะกล่าวขอโทษขอโพย แต่ว่าคนที่มาเคาะประตูกลับไม่ใช่คนที่เขาคิด กลายเป็นยุนโฮเพื่อนคนแรกในมหาลัยต่างหาก

“ยุนโฮเองเหรอ” จุนซูพูดอย่างผิดหวัง

“ทำไม นายกำลังรอใครอยู่เหรอ” ยุนโฮพูด

“ปะ เปล่าๆๆ ไม่มีอะไร ว่าแต่ยุนโฮมีอะไรเหรอ ถึงมาหาฉันดึกอย่างนี้”

“ไม่ มีอะไรหรอก ฉันเพิ่งกลับมาจากข้างนอก เห็นเจ้านี่มันน่ากินดี ก็เลยซื้อมาฝากนายน่ะ” ยุนโฮยื่นกล่องอาหารท่าทางหรูหรามาให้คนตัวเล็ก จุนซูยืนมองตาโต เพราะว่าข้างกล่องติดชื่อโรงแรมหรูระดับห้าดาวด้วยน่ะสิ

“โห~ ยุนโฮ ของนี่มันแพงมากเลยนะ นายไม่น่าเปลืองเงินซื้อมาให้ฉันเลยอ่ะ” จุนซูรับของมาจากมือชายหนุ่มพร้อมกับส่งรอยยิ้มขอบคุณให้กับยุนโฮ เล่นเอาเพลย์บอยตัวพ่อฉีกยิ้มกว้าง คิมจุนซูนี่น่ารักจริงๆเลย

“ไม่เป็นไรหรอก ของเล็กน้อย ฉันซื้อมาเยอะ จุนซูแบ่งเพื่อนทานด้วยก็ได้นะ” ยุนโฮบอกอย่างใจดี

“อื้ม ยูชอนคงจะชอบแน่ๆเลย อ๊ะ~ คิดอะไรออกแล้ว ขอบใจมากนะยุนโฮ เดี๋ยวฉันขอตัวก่อนพอดีมีเรื่องต้องทำนิดนึง” พูดจบคนตัวเล็กก็รีบปิดประตูห้อง เพราะว่าจะเอาของที่ยุนโฮซื้อให้ไปจัดใส่จาน เพิ่มเลเวลการง้อขอโทษเพื่อนร่วมห้องไปด้วย อารมณ์เสียๆ กินของอร่อยๆก็คงเข้าท่ากว่าที่เขาจะมาพูดอย่างเดียวปาวๆแหละ


ยุ นโฮอมยิ้ม ไม่ว่าอะไรที่จู่ๆคนน่ารักตัดความสัมพันธ์ฉับ เดินยิ้มกลับไปที่ห้องของตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้เข้าห้อง ก็เห็นร่างบางของคนสวนยืนตีหน้ายักษ์อยู่หน้าห้องรออยู่ก่อนแล้ว ยุนโฮยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเบี่ยงตัวเข้าไปในห้องพร้อมเสียงหวานเอ่ยขึ้นลอยๆ

“หึ~ อุตส่าห์ซื้อของมาให้เขา แต่เขาก็ไม่ใยดี เฮ้อ~ เสียเหลี่ยมเพลย์บอยแย่เลยเนอะ” แจจุงพูดเสียงเยาะๆ

“ก็ ไม่เสียเท่าไหร่หรอก อย่างน้อยก็มีคนสวยมายืนดักรอหน้าห้อง ทำไม คิดถึงฉันจนทนไม่ไหว ต้องไปยืนรอหน้าห้องเลยเหรอ” ยุนโฮทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟา พลางปรายตามองคนสวยที่ยืนหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงนั้น

“ใครเขาไปรอนายกัน พูดบ้าๆ”

“อ้าวไม่ได้รอ แล้วไปยืนทำอะไรตรงนั้นล่ะ มามะมานั่งตรงนี้เร็วสิ” ยุนโฮตบที่นั่งข้างตัวเอง ทำท่ากรุ้มกริ่มจนร่างบางหมั่นไส้

“เชิญ นั่งไปคนเดียวเถอะ ฉันจะไปหาชางมิน” แจจุงเดินออกจากห้องพร้อมปิดประตูเสียงดังลั่น เล่นเอาคนที่นั่งอยู่ในห้องหูอื้อไปด้วย ยุนโฮได้ส่ายหัวไปมา แต่ไม่นานรอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไป มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบของอย่างนึงออกมา

“หวัง ว่ามันคงใช้ได้นะ” ยุนโฮเดินไปที่แลปทอปของตัวเอง จัดการเปิดไฟล์ที่เขาสู้อุตส่าห์เสียกำลังไปเยอะ กว่าจะได้พิมพ์เขียวของมหาวิทยาลัยชอนซา

“มหาลัยนี่มันต้องมีอะไร ไม่ธรรมดาแน่นอน ก็อีแค่พิมพ์เขียวแค่นี้ ยังอุตส่าห์รักษากันอย่างแข็งขัน สงสัยบันทึกลับอะไรนั่นคงจะอยู่ในนี้จริงๆซะด้วย”

ยุนโฮพึมพำเบาๆ สายตาก็ไล่ไปตามแบบพิมพ์เขียวในรูปแบบ3D อย่างใช้ความคิด ดูแบบนี้แล้วไม่เห็นมันจะมีอะไรวิเศษไปกว่ามหาลัยทั่วไปเลย ยุนโฮนั่งเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้เดาะลิ้นอย่างใช้ความคิด ยังไงก็คงต้องหาทางรู้ที่ซ่อนด้วยตัวเองให้ได้ก่อน ถ้าไม่ได้ยังไงแล้วค่อยเอาไปปรึกษาชางมิน ป่านนี้เจ้าเด็กนั่นอาจจะรู้อะไรแล้วก็ได้ เพราะถ้าคนอย่างเขารู้ มีหรือที่ชิมชางมินจะไม่รู้ ไม่แน่ป่านนี้หมอนั่นอาจจะกำลังสนุกกับการไล่ล่าหาข้อมูลในโลกไซเบอร์ หรือเที่ยวเจาะระบบใครเขาแล้วก็เป็นได้ แต่เอ~ เมื่อกี้แจจุงไปหาชางมินก็แสดงว่า... ยุนโฮจัดการปิดแลปทอปของตัวเอง รีบเดินไปที่ห้องฝั่งตรงข้ามทันที ถ้าหากสองคนนั่นร่วมมือ ก็คงไม่ดีแน่ๆ สงสัยต้องไปสืบสักหน่อยว่าฝ่ายโน้นเคลื่อนไหวอะไรกันบ้าง

%%%%%%%%

TBC

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาต่อแล้ว อิอิ
ปาร์คเย็นชา แต่ก็น่าสงสารนะ
จุนต้องวิ่งไปเรียนเหนื่อยแย่เลย
คู่ยุนแจเขาชอบกัน ชิมิ
แต่ยุนก้เหมือนชอบจุนอ่ะ

ขอบคุณนะค๊ะ

#1 By bruin (222.123.221.231) on 2010-04-21 08:06

เย้ มาต่อแล้ว
น่าจะเจอบันทึกลับเร็วๆนี่แหละ
หากันตั้ง 3 คน
ไม่รู้น้องจุนจะง้อมิคได้เปล่า
ยังตั้งแง่กันอยู่เลย
สงสารมิคอ่ะ
รออ่านพาร์ทหน้านะ

#2 By chebi (124.120.114.88) on 2010-04-21 09:55