Recommend

[Fic] ~ Halloween Night ~ Part 9

posted on 05 Apr 2010 02:38 by kameryuichi  in Halloween

 

 

 

Part 9







ปราสาทตระกูลคิม


คุณหนู เล็กตื่นแต่เช้า เป็นประโยคที่โจษจันกันไปทั่วทั้งปราสาทเพราะสาวใช้คนนึงที่มีหน้าที่เตรียม ชุดและข้าวของเครื่องใช้กับคุณหนูตอนเช้ามืดก่อนที่คุณหนูใหญ่และคุณหนูเล็ก จะตื่นได้พบกับภาพประหลาดที่นานๆจะได้เห็นสักที นั่นก็คือคุณหนูคิมคนเล็กตื่นแต่เช้ามืด แถมยังออกไปนั่งสูดอากาศอยู่ที่ระเบียงด้านนอกของห้องนอน ทั้งๆที่ตามธรรมดาไม่มีอะไรสามารถรบกวนเวลานอนตอนเช้าที่แสนสบายของคุณหนู เล็กได้ แต่ว่าวันนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่ไม่ชอบตื่นเช้ากลับมานั่งชมจันทร์วันเพ็ญตั้งแต่เช้ามืด

แต่ไม่ ว่าจะมีการเคลื่อนไหวอะไรในห้อง ก็ไม่อยู่ในความรับรู้ของคุณหนูเล็กเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าน่ารักมองเหม่อออกไปด้านนอก สงบนิ่งราวกับตุ๊กตาถ้าไม่ได้ยินเสียงถอนใจตามมาเป็นระยะก็คงไม่รู้ว่าร่าง เล็กนั้นตื่นอยู่ตลอดเวลาไม่ได้นอนหลับแต่อย่างใด เมื่อทำงานเสร็จ สาวใช้ก็รีบออกจากห้องคุณหนูเล็ก เพราะวันนี้ไม่ต้องเข้าไปเตรียมของให้คุณหนูใหญ่ เพราะคุณหนูใหญ่ยังไม่กลับมาจากปราสาทท่านราชา เธอรีบวิ่งลงมาแจ้งข่าวแปลกๆให้กับคนทั้งบ้านได้รับรู้ และข่าวก็ค่อยๆแพร่กระจายไปทั่วทั้งปราสาท ต่างคนก็สงสัยไปต่างๆนานาว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูเล็ก


แต่ใน ความเป็นจริงจุนซูไม่ได้ตื่นเช้าอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่เขายังไม่ได้นอนเลยมากกว่า และตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุทำให้เขานอนไม่หลับจนถึงเวลานี้ ทั้งๆที่เมื่อวานเขาก็แสนจะเหน็ดเหนื่อยกับงานเลี้ยง ไหนจะต้องเจอกับเรื่องราวที่น่าตกใจระหว่างงานเลี้ยง นั่นสินะ ไม่รู้ป่านนี้คนป่วยจะเป็นยังไงบ้าง ร่างบางหลับตาลงอีกครั้งอย่างอ่อนล้า เนื่องจากไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่แล้วเปลือกตาบางก็ต้องลืมขึ้นทุกครั้ง เพราะภาพของใครบางคนยังติดตาอยู่ ทั้งใบหน้าขาวซีด ท่าทางอ่อนแรงมากมายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว ที่เขาพยายามจะสลัดภาพพวกนี้ออกไป แต่ก็ไม่สำเร็จสักที หรือว่านี่จะเป็นสาเหตุที่เขานอนไม่หลับ ไม่จริงหรอก เขาไม่ได้ห่วงคนๆนั้น เขาไม่ได้สนใจความเป็นอยู่ แล้วก็อะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับคนๆนั้น

ร่าง เล็กลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่อาศัยนั่งมาตลอดคืนอย่างรวดเร็ว เพราะเริ่มรู้สึกถึงอะไรแปลกๆที่ก่อเกิดขึ้นในใจ ความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว ไม่นะ เขาจะไม่ยอมกลับไปเจ็บปวดเพราะคนๆนั้นอีกแล้ว จุนซูเดินออกจากห้องนอนตั้งใจจะไปสูดอากาศที่นอกปราสาท ขาเรียวพาร่างเล็กเดินเรื่อยเปื่อยดูโน่นดูนี่มาตลอดทาง กว่าจะรู้ตัวเขาก็มายืนอยู่ที่ทางแยกที่เลี้ยวไปปราสาทท่านราชาปีศาจ จุนซูมองไปยังเส้นทางที่มีกรวดและทรายโรยอยู่ตลอดทางอย่างครุ่นคิดและกังวล ก่อนจะถอนใจสะบัดหัวแรงๆเพื่อไล่ความคิดที่แสนทรยศของตัวเองออกไป แวมไพร์น้อยกำลังจะหันหลังเดินกลับเข้าปราสาท แต่หูของเขาบังเอิญได้ยินเสียงม้าจำนวนนึงกำลังควบมาทางนี้ ร่างเล็กรีบหลบเข้าที่พุ่มไม้ข้างทางทันที

สักพักเขาก็เห็นม้าสีดำ 3ตัววิ่งออกมจากปราสาทท่านราชาปีศาจ และคนที่อยู่บนหลังม้าก็ไม่ใช่ใครอื่น ท่านราชาปีศาจและญาติทั้งสองคน ม้าทั้งสามตัวควบผ่านหน้าร่างเล็กไปอย่างรวดเร็ว จุนซูยืนขึ้น สมองน้อยๆกำลังครุ่นคิด

“เขาจะไปไหนกันแต่เช้า” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน

“ช่างสิ จะไปไหนก็เรื่องของเขา แล้วทำไมข้าจะต้องหลบด้วยเนี่ย”

จุน ซูบ่น ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทำไมต้องวิ่งเข้ามาหลบในนี้ด้วย แต่ยังไม่ทันที่ร่างเล็กจะได้เคลื่อนตัวออกจากที่หลบซ่อน เขาก็ได้ยินเสียงม้าอีกตัววิ่งออกมาจากทางเดียวกัน บนหลังม้าสีเทามีร่างอวบอ้วนคุ้นตาของใครบางคนอยู่ ไวเท่าความคิดจุนซูรีบย่อตัวซ่อนหลังพุ่มไม้ทันที รอจนกระทั่งม้าสีเทาวิ่งผ่านหน้าไป สิ่งที่เห็นยิ่งทำให้เขาสงสัยมากขึ้น เมื่อเห็นว่าม้าตัวสีเทากำลังวิ่งไปในทิศทางเดียวกันกับทั้งสามคนที่ล่วง หน้าไปก่อนเมื่อกี้ ถ้าเป็นคนอื่นก็คงไม่น่าสงสัย แต่บังเอิญว่าคนที่อยู่บนหลังม้าคือชินดง ลูกสมุนของชเวชีวอน พวกหมาป่า พวกไม่น่าไว้ใจ

ด้วยความอยากรู้ ผสมกับลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง จุนซูจึงตัดสินใจที่จะตามคนพวกนั้นไป ร่างเล็กหันรีหันขวางอยู่สักพัก เพราะไม่รู้ว่าจะตามไปด้วยวิธีไหน จะกลับไปเอาม้าก็คงไม่ทันการ แถมเขาก็กลัวม้าเป็นชีวิตจิตใจ อีกอย่าง กว่าจะกลับไปที่ปราสาทก็คงตามพวกนั้นไม่ทัน ในระหว่างที่จุนซูกำลังคิดอ่านหาหนทางตามคนกลุ่มนั้นไป สายตาของคนตัวเล็กก็หันไปเจอกับชายชราผู้นึง กำลังจูงลาออกมาหาหญ้ากินแถวๆนั้นพอดี ร่างเล็กรีบตรงไปหาชายชราคนดังกล่าว

“ท่านลุง ข้าขอรบกวนหน่อยจะได้ไหม” จุนซูเอ่ยขึ้น

“ขอครับ นายน้อยมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ” ชายชราตอบอย่างนอบน้อม เมื่อหันมาพบกับคุณหนูเล็กตระกูลคิม

“ข้ามีธุระด่วน จำเป็นต้องรีบไป จะเข้าไปเอารถม้าออกก็ไม่ทัน ข้าขอยืมลาของท่านได้หรือไม่”

“แต่ลามันช้านะขอรับ เกรงว่าจะทำให้คุณหนูยิ่งเสียเวลา”

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าขี่ม้าไม่ได้น่ะ นะท่านลุงข้าขอยืมหน่อย”

ชาย แก่ครุ่นคิดอยู่ครู่นึง ก่อนที่จะยื่นสายจูงส่งให้แวมไพร์น้อย จุนซูรับสายจูงมาก่อนที่จะขึ้นไปนั่งบนหลังลาตัวน้อย ที่ดูท่าแล้วไม่รู้ว่ามันจะพาคนบนหลังมันไปได้ถึงที่หมายหรือเปล่า เพราะสภาพง่อนแง่นเต็มทน แต่จุนซูไม่สนใจ ในเมื่อตอนนี้เขาต้องการรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มากกว่า เท้าเล็กทั้งสองข้างเตะเข้าที่สีข้างของลากระตุ้นให้มันเดิน เจ้าลาน้อยจึงเริ่มต้นเดินไปอย่างทุลักทุเล

“เจ้าลา เดินเร็วหน่อยสิ เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก” เสียงแหบใสร้องสั่งเสียงดัง แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเจ้าลาน้อยทำเต็มที่แล้ว แต่ความเร็วของมันก็ยังไม่พอที่จะตามม้าสี่ตัวข้างหน้า

“โอ้ย เร็วสิ ไปทางไหนกันแล้วนะ” จุนซูบ่น แต่ถ้าไม่ขี่เจ้านี่ไป ขืนเดินไปเองคงเหนื่อยแน่ๆ ยังไงเจ้านี่ก็ยังเคลื่อนที่เร็วกว่าเขาเดินแหละน่า


จุนซูหยุด เป็นระยะๆ เพื่อดูร่องรอยของฝีเท้าม้าที่ล่วงหน้าตัวเองมานานมากแล้ว ก่อนจะขึ้นลาคู่ใจบังคับไปในทิศทางที่ต้องการ เวลาผ่านไปค่อนข้างนาน ในที่สุดจุนซูก็เห็นม้าสีเทาตัวนึงวิ่งตรงมาทางเขา แวมไพร์น้อยตกใจมากเพราะคิดว่าม้ากำลังจะวิ่งมาทำร้ายเขา แต่เปล่า เจ้าม้าตัวนั้นกลับวิ่งเลยเขาไปไม่สนใจเขากับเจ้าลาแม้แต่น้อย จุนซูถอนใจอย่างโล่งอกก่อนจะบังคับให้เจ้าลาเดินไปตามทิศทางที่ต้องการ สักพัก เขาก็เข้าใกล้เขตป่าทึบ แต่กว่าเขาจะขี่เจ้าลามาถึง ก็ไม่เห็นใครแล้ว นอกจากเจ้าอ้วนชินดงที่ถูกมัดติดอยู่กับต้นไม้ จุนซูรีบลงจากลาวิ่งไปหาชินดงทันที

“ชินดง ชินดง” เสียงแหบใสเรียก มือน้อยๆตบแก้มยุ้ยๆทั้งสองข้างเพื่อเรียกให้เจ้าอ้วนชินดงฟื้นขึ้นมา

“ชิน ดง ชินดง ฮึ่ย~ อะไรเนี่ย สลบหรือตายกันแน่ เรียกนานแล้วไม่เห็นจะฟื้นเลย ชินดง” จุนซูเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น พร้อมกับลงน้ำหนักมือแรงขึ้นอีกนิด เผื่อจะเรียกสติชินดงได้

~ ตูม!!!!! ~

เสียงระเบิดดัง สนั่นป่าเรียกให้คนตัวเล็กหันไปมอง จุนซูไม่รอช้า ทิ้งชินดงไว้ตรงนั้นรีบขึ้นลาเพื่อจะตามเสียงระเบิดนั้นไป แต่ยังไม่ทันที่เจ้าลาจะก้าวเข้าสู่เขตป่าทึบ มันก็หยุดเดินซะดื้อๆ ไม่ยอมเดินหน้าไปอีก สร้างความหงุดหงิดให้แวมไพร์น้อยยิ่งนัก

“นี่ จู่ๆก็หยุดทำไมล่ะ เร็วเข้าสิ” จุนซูตะโกน แต่มันก็ยังนิ่งไม่ยอมเดินเข้าไป จุนซูพยายามเตะสีข้างกระตุ้นอยู่นาน แต่มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับ

“อะไรกันเนี่ย ฮึ่ย~ ข้าไม่ง้อก็ได้ คนยิ่งรีบๆอยู่”

จุน ซูปีนลงจากหลังลา ก่อนจะเดินแกมวิ่งไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงระเบิด จุนซูพยายามมองหารอยเท้าม้า หรืออะไรก็ตามที่บอกเขาว่าพวกนั้นขี่ม้าไปทางไหน แวมไพร์น้อยเดินอยู่นานจนเริ่มจะท้อ เพราะตอนนี้ร่องรอยค่อยๆจางหายไป แทบไม่เหลือรอยให้แกะอีกแล้ว แต่ก่อนที่แวมไพร์น้อยจะถอดใจตาเรียวเล็กก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติที่ป่าด้าน ขวามือห่างจากที่เขายืนอยู่ประมาณ500เมตร ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น พื้นที่แถบนั้นจึงมีต้นไม้ล้มมากมาย แวมไพร์น้อยรีบวิ่งไปที่ตรงนั้นทันที

ทันทีที่มาถึง ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของแวมไพร์น้อยก็คือ ป่าแถบนั้นเต็มไปด้วยซากต้นไม้ใหญ่ที่ล้มระเนระนาดเป็นวงกว้างเต็มไปหมด แวมไพร์น้อยเดินไปข้างหน้าช้าๆอย่างระมัดระวัง ตาเรียวสอดส่ายไปทั่วอย่างร้อนใจ คงไม่ใช่อย่างที่เขาคิด เป็นไปไม่ได้ ก็ทั้งสามคนที่เขาตามมาเป็นคนที่มีฝีมือพอตัวทุกคน ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรร้ายแรง แต่มองจากสภาพของป่าแล้ว ทำให้ไม่อาจจะแน่ใจในความปลอดภัยของทุกคนได้ คนตัวเล็กค่อยๆเดินมาตามทางช้าๆ ก่อนที่เขาจะได้เห็นร่างที่คุ้ยเคยสองร่างนั่งคุกเข่าหันหลังอยู่ จุนซูรีบเดินไปหาทั้งสองคนทันที แต่เมื่อไปถึงเขาก็ได้ยินเสียงนึงพูดอย่างร้อนรนว่า

“ไม่จริง เจ้าต้องรู้สิ มันต้องมีวิธี ข้าไม่ยอมให้ยูชอนตายง่ายๆอย่างนี้หรอก” และยังไม่ทันที่อีกคนจะหันมาตอบ เขาก็พูดแทรกขึ้นซะก่อนด้วยความอยากรู้

“ใคร จะตาย” ทันทีที่สิ้นเสียงแหบหวาน ชายหนุ่มทั้งสองคนก็หันมามองที่เขาพร้อมๆกัน ทั้งสองคนมีท่าทีชะงักค้าง ยิ่งทำให้แวมไพร์น้อยไม่เข้าใจใหญ่

“เกิดอะไรขึ้น ใครจะตาย พี่ยุนโฮ พี่เป็นอะไรไป ทำไมพี่ทั้งสองคนถึงได้มีสภาพอย่างนี้”

จุน ซูถามอย่างร้อนรน ตาเรียวกวาดตามองหาร่างที่คุ้นตาอีกร่างนึง แวมไพร์น้อยมองไปรอบๆตัวจน อะไรทำให้พี่ชายทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ แถมยังสภาพรอบๆตัวอีกล่ะ หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรง หรือจะเกี่ยวกับชินดง ระหว่างที่แวมไพร์น้อยกำลังคิดอย่างสับสน สายตาของเขาก็พบร่างของคนที่เขากำลังเป็นห่วง ร่างนั้นนอนนิ่งไม่ไหวติงราบอยู่กับพื้นหญ้าทำให้แวมไพร์น้อยชะงักไปชั่ว ครู่ จุนซูค่อยๆเดินเข้าไปแทรกตรงกลางระหว่างชางมินและยุนโฮ ที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบเหมือนเป็นรูปปั้น เพราะไม่รู้จะอธิบายยังไงดี แถมยังตกใจที่จู่ๆคนที่ไม่คิดว่าจะมาที่นี่ กลับมาอยู่ที่นี่ในเวลาแบบนี้ด้วย

จุนซูทรุดนั่งลงข้างๆร่างโปร่งของ ท่านราชาปีศาจอย่างมึนงง มือน้อยๆค่อยๆเอื้อมไปแตะคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ทันทีที่สัมผัสกับผิวของร่างโปร่ง ร่างเล็กก็ต้องตกใจ เพราะมันเย็นมาก เย็นเหมือนไม่มีเลือดหล่อเลี้ยงในร่างกาย ประกอบกับใบหน้าคมที่ขาวซีดราวกับกระดาษ จุนซูรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มันค่อยๆไหลออกมาจากหน่วยตาทั้งสองข้าง

“นี่ มันเกิดอะไรขึ้น พี่ยูชอนเป็นอะไร แล้วที่พูดเมื่อกี้ หมายถึงพี่ยูชอนใช่ไหม” จุนซูหันไปถามชางมินเสียงดัง มือน้อยเขย่าร่างสูงอย่างแรง ไม่นำพาว่าคนที่ถูกเขย่ากำลังได้รับบาดเจ็บอยู่เหมือนกัน

“ว่าไงล่ะ บอกข้ามาสิ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนั้น พี่ชางมิน บอกข้ามา” เสียงแหบหวานปนสะอื้นดังขึ้นอีกครั้ง เพราะยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

“จุนซู” ยุนโฮเรียกเสียงเบา ก่อนจะจับตัวคุณหนูคิมคนเล็กออกมา

“พี่ ยุนโฮ บอกข้าสิ เกิดอะไรขึ้น ทำไมพี่ยูชอนเป็นแบบนี้ แล้วเมื่อกี้ที่พี่พูด หมายถึง พี่ยูชอนกำลังจะตายใช่ไหม บอกข้ามาสิ” จุนซูหันไปคาดคั้นเอากับยุนโฮแทน

“เปล่า พี่ยูชอนยังไม่ตาย” ในที่สุดชางมินก็ตัดสินใจพูดเรื่องที่ทุกคนต่างก็เก็บเอาไว้มานาน

“ไม่ตาย แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ พี่ชางมิน ข้าไม่ใช่คนโง่จะได้ดูไม่ออกระหว่างคนตายกันเป็น” จุนซูหันควับมาทันที

“ฟังพี่ก่อนสิจุนซู พี่ยูชอนยังไม่ตายจริงๆ” ชางมินย้ำหนักแน่น

“แล้วพี่ยูชอนเป็นอะไร”

“เขาแค่ หยุดหายใจชั่วคราว”

“หยุดหายใจ พี่จะบ้าเหรอ ถ้าหยุดหายใจก็ต้องตายสิ”

“ไม่ ยังมีวิธีที่จะทำให้พี่ยูชอนฟื้นขึ้นมา จุนซู เจ้าเองก็รู้ใช่ไหมว่าพี่ยูชอนไม่สบายมาตลอด” ชางมินถาม

“ใช่ ข้ารู้” จุนซูพยักหน้า

“ถ้าข้าจะบอกว่า อาการที่พี่ยูชอนเป็น มีเจ้าคนเดียวที่จะรักษาให้หายขาดได้ เจ้าจะยอมทำตามไหมจุนซู” ชางมินตัดสินใจถาม

“ชางมิน” ยุนโฮเรียกเสียงดัง

“มา ถึงขั้นนี้แล้วเราคงต้องบอกเจ้าตัวเขา ถึงแม้ว่าพี่ยูชอนจะไม่อยากบอกก็เถอะ ว่าไงล่ะจุนซู มีแต่เจ้าเท่านั้นที่ช่วยพี่ยูชอนได้ เจ้าจะทำได้ไหม” ร่างเล็กเงียบไปนาน จนคนที่รอคอยคำตอบทั้งสองคนเกือบจะถอดใจ แต่ในที่สุดจุนซูก็ตอบคำถามของชางมิน

“แล้วข้าจะต้องทำอะไรล่ะ” คำตอบของจุนซูทำให้ทั้งสองพี่น้องยิ้มออกมาเต็มที่ ชางมินกุมมือน้อยของจุนซูเอาไว้ ราวกับกลัวว่าจุนซูจะหนีหายไปจากตรงนั้น

“จริงๆนะ เจ้าสัญญาแล้วนะ”

“อืม แล้วจะให้ข้าทำอะไรล่ะ” จุนซูปาดน้ำใสๆที่ไหลลงมาอาบทั้งสองแก้มออก เมื่อรู้ว่ามีวิธีช่วยได้ เขาก็ไม่ควรจะมัวมานั่งเสียใจอยู่อีก

“เรื่อง มันยาว ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังทีหลัง แต่ตอนนี้เราต้องช่วยพี่ยูชอนก่อน เจ้าต้องทนเจ็บหน่อยนะ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย

“พี่ยุนโฮ ข้าขอยืมมีดสั้นท่านหน่อย” ยุนโฮส่งมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอว ยื่นส่งให้น้องชาย

“ยื่นมือมาสิจุนซู” ไวมไพร์น้อยยื่นมือไปข้างหน้าอย่างว่าง่าย

“พี่ขอเลือดเจ้าให้พี่ยูชอนก่อนนะ ถ้าไม่รีบทำตอนนี้ ข้าเกรงว่ามันจะสายเกินไป”

“ทำไมต้องเป็นเลือดข้าด้วยล่ะ”

“เอาไว้พี่จะเล่าให้เจ้าฟัง แต่ตอนนี้ทนเจ็บหน่อยนะ”

จุน ซูพยักหน้า ก่อนจะหลับตาปี๋ทันที่ใบมืดคมกริบกดลงไปที่กลางฝ่ามือน้อยๆ เรียกเลือดสีแดงฉานไหลออกมาเป็นสาย ชางมินรีบยื่นมือของจุนซูไปไว้ตรงบริเวณปากของยูชอน มือหนาบีบปากคนป่วยออกเพื่อให้เลือดจากมือจุนซูไหลลงไปที่ช่องปากพอดี เลือดสีแดงสดค่อยๆหยดลงไปในช่องปากหยดแล้วหยดเล่า แรกๆก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ แต่เมื่อผ่านไปสักพัก ทุกคนก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง ผิวขาวซีดของยูชอนค่อยๆมีสีเลือดขึ้นทีละเล็กละน้อย เนื้อตัวที่เย็นเฉียบก็กลับอุ่นขึ้นทีละนิด สร้างความแปลกใจให้กับแวมไพร์น้อยอย่างมาก

“เอาล่ะ แค่นี้ก็พอแล้ว ขอบใจเจ้ามากเลยนะจุนซู” ชางมินพูด หลังจากฉีกชายเสื้อตัวเองกดที่บริเวณปากแผลเพื่อเป็นการห้ามเลือดให้ และพันผ้าให้เรียบร้อย

“พี่ชางมิน นี่มันอะไรกัน”

“เอาไว้ พี่จะอธิบายให้ฟังทีหลัง นี่เป็นแค่วิธียื้อชีวิตของพี่ยูชอนเอาไว้เท่านั้น เพราะมันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ตอนนี้เรารีบพาพี่ยูชอนกลับไปที่ปราสาทกันดีกว่า ข้าจะรีบกลับไปปรุงยาด้วย” ชางมินพยายามพยุงตัวพี่ชายขึ้นจากพื้น

“แต่พี่ก็ได้รับบาดเจ็บ จะพาพี่ยูชอนกลับไปได้ยังไง”

“ไม่เป็นไร พี่สองคนพอที่จะขยับไหว พี่จะพายูชอนไปเอง” ยุนโฮรับอาสา พร้อมกับเข้าไปช่วยชางมินพยุงร่างโปร่งขึ้น

“เจ้ามายังไงจุนซู” ชางมินหันมาถาม ระหว่างที่กำลังพยายามสอดแขนเข้าไปพยุงยูชอน

“ข้ามากับเจ้าลา แต่ป่านนี้มันคงหนีกลับไปแล้ว เพราะมันไม่ยอมเข้ามาในนี้”

“งั้นเจ้าไปกับข้า”

“แต่ว่า...” จุนซูเริ่มลังเล ถึงแม้เขาจะอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ไม่กล้าขี่ม้าแน่ๆ

“เรา ไม่มีเวลาแล้วนะจุนซู เลือดของเจ้าแค่ทำให้ระบบในร่างกายเขาทำงานได้ปกติ แต่พี่ยูชอนจะต้องรีบกลับไปกินยาของพี่” ชางมินเร่ง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กกลัวม้าขนาดไหน แต่จะปล่อยเอาไว้คนเดียวในที่แบบนี้ก็ไม่ได้ เขากลัวว่าพวกหมาป่ามันจะย้อนมา เพราะป่านนี้เจ้าชินดงอาจจะหลุดออกจากเชือกแล้วก็ได้

“ไปด้วยกันกับพวกพี่นะจุนซู อยู่ที่นี่มันอันตราย” ยุนโฮพูดสำทับ

“ก็ได้ ข้าจะไปด้วย” จุนซูตอบอย่างจำใจ ยังไงเขาก็ยังกลัวม้ามากกว่าอยู่ดี

“เอาล่ะ เรารีบไปกันเถอะ ก่อนที่พวกนั้นมันจะย้อนมา” ทั้งสามรีบช่วยกันพยุงยูชอนที่ยังหมดสติอยู่กลับไปที่ปราสาทอย่างรวดเร็ว


“เรื่องที่ให้สืบไปถึงไหนแล้ว” คิมยองมินหันมาถามคนสนิท ทันทีที่อีซูมานก้าวเข้ามาในห้องหนังสือ

“ยังไม่คืบหน้าเลยขอรับ จนป่านนี้เรายังไม่ได้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก” ซูมานรายงานคนเป็นนาย

“ทำไม ถึงได้ช้านัก ข้ารอมาหลายปีแล้วนะ กะอีแค่ให้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับแวมไพร์สายฟ้าแค่นี้เจ้าก็ทำไม่ได้” ยองมินระเบิดอารมณ์ใส่คนสนิท เพราะตั้งแต่ที่พวกเขาโดนยูชอนเล่นงานเมื่อสิบปีที่แล้ว จนป่านนี้ ยังไม่มีวี่แววอะไรเกี่ยวกับแวมไพร์สายฟ้า และวิธีที่จะกำจัดมัน เขาถึงได้ต้องทนรอ รอ และรออยู่อย่างนี้มานานแสนนาน จนกระทั่งปาร์คยูชอนได้เป็นราชาปีศาจไปแล้ว แต่งานของเขาก็ยังไม่ดำเนินไปถึงไหน

“ข้าขออภัยขอรับนายท่าน แต่ข้าส่งคนของเราไปพยายามสืบข้อมูลเหล่านี้มานาน แต่ก็ไม่ได้เบาะแสอะไรเลย”

“ให้ตายสิ ชีวอนก็ทำงานไม่คืบหน้า เจ้าเองก็ทำงานไม่คืบหน้าเหมือนกัน ทำไมถึงได้มีแต่คนทำอะไรชักช้าอยู่ข้างกายข้าทั้งนั้น”

“ข้าจะพยายามหาวิธีกำจัดมันให้เร็วที่สุดขอรับ”

“เร่งมือหน่อยแล้วกัน ข้าไม่อยากให้งานทุกอย่างมันเนิ่นนานล่าช้าไปกว่านี้”

“ขอรับ”

“แล้วชีวอนมันมารับยาไปหรือยัง”

“ดูเหมือนจะยังนะขอรับ” ซูมานตอบ

“คราวนี้ทำไมมันถึงได้มารับยาช้า หรือว่าหมอลืมผสมยาให้มัน น้องมันถึงไม่มีอาการ” ยองมินหันมาถาม

“ไม่ นี่ขอรับ หมอของเราผสมยาอย่างเดิมทุกครั้ง อาจจะเป็นเพราะเด็กนั่นเริ่มคุ้นกับระดับยาที่เราใส่ เลยทำให้มันไม่เป็นอะไรก็ได้นะขอรับ “ ยองมินมีสีหน้าครุ่นคิด

“หรือ ว่าเราควรจะเพิ่มระดับยาให้มันออกฤทธิ์แรงกว่านี้ พี่มันจะได้ตั้งใจทำงานหน่อย” ยองมินเอ่ยออกมา โดยไม่รู้ว่าที่หน้าห้องหนังสือชีวอนบังเอิญเดินผ่านมาพอดีได้ยินเข้าพอดี ร่างสูงหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน เพราะไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือคำพูดของคนเป็นลุง ถึงจะไม่ใช่ลุงแท้ๆก็เหอะ

“จะดีหรือขอรับท่าน เพราะที่เราใส่เข้าไปมันก็มากอยู่ ยานี่มันสะสมนะขอรับ ขืนเราเร่งขึ้นไปอีก เด็กนั่นมันอาจจะตายก่อน”

“ช่าง มันสิ ถ้ายิ่งมันตาย พี่มันจะได้ยิ่งคลั่ง ทีนี้เราก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงอะไรเลย เพราะมันจะเต็มใจที่จะไปกำจัดเสี้ยนหนามให้ข้าเอง” ยองมินหัวเราะเสียงดัง

“แต่ถ้าน้องมันตายไปแล้ว ชีวอนจะโกรธปาร์คยูชอนได้ยังไงล่ะขอรับ ข้าไม่เข้าใจ”

“เจ้า นี่มันยิ่งแก่ยิ่งโง่ ทำไมมันจะไม่โกรธล่ะ ในเมื่อ เจ้าหน้าโง่นั่นมันคิดอยู่ตลอดเวลาว่า อาการที่น้องมันเป็นเกิดมาจากคำสาป และวิธีการแก้คำสาปก็คือ ต้องนำเลือดของปาร์คยูชอนมาให้น้องมันกิน หึๆๆ แล้วพอมันทำไม่ได้ น้องมันตาย มันก็ต้องแค้นปาร์คยูชอนเป็นธรรมดา”

“นายท่านช่างฉลาดปราดเปรื่อง ข้าคิดตามไม่ทันจริงๆ” ซูมานรีบยกยอปอปั้นคนเป็นนายทันที

“หึ ถ้าข้าไม่ฉลาด ข้าจะหลอกใช้ไอ้หน้าโง่ชีวอนได้ตั้งนานสองนานรึ” ยองมินหัวเราะดังจนลั่นห้อง ไม่ได้รู้เลยว่า บัดนี้คนที่ตัวเองคิดว่าโง่อยู่ตลอดเวลากำลังยืนฟังทุกสิ่งทุกอย่างอยู่หน้า ห้องด้วยความเคียดแค้น ชีวอนหันหลังเดินออกจากที่ตรงนั้นทันที ร่างสูงเดินแกมวิ่งไปที่ด้านหลังปราสาท ควบม้าคู่ใจออกไปจากปราสาททันที

ชี วอนควบม้าอย่างเร็วจนมาถึงชายป่าแห่งหนึ่ง ห่างไกลจากปราสาทของราชาหมาป่า ร่างสูงกระโดดลงจากหลังม้า ก่อนจะสาดลูกบอลพลังสีน้ำตาลหลายลูกซัดเข้าใส่บรรดาต้นไม้เคราะห์ร้ายที่ อยู่แถวนั้นล้มไปเป็นแถบ เพื่อเป็นการระบายความโกรธแค้น ทั้งที่เขาเชื่อใจคนเป็นลุงมาตลอด คิดว่าหวังดีต่อเขาละน้องชาย ไม่เคยสนใจว่าใครๆจะพากันบอกว่า ลุงเขาเป็นคนที่ฆ่าพ่อแม่ เพราะเขาไม่เคยเชื่อ คิมยองมินดีกับเขามาตลอด แต่วันนี้ ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เขาได้ยินเองกับหูชัดๆ ว่าคนที่เขาเชื่อใจ ไว้ใจ กลับกลายเป็นคนที่ทำร้ายน้องชายของเขา ทั้งๆที่น้องชายเป็นคนสำคัญที่เหลือเพียงคนเดียวของเขา

“โธ่ เว้ย!!!” ชีวอนทุบกำปั้นระบายความโกรธแค้นกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงใครคนนึงหัวเราะอยู่ด้านหลัง ร่างสูงหันหลังไปมองทันที

“หึๆๆ ออกกำลังกายยามเช้าหรือไงท่านชีวอน” อิมยุนอาเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหน้าร่างสูง ริมฝีปากเคลือบสีสวยยกยิ้มนิดๆ

“ข้าจะทำอะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยล่ะ” ชีวอนตอบ

“จะ ว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ได้หรอกนะ เพราะว่าต้นไม้ที่ท่านทำลายลงไปเมื่อครู่นะ มันอยู่ในเขตของปราสาทข้า ข้าเลยต้องรีบออกมาดู เกรงว่าใครจะเข้ามาทำลายปราสาท แต่ที่แท้ เป็นคุณชายแห่งเผ่าหมาป่าผู้ยิ่งใหญ่นี่เอง” ยุนอาพูดเยาะๆ

“อิมยุ นอา วันนี้ข้าไม่มีอารมณ์มาต่อล้อต่อเถียงกับเจ้า” ชีวอนพูดพร้อมกันเดินไปตรงไปหาม้าของตัวเอง แต่ยังร่างแบบบางก็ก้าวมาขวางซะก่อน

“เดี๋ยวก่อนสิ นี่ท่านไม่คิดจะรับผิดชอบสิ่งที่ท่านทำหน่อยเหรอ ต้นไม้ของข้าบางต้นอายุเป็นร้อยๆปี ท่านทำแบบนี้อยากมีเรื่องกับเผ่าแม่มดหรือไง” ยุนอาขึ้นเสียง เรื่องอะไรเธอจะปล่อยให้คนพาลลอยนวลไปได้ง่ายๆ

“เจ้านี่จู้จี้ไม่ เปลี่ยนเลยนะยุนอา” ชีวอนหันหลังกลับไปยังทิศทางที่เขาทำต้นไม้ล้มระเนระนาด ก่อนจะสร้างลูกบอลพลังสีน้ำตาลลูกใหญ่ ลอยไปยังทิศทางที่ต้นไม้ล้ม ด้วยพลังแห่งธาตุไม้ ทำให้ต้นไม้ที่ถูกเขาทำลายไปเมื่อกี้กลับเข้าสู่สภาพเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากที่ต้นไม้ทุกต้นกลับสู่สภาพเดิมแล้ว ชีวอนก็หันหน้ากลับมาหาร่างบางของหญิงสาว ก้มหัวหน้านิดๆ ก่อนจะขึ้นม้าควบออกไปไม่สนใจหญิงสาวอีก

“เป็นอะไรของเขานะ ข้าไม่เคยเห็นเขาเป็นอย่างนี้มาก่อน” ยุนอาได้แต่ครุ่นคิดถึงการกระทำแปลกๆของชีวอน


ทันที ที่ถึงปราสาท ทั้งสามก็รีบลงจากหลังม้า ชางมินตะโกนเรียกคนรับใช้ชายมารับยูชอนขึ้นไปพักบนห้องโดยมีจุนซูเดินตามไป ด้วย ส่วนตัวเองก็รีบเดินกึ่งวิ่งอย่าเร็วที่สุดเท่าที่สภาพของตัวเองจะอำนวยไป ที่ห้องยา ในขณะที่ยุนโฮลากสังขารตัวเองไปสั่งบรรดาองค์รักษ์ว่านับตั้งแต่วันนี้ไป ห้ามใครเข้าออกปราสาท ไม่ว่าใครจะขอพบท่านราชาให้ปฏิเสธไปให้หมด ยกเว้นแต่คนที่ปราสาทตระกูลคิมเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าออกได้ตามอำเภอใจ ร่างสูงรีบเดินเข้าไปในปราสาททันที แต่ด้วยความที่ร่างกายบอบช้ำพอสมควร เลยทำให้เคลื่อนที่ได้ไม่รวดเร็วตามต้องการ

“โอ้ย~” ร่างสูงเกือบทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะฝืนร่างกายประครองร่างยูชอนกลับมา แถมยังต้องเดินไปสั่งความกับลูกน้อง ทำให้ร่างกายรับไม่ไหว และเริ่มประท้วงทำให้จู่ๆเขาก็ทรุดลง ดีแต่ที่ว่ามือนุ่มนิ่มของใครบางคนเข้ามาประคองไว้ก่อน ยุนโฮเบือนหน้าไปด้านข้าง พบกับใบหน้าสวยหวานที่อยู่ในความทรงจำของเขาเสมออยู่ใกล้ๆ

“ยุนโฮ เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าถึงได้บาดเจ็บขนาดนี้” แจจุงถาม ร่างบางพยุงคนตัวโตกว่าเข้าไปนั่งด้านใน พลางสำรวจดูทั่วตัวของร่างสูง มีรอยฟกช้ำเต็มตัวไปหมด เหมือนไปโดนอะไรกระแทกมาอย่างแรง

“ข้าไม่ เป็นไรหรอกแจจุง” ยุนโฮพูดขณะพยายามดันตัวลุกขึ้น เขาอยากขึ้นไปดูยูชอนมากกว่า ไม่รู้ว่าชางมินผสมยาเสร็จหรือยัง แต่ยังไม่ทันลุกขึ้นยืนได้เต็มตัว ก็ต้องล้มลงบนโซฟาอีกรอบ

“ยืนยังจะไม่ไหวอยู่แล้วไม่รู้จะฝืนอะไรนักหนา” แจจุงบ่น

“เกิด เรื่องอะไรขึ้น ข้าเพิ่งออกมาจากโรงครัว เตรียมอาหารให้พวกเจ้า ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าออกไปธุระแต่เช้ามืดกลับมาอาจจะหิวข้าเลยเตรียมเอาไว้ ให้” ยุนโฮยิ้มกับความใจดีของร่างบาง แต่มันก็เป็นยิ้มที่ไม่ค่อยจะเต็มที่นัก ในเมื่อตอนนี้ในใจเขากำลังกังวล

“ขอบ ใจเจ้ามากนะแจจุง แต่วันนี้พวกข้าคงกินอะไรไม่ลงหรอก” ยุนโฮพูด สายตามองไปทางบันไดตลอดเวลา เผื่อจะมีใครวิ่งลงมารายงานข่าว เพราะตอนนี้แค่ลุกจากโซฟาเขายังทำไม่ได้เลย

“ทำไม เกิดอะไรขึ้น ยูชอนไม่สบายอีกแล้วเหรอ เมื่อกี้ข้าเห็นคนพาเขาขึ้นไป”

“ใช่ ยูชอนไม่สบายอีกแล้ว แต่คราวนี้เป็นหนักมาก”

“ยุนโฮ เจ้าบอกข้าได้ไหมว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ทำไมทุกคนจึงทำเหมือนมันเป็นความลับตลอดเวลา”

“ข้าบอกเจ้าไม่ได้หรอก” ยุนโฮตอบ

“ทำไม เจ้าไม่ไว้ใจข้างั้นเหรอ” แจจุงถาม ตากลมโตจ้องเข้าไปในตาสีดำสนิทของร่างสูงอย่างค้นหา

“ไม่ใช่ข้าไม่ไว้ใจเจ้า แต่ยิ่งรู้มากมันก็ยิ่งไม่ปลอดภัย” แจจุงพยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟา

“เจ้าจะไปไหน” ยุนโฮรั้งข้อมือบางเอาไว้ เขากลัวว่าแจจุงจะโกรธที่เขาไม่ยอมบอกความจริง

“โกรธ ข้าเหรอ ข้าบอกเจ้าไม่ได้จริงๆ เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องของข้าโดยตรง” ยุนโฮพูด แจจุงหันหน้ากลับมาช้าๆ มือบางแตะที่หลังมือหนาของร่างสูง พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ข้าไม่เคยโกรธเจ้าหรอกนะ ข้ารู้เจ้าคงมีเหตุผลที่ไม่บอกข้า ไม่เป็นไรข้ารอได้”

“แล้วทำไม...”

“ที่ ข้าลุกไปน่ะเหรอ ข้าไปเอากล่องปฐมพยาบาล แล้วก็หายาแก้ฟกช้ำมาให้เจ้าไงล่ะ” แจจุงยิ้ม ก่อนจะค่อยๆปลดมือหนาออก ร่างบางเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น ทิ้งยุนโฮให้นั่งยิ้มอยู่คนเดียว ในวันที่เขากำลังอ่อนล้า จะดีสักแค่ไหนถ้าจะมีคนที่ส่งรอยยิ้มอบอุ่นเป็นกำลังใจให้เขาแบบนี้ไปตลอด


ทาง ด้านของแวมไพร์ตัวน้อย ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนทุกอย่างว่างเปล่า เขาร้องไห้จนไม่แทบไม่เหลือน้ำตาที่จะให้ร้องแล้ว ตาของจุนซูตอนนี้มันทั้งแดงและบวมช้ำ สาเหตุเนื่องมาจากความอยากรู้ของเขา และเมื่อเขาต้องการรู้ เขาจึงรอไม่ได้พยายามรบเร้าให้ชางมินเล่าเรื่องราวให้ทั้งหมดเขาฟังมาตลอด ทาง แค่ฟังไปได้ครึ่งนึง ร่างเล็กก็เริ่มสะอึกสะอื้นร้องไห้จนตัวโยน จนชางมินเองก็ไม่รู้จะปลอบยังไงดี แวมไพร์น้อยร้องไห้ตั้งแต่ตอนนั้นจึงถึงปราสาท และจนถึงบัดนี้ นัยน์ตาแดงช้ำจ้องมองไปที่ใบหน้าคมเข้มของคนตรงหน้า

“พี่ยูชอน ทรมานมากไหม ทำไมถึงไม่บอกจุนซูก่อน ทำไม.. ทำไมถึงเจ็บปวดอยู่คนเดียว ถ้าบอกจุนซูสักนิด จุนซูจะไม่โกรธพี่เลย ทำไม...พี่ยูชอนถึงใจร้ายกับจุนซู ... ถ้าพี่ยูชอนไม่หาย ไม่กลับมาหาจุนซู แล้วจุนซูจะทำยังไง ทำไมปล่อยให้จุนซูเข้าใจผิด ทำไมปล่อยให้เวลาที่เราจะได้อยู่ด้วยกันมันหายไป พี่ยูชอน คนใจร้าย ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ จุนซูไม่ยอมนะ เอาเวลา5ปีของจุนซูคืนมานะ” เสียงคนตัวเล็กร้องได้สะอึกสะอื้น ยิ่งทำให้ชางมินยิ่งเศร้าใจ

“จุน ซู พี่ยูชอนกินยาเข้าไปแล้ว ได้เลือดของเจ้าช่วยไว้ด้วย พี่ยูชอนไม่เป็นไรแล้ว แต่ตอนนี้เขายังไม่ฟื้น” ชางมินลูบหัวคนตัวเล็กที่นั่งเกาะอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง

“แล้วจะ ฟื้นเมื่อไหร่ล่ะพี่ชางมิน เขาจะฟื้นเมื่อไหร่ เมื่อไหร่เขาจะฟื้นขึ้นมา” จุนซูหันกลับมาถามชางมิน ร่างสูงได้แต่ส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฟื้นเมื่อไหร่ ในเมื่อทุกครั้งยูชอนไม่เคยเป็นหนักขนาดนี้

“พี่ยูชอนรีบๆฟื้นขึ้น มานะ อย่าทิ้งจุนซูไปนะ คนใจร้าย บอกให้ฟื้นขึ้นมาไงล่ะ” จุนซูยังคงร้องไห้คร่ำครวญ ชางมินจนปัญญาที่จะทำให้ร่างเล็กหยุดร้องไห้ เขาเกรงว่าขืนจุนซูยังคงร้องไห้ไม่หยุดอยู่อย่างนี้ คนที่จะแย่ก็คือตัวจุนซูเอง

“จุนซู ไปพักผ่อนก่อนเถอะ ตั้งแต่กลับมาตอนสาย จนถึงตอนนี้เจ้ายังไม่กินอะไรเลยนะ เอาแต่ร้องไห้ตลอดเวลา เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” ชางมินพยายามแกะมือจุนซูออกจากมือของคนป่วย

“ไม่เอา พี่ชางมิน จุนซูจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จุนซูจะรอให้พี่ยูชอนฟื้น จุนซูจะไม่ไปไหน พี่ยูชอน ฟื้นขึ้นมานะ จุนซูรออยู่ ได้ยินไหม จุนซูรอพี่อยู่เสมอนะ” มือเล็กบีบมือเรียวแน่นขึ้นอีก เหมือนจะส่งสัญญาให้คนตัวโตลุกขึ้นมามองหน้าเขา ตอนนี้เขาคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับคนตรงหน้า ทั้งเสียงพูด รอยยิ้ม และอะไรอีกหลายๆอย่าง เขาต้องการมันกลับคืนมา เขาไม่อยากเสียเวลาพวกนั้นไปอีกแล้ว

“จุนซู” ชางมินเรียกกำลังจะเข้าไปยื้อคนตัวเล็กออกมา เพื่อจะได้พาไปพักผ่อน แต่ถูกมือหนารั้งเอาไว้ ชางมินหันกลับมามองพบกับยุนโฮ พี่ชายของเขาส่ายหน้าเบาๆเป็นเชิงห้าม

“ปล่อยเขาเถอะ พวกเขาสูญเสียเวลาอันมีค่าไปมากแล้ว ให้เขาอยู่ด้วยกันอย่างนี้แหละ เราแค่คอยดูไม่ใช่จุนซูล้มป่วยไปอีกคนก็พอ” ชางมินพยักหน้า ทั้งสองคนเดินออกมาจากห้องนั้นอย่าเงียบเชียบ ปล่อยให้แวมไพร์ตัวน้อยเฝ้าอาการของคนป่วยเพียงลำพัง พร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา

%%%%%%%%%%

TBC

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ดีใจจังมาเร็วกว่าที่คิดด้วย ^^
สงสารน้องจุนจังอ่ะ
ขอให้พี่ยูชอนของน้องจุนซูฟื้นเร็วๆน้า surprised smile

#1 By patongko (58.8.25.37) on 2010-04-05 11:12

และแล้วความจริงก็เปิดเผย
ชีวอนได้รู้ความจริงแล้ว
คิมยองมินเลว
ยูชอนคงไม่เป็นไรนะ

#2 By bruin (125.26.27.173) on 2010-04-05 13:45

สงสารยูซู
5 ปีมันนานนะ
มิคก็นะ มัวแต่ทรมานอยู่ได้
ตอนนี้น้องจุนก็เข้าใจแล้ว
รอให้มิคฟื้นเท่านั้น
รีบฟื้นมาเถอะนะมิคนะ
ดีใจที่ซีวอนรู้ความจริงซะที
ต่อไปคงมีแต่เรื่องดีๆแล้วล่ะ
รออ่านนะไรเตอร์

#3 By chebi (124.120.125.38) on 2010-04-08 16:09