[Fic] ~ Emergency Love ~ Part 11
posted on 13 Apr 2010 01:02 by kameryuichi in emergency
Part 11
ท้องฟ้ายามเย็นสาดแสงเหลือบส้มไป ทั่วท้องฟ้าดูสวยงาม แต่ทุกอย่างมันจะดูดีกว่านี้ ถ้าไม่มีสายตาคมคอยจ้องมองอยู่ตลอดเวลา แจจุงรู้สึกหงุดหงิดทุกทีที่หันไปมองทางนั้น อารมณ์ที่สู้อุตส่าห์ก่อขึ้นมาให้มันเข้ากับที่ไอ้ผู้กำกับจอมผันผวนอธิบาย ไว้ก็กระจายหมดทุกที
“ที่รักครับ ทำไมถึงพูดไม่ฟังกันบ้างเลยล่ะครับ ผมบอกให้คุณมองมาทางกล้อง ทำตาหวานๆ ผมก็นั่งอยู่หน้ากล้องนี่ไง ไม่ต้องเขินพวกสต๊าฟหรอกครับที่รัก” แทกุนสั่งฉอดๆๆ ไอ้ข้างหน้าไม่เท่าไหร่ ไอ้ข้างหลังนี่สิ จะให้มองใส่กล้องตาหวานๆ เพราะมันนั่งอยู่ แล้วทำไมฉันต้องไปทำตาหวานใส่แกด้วยเนี่ย
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ แจจุงทำตาหวานเชื่อมใส่กล้องไม่ได้ เพราะจะมีแทกุนนั่งอยู่หรือไม่นั่งอยู่มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก แต่เหตุผลจริงๆที่ทำให้เขาทำงานไม่ได้เลยตั้งแต่เย็น จนแสงใกล้จะหมดอยู่รอมร่อก็คือ ผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาวยืนพิงต้นมะพร้าวอย่างสบายอารมณ์ข้างหลังทีมงาน นั่นต่างหาก ที่กวนสมาธิเขาอยู่เรื่อย ทุกครั้งที่เขารวบรวมสมาธิได้ หมอนั่นจะต้องทำท่าทางอะไรบางอย่างกวนโมโหทุกที
“อีกครั้งนะครับที่ รัก แสงใกล้จะหมดแล้ว ผมไม่อยากถ่ายฉากนี้ซ้ำพรุ่งนี้อีกรอบ” แทกุนสั่ง ร่างบางไม่ตอบอะไรได้แต่เดินหันหลังไปที่จุดเริ่มต้น พยายามตั้งสมาธิ คิดว่าครั้งนี้เขาต้องทำให้ผ่านให้ได้ เขาเดินไปเดินมาตรงนี้เป็นสิบรอบแล้ว และเบื่อที่จะเดินแล้วด้วย
“โอเค เทปเดิน 5..4..3..2 แอ็คชั่น” เสียงแทกุนสั่งผ่านโทรโข่ง
ร่าง บางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะค่อยๆเดินเลียบชายทะเลยามเย็นท่ามกลางสายลมเย็นพัดเอื่อยๆ อย่างสบายอารมณ์ เสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนปลิวไสวไปกับสายลม แนบร่างอย่างเหมาะเจาะ ริมฝีปากบางจุดยิ้มน้อยๆส่งไปให้พระอาทิตย์ดวงโตสีส้มจัด แจจุงเดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงหน้ากล้องร่างบางหยุดยืนทำมุม45องศาเฉียง ด้านข้างให้กับกล้อง ใบหน้าหวานอมยิ้ม ก่อนจะหลับตาสูดลมหลายใจเข้าเต็มปอดอย่างผ่อนคลาย ค่อยๆเบือนหน้าหันมายิ้มหวานให้กล้อง ท่ามกลางแสงสีเหลือบส้มที่ทอประกายเต็มทองฟ้า ภาพที่ปรากฏในกล้องแทบทำให้ทุกคนลืมหายใจ เหมือนกับมองนางฟ้าที่กำลังสยายปีกรับความสดชื่นที่มีอยู่บนโลกมนุษย์ก่อนจะ บินลับหายกลับขึ้นไปบนสวรรค์
แต่ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้ ถ้าคุณเออีคนสวยไม่เผลอช้อนสายตาขึ้นในตอนท้าย ไปพบกับสายตากรุ้มกริ่มที่ส่งมาให้เขาอย่างมีความหมาย ริมฝีปากหนาจุดยิ้มนิดๆที่มุมปาก แขนแข็งแรงกอดอกเอาไว้หลวมๆ ทำเอาคุณเออีหงุดหงิด ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าไอ้ประธานชองจอมหื่นนั่นมองมาด้วยสายตาแบบไหน ดูสิ แทบจะกลืนเขาลงไปทั้งตัวอยู่แล้ว ไอ้บ้า~ เมื่อไหร่จะเลิกคิดว่าเขาเป็นเด็กไซด์ไลน์สักที สายตาหวานเชื่อมที่ส่งให้กล้องอยู่เมื่อกี้ กลับกลายเป็นขุ่นมัวแจจุงสะบัดหน้าพรืดไปทิศทางตรงกันข้ามทันที พร้อมเสียงดังบอกอารมณ์หงุดหงิดของคุณผู้กำกับ
“คัท!!! ที่รักครับเอาอีกแล้ว เมื่อกี้ภาพกำลังสวยเลย ทำไมจู่ๆก็สะดุดล่ะครับ ที่รักนี่งอแงจริงๆเลย” แทกุนบ่น ถ้าเป็นนายแบบนางแบบคนอื่นมาทำอย่างนี้ ไม่โดนแค่บ่นหรอก มันต้องโดนโทรโข่งปาหน้าแล้ว โทษฐานทำให้แผนที่เขาวางไว้เสียหาย แต่นี่เป็นแจจุง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของหัวใจมาตั้งนาน แทกุนเลยได้แต่พูดอ่อนๆ ไม่กล้าอาละวาดรุนแรง
“ขอโทษ วันนี้ฉันเหนื่อย ตากแดดมาหลายวันติดต่อกันเลยเพลีย วันนี้พอแค่นี้เถอะนะ” พูดจบก็ไม่ฟังเสียงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนอีก คุณเออีคนสวยก้าวฉับๆๆ ออกไปจากฉากทันที มุ่งหน้ากลับห้องพักไปสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะถอดรองเท้าปาหน้าใครให้อายคนแถว นี้เล่น
“ที่รักครับ ที่รัก เดี๋ยวสิครับ ทุกคนพอแค่นี้” แทกุนสั่งเลิกกองก่อนจะวิ่งตามคนสวยไป ไม่สนใจทีมงานที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตก ก็เพิ่งเคยเห็นนายแบบสั่งเลิกกองเองนี่แหละ หลังจากได้สติ ทุกคนก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของตามระเบียบ งานไม่ค่อยเดินแต่เงินได้ครบ ถือซะว่ามาเที่ยวทะเลก็แล้วกัน
ยุนโฮยืนมองดูการถ่ายทำอยู่ตรงนี้ เป็นเวลานาน ทุกทีเขาเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่เฉยๆ แต่น่าแปลก เขาสามารถยืนดูคุณเออีถ่ายโฆษณาได้เป็นวันๆ ตั้งแต่มาถึง จนวันนี้ก็ปาเข้าไป3วันแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยเบื่อ ทุกครั้งเขาชอบไปยืนดูไกลๆ เพราะไม่อยากรบกวนการถ่ายทำ แต่วันนี้ยุนโฮต้องยอมรับเลยว่า ทั้งแสง ทั้งเสื้อผ้า หรือรวมถึงท่วงท่าการเดินฉากเมื่อกี้ ทำให้เขาต้องมายืนอยู่ตรงนี้ จากที่ตอนแรกเขายืนอยู่ห่างออกมาไกลมากๆ แต่ทันทีที่ได้สบตาดวงโตหวานฉ่ำคู่นั้น เท้าทั้งสองข้างเขาก็ค่อยๆพาตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้ ราวกับจะมารอซึมซับความหวานจากดวงตาที่ส่งมาให้กล้อง ถึงแม้ว่าจะมีแค่เพียงแว๊บเดียวเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่คนสวยหันมาเจอเขา ตาหวานเชื่อมจะเปลี่ยนไปขุ่นมัวทันที ความจริงเขาก็อยากจะเดินหนีเหมือนกัน งานจะได้เดินหน้าไปได้ แต่ต้องหยุดความคิดนั้นทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแทนตัวของญาติผู้น้อง ฟังแล้วมันน่าหงุดหงิด แล้วบอกไม่ได้เป็นอะไรกัน หึ~ ยุนโฮหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันหลังทิ้งความวุ่นวายของทั้งกองเอาไว้ข้างหลัง
“ที่ รักครับ เป็นอะไรครับ ไม่สบายหรือเปล่า” แทกุนวิ่งตามมาจนทันหน้าล็อบบี้คว้าแขนแจจุงเอาไว้ข้างนึง แต่ด้วยความที่คุณเออีกำลังเร่งเดินเร็วๆทำให้เกิดแรงเหวี่ยงจนคุณเออีเซ กลับมาปะทะอกของแทกุนเข้าเต็มที่ แขนแข็งแรงของแทกุนจึงรวบเอวร่างบางเอาไว้ทันที
“เป็นไงครับ ไม่สบายเหรอ ไหนขอผมดูหน่อยสิ” แทกุนวางมือบนหน้าผากกลมมนของคุณเออี แต่ก็ถูกมือบางปัดออกอย่างรำคาญ นี่มันอะไรกันเนี่ย หลายวันมานี้ทำไมฉันถึงได้ซวยอย่างนี้ เมื่อวันก่อนก็เกือบจะโดนปล้ำคาห้องพัก นี่ยังมาโดนไอ้มือปลาหมึกเพื่อนเก่ากอดอีก โอ้ย~ อยากจะบ้า
“แทกุน ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” แจจุงพูดพยายามปรับเสียงให้ดูปกติที่สุด ไม่อย่างจะเหวี่ยงใครตอนนี้ แต่ถ้าไม่รีบปล่อยก็ไม่รับประกันเหมือนกัน
“ที่ รักไม่สบายตรงไหนครับ ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา” แทกุนไม่ได้อนาทรร้อนใจกับกิริยาฮึดฮัดดิ้นขลุกขลักของร่างบาง เพราะกำลังคิดว่าแจจุงคงงอนที่เขาให้ทำงานหนักเกินไป
“ฉันไม่ได้ เป็นอะไร ฉันเหนื่อย จะขึ้นไปพัก ปล่อย” แจจุงทั้งดิ้นทั้งผลักคนตรงหน้า ด้วยแรงทั้งหมดเท่าที่มี แต่ก็ไม่ทำให้คนตัวล่ำอย่างแทกุนกระดิกแม้แต่น้อย
“ก็ได้ครับที่รัก ไม่ต้องงอนนะ เดี๋ยวผมไปส่งที่ห้อง จะได้หายาให้ทานด้วย ไปครับ” แทนกุนเปลี่ยนจากกอดเป็นโอบประคองคนสวยเอาไว้ พาเดินไปกดลิฟท์ด้วยกัน พร้อมกับที่ร่างสูงของยุนโฮเดินผ่านเข้ามาทางประตูหน้าของโรงแรมพอดี
“หึ~ ที่แท้ก็มาออดอ้อนกันในนี้นี่เองคุณเออี ร้ายจริงๆเลย” ยุนโฮเดินตรงไปที่ลิฟท์ หลังจากที่ทั้งสองคนขึ้นไปแล้วไม่นานนัก เพื่อตรงไปพักผ่อนที่ห้องของตัวเอง
แทกุนประครองร่างบางขึ้นมาจน ถึงหน้าห้อง จัดการแย่งคีย์การ์ดมาจากมือคนสวย ผลักประตูเข้าไปข้างในอย่างถือสิทธิ์ เล่นเอาคุณเออีปรี๊ดแตก นี่มันอะไรกันเนี่ย ทั้งพี่ทั้งน้อง ฉันจะบ้าอยู่แล้วนะ
“เข้าไปทำอะไรน่ะ” แจจุงยืนกอดอกอยู่หน้าห้องพัก ไม่ยอมเดินเข้าไปในห้อง เพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนเมื่อหลายวันก่อนอีก
“ก็เข้ามาหายาให้ที่รักทานไงครับ” แทกุนบอก
“ไม่ต้อง ฉันจะพัก ออกมาได้แล้ว” แจจุงสั่ง
“แต่ ว่า...” แทกุนพยายามบ่ายเบี่ยง เขาอยากจะดูแลแจจุงให้เต็มที่ เผื่อว่าร่างบางจะใจอ่อนกับเขามั่ง แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของแจจุงแล้ว เขาคงต้องถอยไปตั้งหลักใหม่ก่อน ไม่อยากจะเสี่ยงกับอารมณ์โกรธของร่างบาง จึงตัดสินใจเดินออกมาจากห้องช้าๆ ก่อนจะเดินผ่านร่างบางไป แจจุงแบมือมาด้านหน้า ขวางทางแทกุนเอาไว้ แทกุนหันมาฉีกยิ้มกว้าง นึกว่าแจจุงจะเปลี่ยนใจ
“คีย์การ์ด” เสียงคนสวยสั่งห้วนๆ แทกุนมองคีย์การ์ดในมือก่อนจะส่งให้โดยดี แต่ไม่วายลูบมือบางอย่างจงใจ แจจุงสะบัดมือกลับเดินเข้าไปในปิดล็อคกลอนคล้องโซ่ทันที ร่างบางยืนพิงประตูอยู่นาน ก่อนจะเดินปัดๆอย่างหมดแรงทิ้งตัวลงนอนพาดขวางบนที่นอน ไม่สนใจกับเศษทรายที่ติดตามตัวแม้แต่น้อย
“เฮ้อ อีก 9วันเท่านั้น ฉันจะได้กลับบ้านสักที เหนื่อย” แจจุงตะโกนดังๆลั่นห้อง มือบางคว้าหมอนฟูนุ่มขึ้นมาตบๆ ค่อยๆคลานขึ้นไปนอนบนที่นอนให้เป็นที่เป็นทางและหลับไปในที่สุด
ร่าง บางบนที่นอนค่อยๆขยับตัวช้าๆอย่างเกียจคร้าน ตากลมโตเหลือบไปดูนาฬิกาพรายน้ำที่หัวเตียงพบว่ามันเป็นเวลา3ทุ่มเข้าไปแล้ว ท้องน้อยๆของเขาเริ่มประท้วง เพราะตั้งแต่บ่ายยังไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากน้ำ แจจุงลุกขึ้นจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย คว้ากระเป๋าสตางค์ คีย์การ์ดโทรศัพท์ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ออกจากห้องตรงไปที่ค๊อฟฟี่ช้อปเพื่อหาอะไรกินรองท้อง
หลังจากลง ลิฟท์มาที่ชั้นล็อบบี้ คุณเออีก็ตรงไปที่ค๊อฟฟี่ช้อปของโรงแรมที่อยู่ด้านในสุด มีบริการอาหารสำหรับให้นักท่องเที่ยวตลอด24ชั่วโมง ร่างบางสาวเท้าเร็วๆรีบเดินไปยังจุดหมาย เพราะตอนนี้หิวมากๆแทบจะกินช้างได้ทั้งตัว ด้วยความเร่งรีบจึงไม่เห็นคนที่เดินเลี้ยวออกมาจากอีกมุมนึง จึงเข้ากับร่างสูงอย่างแรง แต่ว่าโชคดีที่คนตรงหน้าคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน เลยไม่ต้องลงไปจับกบข้างล่างให้ขายหน้า
“ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทันมอง” แจจุงก้มหัวขอโทษขอโพย
“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้เอง” เสียงทุ้มคุ้นหูเอ่ยขึ้น เรียกให้ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองทันที
“ชองยุนโฮ” คุณเออีอุทานอย่างตกใจ
“ครับ ผมเอง” ยุนโฮยกยิ้มนิดๆ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากเอวบาง ทั้งที่คุณเออีทรงตัวเองได้ตั้งนานแล้ว
“ปล่อยสักทีได้ไหม ฉันยืนเองได้แล้ว” แจจุงพยายามแกะมือออกจากเอวของตัวเอง แต่ก็ไม่สำเร็จ ยิ่งทำให้คนตัวโตกว่ารัดแน่นเข้าไปอีก
“ทำไม ล่ะ ทุกทีผมเห็นคุณยืนไม่ค่อยอยู่นี่ เดี๋ยวก็เซ เดี๋ยวก็เซ ทีอยู่ใกล้ๆผมทำเป็นเดินเองได้ขึ้นมาเลยนะ” ยุนโฮก้มลงกระซิบที่ข้างหูร่างบาง แจจุงหันกลับมามองหน้าอย่างเอาเรื่อง ทำให้หน้าของทั้งสองคนอยู่ห่างกันไม่กี่เซ็นต์ ก่อนที่แจจุงจะทันได้เอ่ยปากต่อปากต่คำกับยุนโฮ มือหนาก็กดท้ายทอยของเขาเข้าไปชิด กดจูบที่ริมฝีปากบางอย่างหนักหน่วงก่อนจะถอนออก
“น่าเสียงดาย ตรงนี้มันทางเดิน ถ้าเจอกันที่อื่นผมคงไม่ปล่อยคุณไปหรอก ถือว่าเป็นค่าที่ผมช่วยไว้ไม่ให้คุณล้มแล้วกัน” พูดจบก็ปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระ เดินจากตรงนั้นไปทันที ปล่อยให้แจจุงยืนค้อนลมค้อนแล้งอยู่ตรงนั้นคนเดียวอย่างหงุดหงิด
“กลับไปต้องไปทำบุญล้างซวย ทำไมฉันถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนอย่างนี้เนี่ย”
จุน ซูกลับมาที่บ้านพร้อมข้าวของมากมายในมือ นี่ก็วันที่3แล้วหลังจากที่คุณเจ้านายจอมหื่นสัญญาจะพาไปเลี้ยงข้าวทุกวัน แถมมีของแถมกลับด้วย แต่ทุกครั้งเขาก็ต้องหาข้ออ้างเลี่ยงไม่ตอบคำถามที่คุณเจ้านายเฝ้าเพียรถาม ทุกวัน จะอยากรู้อะไรกันนักหนา คนยิ่งไม่อยากคิดถึงอยู่ จุนซูจัดการเอาของแช่แข็งยัดใส่ช่องฟรีซ พยายามกดฝาช่องฟรีซให้แน่น เพราะความงกของเจ้าตัวเลยขนซื้อมาซะเยอะแยะ ยังไม่ได้กินเลยสักอย่าง เพราะกินข้าวกับคุณเจ้านายมาทุกวัน ดีแต่ว่าอาหารแช่แข็งมันเก็บได้นานเลยไม่เป็นไร แต่ช่องฟรีซเริ่มเต็มแล้วนี่สิ จะทำยังไงดี ร่างเล็กยืนคิดอยู่หน้าตู้เย็น หลังจากที่จัดการปิดฝาได้เรียบร้อย
“สงสัยต้องซื้อตู้แช่เพิ่ม อีก9วันต้องสะสมไว้ก่อน กว่าพี่แจกลับมาจะได้ประหยัดไปอีกเยอะ” ตัดสินใจเสร็จสรรพคนตัวเล็กก็ขึ้นไปบนห้อง จัดการอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย กำลังจะล้มตัวลงนอนก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มือบางหยิบมาดู คิ้วเรียวเริ่มขมวดกันเป็นโบว์
“เบอร์ใคร ไม่เห็นรู้จัก” จุนซูกดรับโทรศัพท์ ทันทีที่ได้ยินเสียงเขาก็แทบจะกดตัดให้รู้แล้วรู้รอด
“จุนซูอ่า” เสียงคุ้นหูดังมาตามสาย
“มีอะไรหรอครับพี่ยองพิล แล้วได้เบอร์ผมมาจากไหน” จุนซูพยายามไม่ทำเสียงหน่ายๆส่งไปตามสายโทรศัพท์
“พี่ขอมาจากฝ่ายบุคคลน่ะ” คุณอึนยองนะคุณอึนยอง ให้เบอร์ไปทำไหมเนี่ย หาเรื่องให้ผมอีกแล้ว
“เหรอครับ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
“โธ่ อย่าทำตัวห่างเหินกับพี่สิจ้ะ เรื่องคราวนั้นยังโกรธพี่อยู่อีกเหรอ” ยองพิลทำเสียงออดอ้อนตามแบบฉบับ จุนซูทำหน้าเบ้ใส่โทรศัพท์ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดาที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เปล่าครับ ผมไม่เคยโกรธพี่สักหน่อย”
“จริง เหรอ งั้นจุนซูยกโทษให้พี่ใช่ไหม พี่มันไม่ดีเอง ทั้งๆที่รู้ว่าจุนซูชอบพี่ แต่พี่ก็ยังเผลอไปมีอะไรกับฮยอนอา พี่ขอโทษนะ เรากลับมาดีกันเหมือนเดิมได้ไหม” ยองพิลพูดด้วยความดีใจ เพราะเขาเองก็ติดใจคนตัวเล็กน่ารักนี่มาตั้งแต่สมัยเรียน ถ้าเขาไม่เผลอตัวไปกับฮยอนอาป่านนี้เขาคงได้คนน่ารักมาเป็นของเขานานแล้ว
“แล้วฮยอนอาล่ะครับ พี่เอาฮยอนอาไปทิ้งไว้ที่ไหน” คนตัวเล็กพูดช้าๆ พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้ระเบิดใส่คนหลงตัวเอง
“ฮยอน อาเขาอยู่ที่บ้านแม่ ตอนนี้พี่อยู่คนเดียว จุนซูว่างไหม เดี๋ยวคืนนี้พี่ไปรับ เราออกไปหาบรรยากาศดีๆทานอาหารกันดีไหม” ยองพิลรีบเสนอตัวเต็มที่ เพราะอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์เขามาติดต่องานในโซล ทิ้งเมียไว้ที่บ้าน โชคดีจริงๆที่ได้มาเจอกับจุนซูที่นี่ มันต้องเป็นพรหมลิขิตแน่ๆ แต่คนตัวเล็กไม่คิดอย่างนั้น ตอนนี้จุนซูกำลังขยะแขยงรุ่นพี่คนนี้เต็มทน
“ไม่ดีกว่าครับ วันนี้ผมเหนื่อยทำงานมาทั้งวัน ถ้าพี่ไม่มีธุระอะไรแค่นี้นะครับ” จุนซูตัดสายทันที โยนโทรศัพท์ไว้ที่ข้างตัวบนที่นอน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆว่า ทำไมคนสวยๆอย่างฮยอนอาเพื่อนรักของเขาถึงได้ไปหลงชอบไอ้รุ่นพี่บ้าๆอย่างนี้ ได้ หลงถึงขนาดตัดขาดความเป็นเพื่อนกับเขา เพราะคิดว่าเขาชอบไอ้รุ่นพี่ประสาทนี่ แล้วดูสิป่านนี้ยังไม่เลิกอีกหลงตัวเองเป็นที่สุด นี่ยังคิดว่าเขาชอบตัวเองอยู่อีกหรือไง บอกว่าเข้าใจผิดๆๆไม่เคยจะฟัง เฮ้อ~
~ Rrrrrrrrrrrrrrrrr ~
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คนตัวเล็กเริ่มหมดความอดทน คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาจัดการตะโกนใส่โทรศัพท์อย่างดัง หวังให้คนที่โทรเข้ามารู้สำนึกซะบ้างว่าทำให้เขาหงุดหงิดแค่ไหน
“พี่ยองพิล ผมบอกว่าไม่ไปไง ไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องมาชวน” จุนซูพูด
“จะ ไปไหน กับใคร” เสียงทุ้มคุ้นหูดังมาตามสาย เล่นเอาคุณเลขางง อ๊ะ~ นี่ไม่ใช่เสียงไอ้รุ่นพี่หลงตัวเองนี่หว่า แล้วใครฟะ มือบางยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อ ก่อนจะเอามือตบหน้าผากตัวเองแรงๆ1ที คุณเจ้านายนี่นา เวรกรรม ลืมไปว่าไอ้คุณเจ้านายชอบโทรมาหลังจากที่มาส่งเขาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว
“คุณ บอกผมมาเดี๋ยวนี้นะ คุณจะไปไหนกับไอ้หน้าปลาชนเขื่อนหา” ยูชอนตะโกนกลับบ้าง แทบจะเลี้ยวรถกลับไปหาคนตัวเล็กที่บ้านทันที ทั้งที่กำลังจะเข้าบ้านอยู่รอมร่อแล้ว
“เปล่า ไม่ได้ไปไหน” จุนซุอ้อมแอ้มตอบ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจะต้องเกรงใจเจ้านายด้วยก็ไม่รู้
“แล้วเมื่อกี้คุณบอกว่าจะไปกับไอ้หน้าปลาชนเขื่อนนี่”
“เขา ชื่อพี่ยองพิล เจ้านายไปเรียกเขาอย่างนั้นได้ยังไง” จุนซูพยายามทำเสียงเข้ม ทั้งๆที่จริงตัวเองลงไปนอนกลิ้งไม่รู้กี่ตลบกับฉายาที่คุณเจ้านายตั้งให้ รุ่นพี่จอมตื้อ
“จะยองอะไรผมไม่สนทั้งนั้นแหละ นี่คุณแอบไปให้เบอร์เขาด้วยหรือไง ไหนบอกว่าไม่ได้ติดต่อกันแล้ว”
“ผมไม่ได้ให้ เขาได้มาเอง ว่าแต่เจ้านายจะถามไปทำไม มีสิทธิ์อะไรมาถามผมแบบนี้เนี่ย”
“มีสิ ก็ผมเป็นแฟนคุณนี่ ผมก็ต้องรู้บ้างล่ะใครโทรมาหาคุณบ้าง” ยูชอนตอบ
“ให้มันน้อยๆหน่อยคุณเจ้านาย ได้ข่าวว่าเราเป็นแฟนกันแค่ในนาม อย่ามามั่วขอร้อง”
“งั้นเป็นจริงๆเลยไหมล่ะ”
ยู ชอนโพล่งกลับไปทันที เล่นเอาคุณเลขาอึ้งไปนาน เพราะไม่คิดว่าวันนี้คุณเจ้านายจะมาไม้นี้ หลายวันมานี่เขาเริ่มเห็นอาการแปลกๆของคุณเจ้านายเหมือนกัน ตั้งแต่ที่พี่ยองพิลกลับเข้ามาวนเวียนใกล้ๆเขา คุณเจ้านายก็เริ่มทำตัวแปลกๆ ไม่ยอมให้เขากลับบ้านเองบ้างล่ะ ต้องมารับที่หน้าบ้านทุกเช้าบ้างล่ะ ไหนจะโทรมาหาทุกวันหลังจากส่งกลับบ้าน เพื่อรายงานว่าเขากลับถึงบ้านแล้วไม่ได้ไปเที่ยวไหนต่อบ้างล่ะ เป็นแบบนี้ทุกวัน แรกๆก็รำคาญบ้างไม่รู้จะโทรมาบอกเขาทำไม แต่หลังๆก็เริ่มจะชินที่จะต้องมีโทรศัพท์มารายงานทุกวันว่ากลับถึงบ้านแล้ว
“เจ้านาย อย่ามาล้อเล่น” เสียงคนตัวเล็กตอบหลังจากเงียบไปพักใหญ่
“ผม ไม่ใช่บรรดาสาวๆในลิสต์ของคุณจะได้มาเชื่อเป็นตุเป็นตะแบบนั้น ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมแค่นี้นะผมง่วง” พูดจบมือบางก็กดปุ่มปิดตัดสัญญาณทิ้งทันที
“เดี๋ยวสิ คุณ คุณ จุนซู จุนซู โธ่เว้ย~ ตัดสายไปแล้วยังคุยกับไม่รู้เรื่องเลย” ยูชอนพยายามโทรกลับหาคุณเลขาหลายรอบแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะจุนซูปิดเครื่องไป แล้ว ยูชอนทุบพวงมาลัยรถแรงๆทีนึงด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะตัดสินใจหักรถเลี้ยวกลับไม่เข้าบ้านอย่างที่ตั้งใจไว้ครั้งแรก
จุน ซูเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบกล่องขนาดย่อมที่ซ่อนเอาไว้ลึกสุดในตู้ออกมา ถือมาวางไว้ที่เตียง มือบางค่อยๆเปิดกล่องหยิบกรอบรูปสีสวยขึ้นมาดู ถึงมันจะเก่าไปบ้างตามกาลเวลา แต่ภาพในนั้นก็ยังคงดูสดใสเหมือนเดิม ภาพของหนุ่มสาว3คนยืนกอดคอกัน ด้ายซ้ายเป็นสาวน้อยร่างบางผมยาวถึงเอว กับรอยยิ้มสดใส ด้านขวาก็คือเขาเอง กำลังส่งยิ้มเต็มที่ให้กลับกล้อง จุนซูมองภาพนี้ยิ้มๆ พลางเบือนสายตากลับมาจับจ้องคนที่อยู่ตรงกลางของรูป ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาคมสัน กับรอยยิ้มกว้างขวางที่เขาไม่เคยลืม มือเล็กไล้ไปตามภาพเบาๆ อย่างเลื่อนลอย
“พี่สบายดีไหมฮะ” คนตัวเล็กพึมพำเบาๆกับรูป ก่อนจะเก็บทุกอย่างลงไว้ในกล่องและนำไปเก็บที่ตู้เสื้อผ้าเหมือนเดิม เสร็จแล้วก็เดินกลับมาที่เตียงมือบางกำลังจะปิดไฟ ก็ได้ยินเสียงรถยนต์เบรกดันสนั่น จุนซูรีบเดินไปดูที่หน้าต่าง ตาเรียวเบิกกว้างขึ้น เพราะภาพที่เห็นคือ รถสปอร์ตสีแดงเพลิงที่เพิ่งมาส่งเขาเมื่อ2ชั่วโมงที่แล้ว ตอนนี้มันมาจอดอยู่หน้าบ้าน พร้อมด้วยเจ้าของที่หน้าตาบึ้งตึงสุดๆ คนตัวเล็กรีบเดินไปที่ระเบียงห้องนอน เปิดประตูตะโกนถามร่างโปร่งที่กำลังยืนเท้าเอวอยู่หน้าบ้านอย่างเอาเรื่อง
“มาทำไมเจ้านาย นี่มันดึกแล้วนะ”
“ผม ยังคุยกับคุณไม่รู้เรื่องเลย ปิดโทรศัพท์ทำไม” ยูชอนตะโกนตอบเสียงดัง ไม่สนใจว่าข้างบ้านจะว่ายังไง จุนซูเริ่มมองซ้ายมองขวา เขาเริ่มเห็นไฟข้างๆบ้านค่อยๆเปิดทีละดวง คงจะเปิดมาดูตั้งแต่ได้ยินเสียงเบรกแล้วล่ะมั้ง
“อย่าเสียงดังได้ไหมเจ้านาย เกรงใจคนอื่นเข้าบ้าง”
“ลง มาคุยกับผมเร็ว” ยูชอนสั่งเสียงเฉียบขาด แค่นั้นทำให้คุณเลขาเริ่มโมโห มาบุกบ้านเขายามวิกาล ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นแล้วยังมีหน้ามาสั่งเขาอีก
“ไม่ลง ผมไม่มีอะไรจะคุย กลับบ้านไปเลยนะ” จุนซูตะโกนกลับ
“คุณจะลงมาเองให้จะให้ผมขึ้นไปลาก” ยูชอนตอบ
“ไม่ ลง ผมไม่ลงไปซะอย่างคุณจะเข้ามาได้ยังไง กลับไปซะ” คนตัวเล็กตะโกนตอบก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องไม่สนใจร่างโปร่งที่ยืนหงุด หงิดอยู่หน้าประตู
“เล่นอย่างนี้ใช่ไหมคุณเลขา ได้เลย” ยูชอนบ่นพึมพำ เปิดประตูรถเข้าไปค้นหาอะไรสักพัก กดรีโมทล็อครถให้เรียบร้อย สาวเท้าเข้าไปใกล้ประตู มือเรียวหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตูบ้านคนตัวเล็กเข้าไปอย่างง่ายดาย จัดการล็อคเรียบร้อยโดยที่เจ้าของบ้านก็ไม่ได้ทันรู้ตัว เพราะคงจะลืมไปว่า ตัวเองได้ก๊อปกุญแจชุดนึงไว้ให้คุณหญิงแม่มาคุมตอนที่ช่างเข้ามาจัดการทำตู้ เสื้อผ้าสำหรับเก็บชุดต่างๆมากมายที่ขนซื้อมาวันนั้น
~ ก๊อกๆๆๆ ~
จุน ซูที่ทิ้งตัวลงนอนตั้งแต่เอ่ยปากไล่คุณเจ้านายไปลุกขึ้นมานั่งบนเตียงงงๆ ใครมาเคาะประตูห้อง ก็เราอยู่คนเดียวนี่หว่า หรือว่าพี่แจกลับมาก่อนกำหนด ไวเท่าความคิด คนตัวเล็กรีบวิ่งไปเปิดประตู แต่คนที่ยืนอยู่หน้าห้องไม่ใช่พี่ชายคนสวยแต่อย่างใด ยังไม่ทันที่คุณเลขาจะออกเสียงเอ่ยถามอะไรคุณเจ้านายที่ยืนหน้าบึ้งอยู่หน้า ห้อง ร่างเล็กก็ถูกรวบเข้ามาไว้ในอ้อมกอดแข็งแรง ริมฝีปากบางถูกคนตัวโตกว่ากดจูบอย่างหนักหน่วง จุนซูตกใจแทบสิ้นสติ นี่มันอะไรกัน คุณเจ้านายเข้ามาได้ยังไง แล้วมาจูบเขาทำไม เฮ้ย ~ เสียงคนตัวเล็กร้องในใจ เพราะตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเขาลอยขึ้นสูงจากพื้น กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เหมือนมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในหัว ว่าที่เขาอยู่มันห้องนอน แล้วไอ้คนที่กำลังปล้ำจูบเขาอยู่นี่ก็คือคุณเจ้านายจอมหื่น คนตัวเล็กออกแรงดิ้นทันที
แต่ต่อให้ดิ้นยังไงก็ไม่เป็นผล เพราะคุณเจ้านายกำลังโมโห ไหนจะถูกตัดสายอย่างไม่มีเยื่อใย ไหนจะเรื่องไอ้หน้าปลาชนเขื่อนชวนเที่ยวกลางคืน ไหนจะเรื่องความหลังหนเก่าที่ยังไม่ได้เคลียร์ แล้วยังจะมาปฏิเสธหน้าตาเฉยว่าไม่ได้เป็นแฟนเขา(?) ทำให้ยูชอนไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รวบร่างคนดิ้นปัดๆในอ้อมแขนให้แน่นเข้า ก่อนจะทิ้งลงบนเตียงนอนหนานุ่ม ถึงแม้จะไม่นุ่มเท่าเตียงที่บ้านเหมือนเมื่อคราวที่แล้ว แต่ถ้ามีคนตัวเล็กอยู่ไม่ว่าที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
“จะทำอะไรน่ะ เข้ามาได้ยังไง ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ” ทันทีที่ริมฝีปากบางเป็นอิสระ จุนซูก็ส่งเสียงร้องดังลั่นบ้าน ทั้งถีบทั้งเตะคุณเจ้านายพัลวัน แต่ก็ไม่ทันได้ขยับอะไรมากนัก เพราะร่างโปร่งจัดการจับแขนทั้งสองข้างตรึงไว้กับที่นอน แถมด้วยเอาขาข้างนึงกดขาเรียวไว้ทั้งสองข้าง แค่นี้จากเสือน้อยขู่ฟ่อๆ คุณเลขาก็กลายเป็นลูกแมวที่ได้แต่ร้องแง้วๆเพราะดิ้นหนีไปไหนไม่ได้
“ปล่อยนะเจ้านาย จะทำอะไรผมน่ะ” จุนซูพูดปนเสียงหอบ เพราะออกแรงดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่พ้นจากการยึดของคุณเจ้านายได้เลย
“เรา จะคุยกันดีๆ หรือคุณจะให้ผมบังคับ” ยูชอนยื่นคำขาด ถ้าไม่ติดว่าอยากจะรู้เรื่องราวทั้งหมดจากปากคนตัวเล็ก เขาคงจะจับกดซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่จริงๆแล้วก็กลัวเหมือนกัน ถ้าทำอย่างนั้นคุณเลขาคงจะเกลียดเขาไปจนตาย เขาคงทนไม่ได้ถ้าต้องมีชีวิตอยู่โดยที่มีคุณเลขาเกลียดไปตลอด ก็เลยห้ามตัวเองเอาไว้ได้ทัน ทั้งๆที่ๆภาพตรงหน้ามันแสนจะยั่วยวนชวนให้ตบะแตกอยู่รอมร่อ ร่างโปร่งสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ท่องเอาไว้ยูชอน ท่องเอาไว้ เราแค่ขู่ให้คุณเลขายอมเล่าเรื่องแค่นั้น แค่ขู่ๆๆๆๆๆๆ
“ไม่บังคับที่ไหน แล้วนี่เรียกอะไร” คุณเลขาเถียง
“ยัง นี่เขาเรียกว่าจับไว้เฉยๆ”
“จับ อะไร ทำไมต้องจับแบบนี้ ปล่อยผมนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้” คุณเลขาพยามรวบรวมพลังกายพลังใจเฮือกสุดท้ายดิ้นหนี แต่ก็ไม่สำเร็จต้องกลับมานอนหอบแฮ่กๆเหมือนเดิม
“เลิกดิ้นเถอะ เหนื่อยเปล่า” ถ้าคุณดิ้นมากกว่านี้ผมอาจจะทนไม่ไหวแล้วนะ ยูชอนเริ่มนับ1-1,000ในใจ พยายามมองแต่หน้าของคุณเลขาเท่านั้น ไม่พยายามมองต่ำลงไปกว่านั้น เดี๋ยวห้ามตัวเองไม่ได้ แค่มองหน้านี่ก็สุดๆแล้ว ปากบวมแดงจากแรงจูบเมื่อกี้มันเย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะใบหน้าหวานที่มีริ้วแดงๆจากการออกำลังมากไปอีก โอ้ย~ จะฆ่าผมให้ตายไปเลยใช่ไหมเนี่ยคุณเลขา
“คุณก็ปล่อยผมสักทีสิ”
“งั้นคุณก็ต้องเล่ามา ไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร ผมถามคุณมาหลายวันแล้วนะ”
“ทำไมผมต้องเล่าด้วย มันไม่เกี่ยวกับคุณ”
“เกี่ยวสิ เรื่องของคุณผมต้องรู้ให้หมดทุกเรื่อง”
“ไม่ จำเป็น” จุนซูตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด ยิ่งทำให้อารมณ์หงุดหงิดเพิ่มขึ้นอีก ยูชอนไม่พูดอะไรต่อ ก้มลงกดจูบหนักๆที่ริมฝีปากบางอีกรอบ อย่างหมั่นไส้
“ถ้าคุณพูดอะไรไม่ถูกหูผมอีก ผมก็จะจูบอยู่อย่างเงี้ยะคอยดู เอาล่ะคราวนี้จะเล่าได้หรือยัง”
“ไม่ เล่า” ยังไม่ทันขาดคำร่างสูงก็กดจูบซ้ำอีกที กว่าจะละออกได้แต่ละทีเล่นเอาคุณเลขาแทบหมดลมหายใจ คนตัวเล็กยิ่งฮึดฮัดร่างโปร่งก็ยิ่งแกล้ง จากที่หงุดหงิดมาเมื่อกี้เริ่มอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“จะเล่าหรือยัง” จุนซูกำลังจะเผยอปากตอบแต่ก็ถูกยูชอนดักคอเอาไว้ก่อน
“คราว นี้ถ้าคุณยังปฏิเสธอีก ผมจะเพิ่มเลเวลแล้ว คราวนี้จะไม่จูบอย่างเดียว สงสัยผมจะจูบคุณบ่อยไปคุณก็เลยชิน ถ้าอย่างนั้นเอาเป็น รอยมดกดอีกดีไหม” ยูชอนยกยิ้มเจ้าเล่ห์ คุณเลขาสะบัดหน้าพรืดไปอีกทาง พลางกัดริมฝีปากแดงช้ำอย่างใช้ความคิด
“คุณไม่เมื่อยหรือไงอยู่ท่านี้เนี่ย” จุนซูเปลี่ยนเรื่อง
“ไม่หรอก ผมอยู่ได้ทั้งคืนนั่นแหละ” ยูชอนตอบ คุณเลขาทำแก้มป่องอย่างขัดใจ คนอะไรหื่นเต็มพิกัดจริงๆ
“คุณ ไม่เมื่อย แต่ผมเจ็บ ตัวหนักอย่างกับอะไร ดูสิทิ้งน้ำหนักมาทับผมแบบนี้ได้ยังไง ข้อมือผมจะหักอยู่แล้ว ขาก็เป็นตะคริวแล้วด้วย” คนตัวเล็กประท้วง เพราะอยู่แบบนี้นานๆแขนขาเขาก็เริ่มจะชา ทำให้ดิ้นไม่ถนัด
“ก็ได้ งั้นผมเปลี่ยนท่าให้ก็ได้” ร่างโปร่งลุกขึ้น แค่ช่วงจังหวะสั้นๆ คนตัวเล็กรีบถดตัวหนีก้าวออกไปนอกเตียงทันที แต่ก็ไม่ทันเพราะแขนแกร่งของยูชอนรวบเอวคนน่ารักเอาไว้ได้ทันก่อนจะวิ่งหนี ไป จัดการรั้งให้ขึ้นมานั่งบนตักเรียบร้อย แถมโอบแขนรัดเอวเอาไว้ด้วย ทำให้ดิ้นหนีไปไหนไม่ได้
“เอาล่ะคราวนี้คุณก็ไม่เป็นเหน็บ ไม่เจ็บ ไม่มีอะไรอ้างอีกแล้ว เล่ามาซะดีๆ” จุนซูตวัดสายตาค้อนอย่างขัดใจ ที่ทำอะไรคนตรงหน้าก็รู้ทันไปซะหมด
“กฎยังเป็นกฎนะครับคุณเลขา ถ้าคุณยังไม่เล่า ผมก็จะจูบอีก จนกว่าคุณจะเล่านั่นแหละ” พูดยังไม่ทันขาดคำ มือเรียวก็จับคางมนให้หันมาเผชิญหน้ากันก่อนจะรั้งคอคนตัวเล็กให้ก้มมาหา แล้วจัดการมอบจูบให้คนตัวเล็กอีกรอบ จุนซูได้แต่ดิ้น สองมือเล็กๆๆทุบไหล่คุณเจ้านายรัวๆ แต่นั่นไม่ทำให้คุณเจ้านายเลิกแต่อย่างใด เล่นเอาคุณเลขาแทบหมดแรง
“ว่าไง จะดื้อต่ออีกไหม”
“โอ้ย~ เลิกจูบสักทีได้ไหม นับไม่ทันแล้วนะ” คุณเลขาบ่นหงุงหงิง
“นับไม่ทันก็ไม่ต้องนับสิ”
“ไม่นับได้ไง หลายทีแล้ว ขาดทุนหมด” ยูชอนหัวเราะ ไม่ว่ายังไงคุณเลขาก็ยังงกเหมือนเดิม
“เล่ามาก่อน แล้วผมจะช่วยนับทีหลังโอเคไหม ถ้าคุณยังบ่ายเบี่ยงอีกจูบทั้งหมดถือเป็นโมฆะ” ยูชอนยื่นคำขาด เล่นเอาคุณเลขาตาโต
“ได้ไง คุณขี้โกงนี่”
“ไม่ ได้โกง คุณโกงก่อน ตั้งแต่วันนั้นที่หลอกให้ผมพาไปกินข้าว กินเสร็จก็ไม่เล่า ใครกันแน่ที่โกงก่อน” คุณเลขาทำหน้ามุ่ย คุณเจ้านายนี่คิดเล็กคิดน้อยจริงๆ
“ก็คนเขาไม่อยากเล่าอ่ะ” ในที่สุดจุนซูก็ตอบเสียงอ่อยๆออกมา หลังจากเงียบไปนาน
“ทำไม มีอะเรื่องอะไรร้ายแรงเหรอ” ยูชอนถามเสียงเบาเช่นกัน ตอนนี้เขารู้สึกแปลกๆ มีทั้งอยากรู้และไม่อยากรู้ปนเปกันไป ถ้าหากคุณเลขาบอกว่าหมอนั่นเป็นคนรักล่ะ เขาจะทำยังไง เขาจะรับได้เหรอ ไม่จริงอ่ะ คุณเลขาคงไม่ตาต่ำไปรักไอ้หน้าปลาชนเขื่อนอย่างนั้นหรอก แต่อีกใจนึงก็อยากรู้ให้มันแน่ชัดไปเลยว่าเรื่องมันเป็นยังไง เขาจะได้รับมือได้ถูก
“ก็ได้ ถ้าผมเล่าแล้วคุณต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่หัวเราะ” จุนซูพูดหลังจากคิดอยู่นาน ถ้าห้ามหัวเราะก็อาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ เอาวะ ฟังก็ฟัง ไหนๆก็รบเร้ามาจนถึงขนาดนี้แล้วนี่
“ได้สิ ผมสัญญา” ยูชอนยกมือขึ้นสัญญาณในท่าลูกเสือสามัญ
“ปล่อย ผมก่อนสิ” จุนซูต่อรอง เขาไม่อยากนั่งท่านี้นานๆ มันรู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ ทั้งที่ใกล้ชิดกับเจ้านายมาหลายที แต่มันก็ไม่ได้นานเหมือนวันนี้
“ไม่ เดี๋ยวคุณหนีอีก จะเล่าหรือยัง ไม่เล่าผมจูบอีกนะ” ยูชอนกำลังจะรั้งคนตัวเล็กเข้ามาใกล้ แต่มือบางดันเอาไว้ก่อน หลับหูหลับตาตะโกนเสียงดัง
“เล่าๆๆ พอๆๆ ผมหายใจไม่ออก”
“ก็เล่ามาสักทีสิ”
“ก็ ได้ ผมกับพี่ยองพิลเราเป็น....” คนตัวเล็กเงียบไปนาน ทำเอาร่างโปร่งใจแป้ว นี่จะบอกว่าเป็นแฟนกันมาก่อนใช่ไหม ถึงแม้จะเป็นแค่คนเคยรักกัน แต่เขาเริ่มไม่อยากรับรู้ว่าคนน่ารักตรงหน้าเคยรักใครมาก่อนซะแล้วสิ
“ไม่ ใช่สิ พูดอย่างนั้นไม่ถูก คือผมน่ะ เคยสารภาพรักกับพี่ยองพิล” สิ้นเสียงคนตัวเล็ก ยูชอนรู้สึกเหมือนชาไปทั้งตัว หา เคยสารภาพรักกับไอ้หน้าปลาชนเขื่อนเนี่ยนะ แล้วเขาล่ะ อย่าบอกนะว่าคุณเลขาชอบคนหน้าตาแบบนั้น
“คุณรักเขาหรอ” ยูชอนถามเสียงลอยๆ ตอนนี้จิตใจเริ่มไม่อยู่กับตัว กำลังนึกถึงภาพวันแรกที่เจอกันกับไอ้หน้าปลาชนเขื่อน ภาพที่คุณเลขากำลังจะตามหมอนั่นไป ถ้าเขาไม่รั้งไว้ก่อน หมายความว่าคุณเลขายังรักเขาอยู่งั้นเหรอ
“เปล่า” คุณเลขาตอบอย่างสับสน ไม่รู้จะเล่ายังไงดี แต่คำตอบเล่นเอาคุณเจ้านายงงไปเหมือนกัน อ้าว ไม่รักเขาไปสารภาพรักกับเขาทำไมเนี่ย
“คือ ผมจะพูดยังไงดีล่ะ” จุนซูกำลังเรียบเรียงคำพูดเล่าให้คุณเจ้านายฟัง
“แล้วไปสารภาพกับเขาทำไม”
“มัน เป็นเรื่องเข้าใจผิด เขาเดินมาพอดี เขาก็เลยคิดว่าเป็นตัวเองมาตลอดไง จนป่านนี้เขายังคิดว่าผมรักเขาอยู่เลย” ในที่สุดคุณเลขาก็เล่าออกมาจนหมด พร้อมรอดูปฏิกิริยาจากคนตรงหน้า เพราะทุกครั้งที่เขาเล่าเรื่องนี้ ไม่ว่าใครก็หัวเราะในความเปิ่นของเขาแทบทั้งนั้น ก็ใครจะไปรู้ว่าพี่ยองพิลจะเดินมาทางนั้น ทั้งๆที่เขาเล็งคนอื่นเอาไว้ แต่หมอนี่ดันเดินมาตัดหน้าซะอีก ตอนเล่าให้พี่แจจุงฟัง รายนั้นขำแล้วขำอีก แทบจะลงไปดิ้นกับพื้น เล่นเอาคนน่ารักงอนไปหลายวัน
แต่ปฏิกิริยา ของคุณเจ้านายไม่ได้เป็นแบบนั้น ยูชอนนิ่งเงียบไปนาน เข้าใจผิด งั้นแสดงว่าสารภาพรักผิดคน ไม่ใช่คนนี้ แสดงว่ามีคนอื่นอีก แล้วคนนั้นเป็นใคร ความอยากรู้พุ่งเข้าชนยูชอนอย่างจัง แต่อีกใจนึงก็ไม่อยากรู้ ไม่อยากรับรู้ว่าคนตรงหน้ารักใครมาก่อน เขาอยากจะเป็นคนๆนั้นมากกว่าจะให้คนอื่นมาเป็น ความรู้สึกนี้มันคืออะไร ยูชอนยังไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเหมือนกัน ตอนที่ไม่รู้เขาก็ร้อนรนแทบทนอยู่เฉยๆไม่ได้ แต่พอรู้แล้วเขาก็กลับรู้สึกแปลกๆอีก ทั้งที่ควรดีใจว่าคนตัวเล็กไม่ได้คิดอะไรกับไอ้หน้าปลาชนเขื่อน เขาควรจะดีใจใช่ไหม แต่ทำไมตอนนี้เขากลับรู้สึกอึ้งๆมากกว่า ระหว่างที่ยูชอนกำลังสับสน คนตัวเล็กก็ยิ้มออกมาเหมือนคิดอะไรได้
“เจ้านาย” คุณเลขาพูดเสียงหวาน ดึงความสนใจของยูชอนกลับมา
“มีอะไร”
“คือ งี้ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ยังไงผมก็ต้องเป็นกันชนให้เจ้านาย งั้นเจ้านายช่วยเป็นกันชนให้ผมได้ไหม ผมไม่อยากเจอหน้าเขาอีกอ่ะ เบื่อ” คุณเลขายื่นข้อเสนอ เล่นเอาคุณเจ้านายที่กำลังเศร้าเมื่อกี้หายเป็นปลิดทิ้ง
“คุณว่าอะไรนะ”
“ผม บอกว่าเราร่วมมือกันดีไหม ผมอยากจะปัดพี่ยองพิล ส่วนคุณเจ้านายก็ต้องตามหาแฟนให้เจอก่อนที่คุณหญิงแม่จะจับแต่งงาน งั้นเรามาร่วมมือกันดีกว่า” คุณเลขาเสนอย่างใจดี ในขณะที่คุณเจ้านายถอนใจอย่างหนักหน่วง ทำขนาดนี้ยังไม่รู้อีกหรือไงว่าคุณนายปาร์คเขาอยาได้คุณน่ะ
“เอางั้นก็ได้ ว่าแต่ตอนที่ผมจ้างคุณ ผมจ่ายค่าจ้างนะ แล้วคุณล่ะ จะให้อะไรผม” ยูชอนถามต่อ
“จะเอาค่าจ้างด้วยเหรอ ไม่เอาไม่ได้เหรอ ผมไม่ค่อยมีเงินนะ” จุนซูทำหน้ามุ่ย รวยจะตายแล้วยังอยากได้เงินอีกหรอ
“ผมไม่อยากได้เงินของคุณ ผมจะเอามาทำอะไรล่ะ เงินผมมีตั้งเยอะ”
“แล้วจะเอาอะไรล่ะ”
“อืม~ เอางี้ ถ้าจะให้ผมเป็นกันชนให้คุณ ผมก็ต้องกันในแบบของผม อาจจะมีแตะเนื้อต้องตัวนิดหน่อย ถ้ากรณีนี้คุณห้ามคิดเงินผมโอเคไหม” ยูชอนยื่นขอเสนอ คนตัวเล็กทำหน้ามุ่ย แบบนี้เขาก็เสียเปรียบน่ะสิ เงินก็ไม่ได้ แถมยังต้องให้เจ้านายเนียนฟรีๆด้วยอ่ะ
“เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอ” คุณเลขาต่อรอง
“ไม่ ถ้าคุณไม่ตกลง ผมก็ไม่ช่วย”
“เอ๊า ก็ได้ๆๆ แต่อย่าทำบ่อยนะ คุณชอบหื่นไม่เป็นที่อยู่เรื่อย ไม่เอาแบบในร้านอาหารนะ ผมอายเขา” คุณเลขาแก้มแดงเป็นลูกตำลึงเมื่อนึกเหตุการณ์วันนั้น ตามธรรมดาไม่อยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ เขาก็ไม่เท่าไหร่ แต่วันนั้นกลางร้านอาหาร เขาไม่ได้หน้าหนาเหมือนคุณเจ้านายนี่ อ้อ~ เรื่องงานเลี้ยงไม่นับ นั่นมันงานมีแต่คนรู้จักด้วย
“ตกลง” ยูชอนยื่นนิ้วก้อยมาเกี่ยวสัญญากับคนตัวเล็ก พร้อมทั้งแปะประทับตานิ้วโป้งด้วยเป็นอันเสร็จพิธี
“อ้อ~ ใช่ คุณเข้าบ้านผมได้ยังไง” ยูชอนยกยิ้มก่อนจะชูพวงกุญแจขึ้นมาให้ดู แค่นั้นคุณเลขาก็ถึงบางอ้อ โห คุณนายแม่ทำไมเอากุญแจให้คุณลูกชายไว้ล่ะ แบบนี้เราก็แย่น่ะสิ
“คุณขี้โกงนี่ ขโมยกุญแจบ้านมาทำไม”
“ไม่ได้ขโมย ผมก๊อปเอาไว้เลยล่ะ คราวหน้าคุณหนีผมเข้าบ้านไม่ได้อีกแล้ว”
“คราว หน้าผมจะฟ้องคุณแม่แทนแล้ว” ยูชอนยิ้ม เขาชอบให้คนตัวเล็กเรียกคุณนายปาร์คว่าแม่เหมือนกับเขา เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าเข้าใกล้คนตรงหน้าได้มากขึ้น
“คราวนี้ผมก็บอกคุณแล้ว กลับบ้านได้หรือยัง” คุณเลขาวกกลับมาเรื่องเดิม
“ไม่กลับไม่ได้เหรอ” ยูชอนกระชับแขนเข้ามาแน่นเข้า พลางเอนศีรษะซบลงตรงอกบางๆของคุณเลขาอย่างออดอ้อน
“ไม่ได้ ผมจะนอน” คุณเลขาสั่งเฉียบขาด
“ให้ ผมนอนด้วยนะ ผมจะไม่ดื้อไม่ซน ผมง่วงมากเลยอ่ะ นะๆๆ” คุณเจ้านายลงทุนอ้อนสุดฤทธิ์ เขาไม่อยากละออกห่างจากคุณเลขานี่นา ถ้าหากคืนนี้ได้นอนกอดคุณเลขาทั้งคืนคงจะฝันดีไม่น้อย
“ไม่ เจ้านายออกไปเดี๋ยวนี้” คุณเลขาเริ่มดิ้นขลุกขลัก
“ใจ ร้ายจริงๆคุณเนี่ย นี่มันกี่โมงแล้วรู้ไหม จะให้ผมขับรถกลับทั้งง่วงๆอย่างนี้น่ะเหรอ” คุณเจ้านายรีบออดอ้อนต่อเผื่อคุณเลขาจะเห็นใจ
“ใครใช้ให้คุณมากัน เล่า ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ ตาใสขนาดนี้ยังจะมาบอกว่าง่วงอีก ผมต่างหากที่ง่วง ไปเร็วปล่อยๆๆๆ” จุนซูตีแขนคุณเจ้านายเพียะๆๆๆ อย่างแรง แต่นั่นก็ไม่ทำให้คนหล่อสะดุ้ง
“ใจร้ายอ่ะ ทำไมคุณถึงใจร้ายแบบนี้ หน้าตาก็น่ารัก ไม่น่าใจดำเลย”
“ไหนบอกว่า ผมเชยไง วันนี้ทำมาบอกว่าน่ารัก ไม่ต้องมาประจบเลย ไปๆๆๆๆๆ” จุนซูตวัดเสียงตอบ เขายังจำได้นะว่าคุณเจ้านายเรียกเขาว่ายังไงวันแรกที่เจอกัน
“ใคร บอกว่าคุณไม่น่ารัก คุณน่ารักจะตาย ผมไม่เห็นจำได้เลย คุณอย่ามาใส่ร้ายผมนะ นะให้ผมนอนด้วยนะ ผมง่วง” ไม่พูดเปล่าคุณเจ้านายยังล้มตัวลงนอนหน้าตาเฉย ทั้งๆที่กอดคุณเลขาไว้ ตอนนี้ทั้งคู่เลยล้มลงไปนอนกอดกันอยู่บนเตียงแทน
“เจ้านาย ปล่อย” คนตัวเล็กยิ่งดิ้น คนตัวใหญ่ก็ยิ่งกอดแน่นเข้า แถมหลับตาสนิทแสดงท่าว่าหลับจริงๆโชว์ให้ดูอีกด้วย
“เจ้า นาย ตื่นเดี๋ยวนี้นะ” คุณเลขาพยายามเขย่าตัวคุณเจ้านาย เขย่าอยู่นานจนหมดแรง แต่ก็ไม่ทำให้ร่างโปร่งลืมตาได้อีกครั้ง ยูชอนยังปักหลักนอนนิ่ง แถมกอดคนตัวเล็กไว้แน่นชนิดดิ้นไม่หลุดอีกด้วย
“เจ้านาย โอ้ย~ คนอะไรอยู่ๆจะหลับก็หลับ เฮ้อ~ แล้วจะทำยังไงเนี่ย นอนแบบนี้มันเมื่อยนะ”
คุณ เลขาบ่นกระปอดกระแปดที่ไม่สามารถปลุกให้คนขี้เซาลุกขึ้นมาได้ ทั้งๆที่ทั้งหยิกทั้งข่วนสารพัดแต่คุณเจ้านายก็นอนนิ่ง แล้วตอนนี้เขาก็เหนื่อยมากแล้วด้วย มือเล็กพยายามเอื้อมสุดชีวิตไปคว้าหมอนข้างที่อยู่ใกล้มือที่สุดมาจนได้ ช้อนศีรษะได้รูปของคุณเจ้านายขึ้นอย่าเบามือ ทั้งๆที่อย่าจะกระชากผมขึ้นมาด้วยซ้ำ แต่เห็นท่าหลับแล้วทำไม่ลง ค่อยๆวางลงบนหมอนข้างใบเดียวกับเขา ก่อนที่ตัวเองจะหนุนหมอนใบเดียวกัน เพราะขยับไปไหนไม่ได้ หลังจากจัดท่านอนเสร็จสรรพเท่าที่ทำได้ คนตัวเล็กหลับทันทีด้วยความเหนื่อยอ่อน
ยูชอนค่อยๆลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกว่าคนในอ้อมกอดหลับสนิทไปแล้ว ร่างโปร่งค่อยๆยันตัวลุกขึ้น ช้อนตัวคนน่ารักขึ้นไปนอนบนหมอนหนานุ่มข้างนึง จัดท่านอนห่มผ้าห่มเรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ กลับมาหาคนตัวเล็กบนที่นอน ร่างโปร่งค่อยๆสอดตัวลงไปในผ้าห่มผืนเดียวกัน ขยับคุณเลขาให้เข้ามาใกล้ สอดแขนข้างนึงไว้ใต้ตัวคุณเลขารั้งเข้ามาชิด ก้มลมจรดจมูกลงที่ข้างขมับคนตัวเล็ก พร้อมเสียงพึมพำเบาๆ
“ราตรี สวัสดิ์นะครับที่รัก” ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดโคมไฟที่คนตัวเล็กเปิดทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เขาเข้ามา โอบแขนข้างนึงไว้ที่เอวคนตัวเล็กหลวมๆ ก่อนจะหลับไปด้วยกันอย่างมีความสุข
%%%%%%
TBC



#1 By ด.ญ.ข้างหน้าต่าง on 2010-04-13 01:05