Recommend

 

 

 

Part 4





10นาทีเป๊ะ คุณนักร้องแต่งตัวเรียบร้อยมารอคุณครูกุ๊กไก่ที่ห้องนั่งเล่นด้วยท่าทางยุ กยิกไปมา เพราะความมั่นใจหดหายไปตั้งครึ่ง เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่คิมจุนซู จะแต่งตัวไม่ครบ7ก่อนออกจากบ้าน ไม่นานเสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้น คุณนักร้องรีบเดินไปเปิดประตูให้ครูกุ๊กไก่ ทันทีที่ประตูเปิด ยูชอนยังไม่ทันได้พูดทักทายอะไรทั้งสิ้น ก็โดนคุณนักร้องลากเข้าห้องไปซะก่อน

“อะไรกันคุณ” ยูชอนมองตามมือเล็กที่เกาะแขนตัวเองแน่น

“ครูกุ๊กไก่ ฉันขอร้อง ฉันออกไปแบบนี้ไม่ได้จริงๆนะ” คุณนักร้องช้อนตามองครูกุ๊กไก่ตาละห้อย

“อะไร ของคุณ ทำไมจะออกไปไม่ได้ คุณก็แต่งตัวเสร็จแล้วนี่” ยูชอนกวาดตามองคุณนักร้องตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีอะไรน่าเกลียดนี่ ทำไมถึงบอกว่าไปไม่ได้

“ไม่ๆๆ ครูกุ๊กไก่ไม่เข้าใจ” คุณนักร้องพูดอย่างสับสน

“งั้นก็บอกมาสิ” ยูชอนถามอย่างใจเย็น

“ครูกุ๊กไก่ดูฉันสิ ฉันออกไปแบบนี้ไมได้”

“ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยนี่ ผมว่าวันนี้คุณดูปกติมากกว่าวันแรกที่ผมเจอด้วยซ้ำ”

“ครูกุ๊กไก่อ่ะ อีกแล้วนะ” คุณนักร้องพูดด้วยน้ำเสียงอนๆ

“ครูกุ๊กไก่ดูปากฉันนะ ฉันออกไปไม่ได้ ถ้าแต่งตัวไม่ครบ7ชิ้น ได้ยินไหม”

“คุณหมายความว่ายังไง ผมไม่เข้าใจ”

“ฉันบอกว่า ถ้าฉันแต่งตัวไม่ครบ7ชิ้น ฉันจะไม่มั่นใจ ออกไปไหนไม่ได้ไง” จุนซูอธิบายอย่างเหลืออด

“เพราะฉะนั้น ครูกุ๊กไก่ขอฉันแต่งให้ครบได้ไหมอ่ะ” ยูชอนถอนหายใจอย่างอ่อนใจ

“เอางี้ ไหนคุณลองลุกขึ้นสิ” ร่างโปร่งมองสำรวจทั่วตัวคุณนักร้อง

“เสื้อ 1 กางเกง 1 รองเท้า1 นาฬิกา 1 4แล้ว ผมให้คุณใส่ต่างหูคุณอีกข้างละสอง ครบแล้วพอ”

“เดี๋ยว นี่มันแค่6เองนะ”

“คุณนับยังไง6 ต่างหูข้างละสอง ตั้ง4แล้วนะคุณ เกิน7อีกต่างหาก” คุณนักร้องทำท่านึก

“เออจริงด้วย คราวนี้ฉันก็ออกจากบ้านได้แล้วสิ” คุณนักร้องอมยิ้ม ก่อนจะวิ่งเข้าไปใส่ต่างหูตามที่ร่างโปร่งแนะนำ

“ป่ะ ครูกุ๊กไก่ ฉันพร้อมแล้ว” จุนซูยืนยิ้มแป้นที่แก้ปัญหาให้ตัวเองได้แล้ว ร่างโปร่งได้แต่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ เรื่องแค่นี้เอง ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ คุณนักร้องเดินนวยนาดไปรอที่หน้าประตู มือบางหยิบของบางอย่างเป็นการ์ดสี่เหลี่ยมขึ้นมา ก่อนจะกวักมือเรียกร่างโปร่งให้เดินเข้ามาใกล้

“อ่ะนี่ ของครูกุ๊กไก่ ฉันให้แม่บ้านเอามาให้จากห้องสำนักงาน จะได้เข้าห้องฉันได้ไม่ต้องรอฉันเปิดไง อ่ะ” ยูชอนรับคีย์การ์ดมาเก็บไว้

“ไปกันได้ยัง”

“ป่ะได้แล้ว หน้าเดิน” คุณนักร้องก้าวออกจากห้องไปเต๊ะท่ายืนรอที่ลิฟท์เหมือนที่ทำทุกครั้งเวลาชางมินมารับ

“คุณ ประตูล่ะ”

“ครู กุ๊กไก่ก็ล็อคให้หน่อยสิ คีย์การ์ดก็มี ไม่น่าถามเลย” ยูชอนถอนหายใจดังเฮือก ก่อนจะหันไปล็อคประตูให้เรียบร้อย แล้ววันนี้จะเรียนได้ไหมเนี่ย เฮ้อ~ ก่อนจะเดินตามร่างเล็กของคุณนักร้องเข้าลิฟท์ไป


ทันทีที่ถึงรถ คุณนักร้องก็ทำหน้ามุ่ย ถึงจะเป็นรถเบ็นซ์ แต่มันก็เป็นเบ็นซ์เอื้ออาทรในสายตาของคนตัวเล็ก จุนซูทำหน้าแหยงๆอยู่ข้างรถ ไม่กล้าเปิดประตู เหมือนกลัวมันจะหลุดออกมา ยูชอนก้มลงเปิดล็อคประตู กำลังจะเข้าไปในรถ ก็ต้องชะงักกับอาการยืนมองนิ่งๆของคุณนักร้อง

“เป็นอะไรไปอีกล่ะคุณ เร็วเข้าสิ ผมสายแล้วนะ”

“นะ นี่รถครูกุ๊กไก่จริงๆเหรอ” จุนซูใช้นิ้วมืออันสั่นเทาชี้ไปที่รถเบ็นซ์เอื้ออาทรของยูชอน

“ก็ใช่น่ะสิ คุณมีปัญหาอะไรอีกล่ะ” ยูชอนเท้าเอว นี่เขาเริ่มจะหมดความอดทนกับคุณนักร้องแล้วนะ เรื่องมากจริง

“มันวิ่งได้จริงๆเหรอ” จุนซูถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ

ยู ชอนกวาดตามองรถตัวเอง ถึงมันจะเก่าไปหน่อย แต่ว่ารถเขาก็ยังอยู่ในสภาพดี ไม่เห็นมีอะไรที่บ่งบอกว่าพอวิ่งไปกลางทางอะไหล่มันจะหลุดสักหน่อย แต่ท่าทางคุณนักร้องกลับทำอย่างกับว่า ถ้าโดนรถสิบล้อวิ่งผ่านรถเขาจะแยกออกจากกันเป็นชิ้นๆงั้นแหละ

“นี่คุณ รถผมมันก็ไม่ได้เก่าอะไรขนาดนั้น ผมเพิ่งใช้มันได้แค่5ปีเอง พี่ชายผมซื้อให้ตอนเรียนจบ”

“5ปี 5ปีนี่เหรอไม่เก่า ครูกุ๊กไก่รู้ไหม รถฉันอ่ะ ใช้ไปปีครึ่งนี่ก็เก่าแล้วนะ ต้องเปลี่ยนใหม่ทันที รถเก่าน่ะสมรรถนะมันไม่เหมือนกับรถใหม่เรื่องแค่นี้ครูกุ๊กไก่ไม่รู้หรือไง” จุนซูกอดอกมองครูกุ๊กไก่อย่างหน่ายๆ คนอะไรหน้าตาก็ฉลาดทำไมเรื่องแค่นี้ไม่รู้

“เยอะไปแล้วคุณ ถ้าเราดูแลมันดีๆ รถมันวิ่งได้นานมากกว่าปีครึ่งแน่ๆ รถผม5ปี ยังวิ่งได้ฉิว คุณขับรถภาษาอะไร ปีครึ่งต้องเปลี่ยนเนี่ย”

“จริงๆ นะ ไม่เชื่อไปถามไอ้โย่งได้เลย รถฉันมันอยู่แค่ปีครึ่งจริงๆนะ” คนตัวเล็กเถียงแต่สิ่งที่ไม่ได้บอกก็คือ เขาขับอย่างเดียว น้ำมันเครื่องไม่เคยเปลี่ยน ถ้าไอ้โย่งมันไม่มาดู หม้อน้ำแห้งก็ไม่เคยเติม ปล่อยจนแห้งจนหม้อน้ำแทบจะระเบิดก็ทำมาแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะคุณนักร้องคิดว่า รถมันเก่าแล้ว ก็ต้องพัง ถึงแม้ชางมินจะเพียรพยายามบอกพี่ชายสุดที่รักว่า รถไม่ได้มีไว้ขับอย่างเดียว ต้องดูแลมันด้วย แต่จุนซูก็ไม่เคยสน เพราะคนอย่างคิมจุนซูไม่เคยผิดอยู่แล้ว แต่ร่างโปร่งไม่รับรู้ด้วย เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ สตาร์ทเครื่องทันที ก่อนจะกดกระจกไฟฟ้าเลื่อนลงตะโกนถามคนที่ทำท่าไม่แน่ใจอยู่ตรงนั้น

“จะไปไหมคุณ ไม่เรียนก็กลับขึ้นไปเลย ผมจะไปแล้ว”

“ไป สิ ไป” มือบางค่อยๆ จรดนิ้วมือเรียวเกี่ยวที่เปิดประตูขึ้นมา ทำราวกับว่าถ้าเปิดแรงแล้วมันจะร่วงลงมาอย่างนั้นแหละ ก่อนจะค่อยๆทิ้งเอสไลน์ลงที่เบาะ หลังจากนั้นก็นั่งเกร็งตัวสุดชีวิต

“ทำ อะไรอ่ะคุณ คาดเข็มขัดด้วยสิ” ยูชอนหันมาดุ คุณนักร้องทำหน้ามุ่ย ค่อยๆลากเข็มขัดนิรภัยมาคาด ก่อนจะประสานมือไว้ตรงหน้าอก หลับตาสวดมนต์อยู่คนเดียว ยูชอนมองท่าทางคุณนักร้องด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะออกตัวแรงๆให้คุณนักร้องหน้าทิ่มไปข้างหน้า ดีแต่ว่าคาดเข็มขัดไว้เลยไม่เป็นไร

“โอ้ย ครูกุ๊กไก่ ขับรถให้มันดีๆหน่อยได้ไหม” คุณนักร้องโวยวายลั่น

“โทษที รถมันเก่าน่ะ อะไรมันก็ขัดกันนิดหน่อย” ยูชอนตอบ

“เห็น ไหม ครูกุ๊กไก่ ฉันบอกแล้วว่ารถมันอยู่ได้แค่ปีครึ่งจริงๆ เอางี้ถ้าครูกุ๊กไก่เงินเดือนไม่พอ ฉันจะให้ไอ้โย่งมันถอยรถใหม่มาให้ใช้ก่อนก็ได้ นะๆๆ แบบนี้มันอันตราย” จุนซูรีบหันมายืนยันหนักแน่น ยูชอนได้แต่ถอนใจในความมุ่งมั่นของคุณนักร้อง

“ไม่ต้องเลยคุณ ผมจะใช้ของผมคันนี้แหละ” จุนซูทำท่าจะพูดต่อแต่ยูชอนก็รีบออกรถขับไปที่ร้านของแจจุง คนตัวเล็กที่หวาดเสียวอยู่แล้วเป็นทุนเดิมรีบหลับตาหันกลับไปสวดภาวนาเหมือน เดิมทันที


“ยุนโฮ นั่นลูกจะไปไหน” เสียงคุณนายชองดังขึ้น ขณะที่ร่างสูงกำลังเดินผ่านห้องนั่งเล่น

“ธุระครับคุณแม่” ยุนโฮตอบ

“แน่ใจนะว่าธุระ อย่าให้แม่รู้นะว่าไปนั่งเฝ้าเมียเก่าเราอีก” คุณนายชองขัดขึ้น

“ธุระจริงๆครับแม่ ผมนัดลูกค้าเอาไว้” ยุนโฮหันมาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะสาวเท้าเดินออกไปจากที่นั่น

“เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป แม่มีธุระจะคุยด้วย มานั่งนี่ก่อน” คุณนายชองส่งเสียงเรียกให้ร่างสูงเดินกลับมานั่งที่ห้องนั่งเล่น

“มีอะไรครับแม่ ผมต้องรีบไป” ยุนโฮพูดพลางพลิกข้อมือดูนาฬิกา

“ไม่นานหรอก แม่จะบอกว่า วันอาทิตย์หน้าลูกต้องไปดูตัวเข้าใจไหม” คุณนายชองเริ่มเข้าเรื่องทันที

“คุณแม่ครับ” ยุนโฮเรียกอย่างอ่อนใจ

“ไม่ต้องพูดมาก คราวนี้ห้ามเบี้ยวด้วย แม่เช็คแล้วอาทิตย์หน้าแกไม่มีนัดที่ไหน แกต้องไปดูตัวพร้อมกับแม่”

“ใครอีกล่ะครับ เขาไม่รู้เหรอว่าผมเคยแต่งงานแล้ว”

“อย่า ไปพูดให้เจ้าสัวคิมเขาได้ยินเชียว เขามีลูกคนเดียว อยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาเร็วๆ แล้วเขาก็รู้จักแกมานาน เขาอยากได้แกไปเป็นลูกเขย เจ้าสัวคิมนี่รวยมากนะ โรงแรมเพนีซูล่าในโซลนี่ก็ของเขา แล้วโรงแรมเนี้ยมีตั้งกี่สาขาทั่วประเทศ ยังมีกิจการอื่นๆอีกเยอะแยะ สมบัติเป็นหมื่นๆล้านตกเป็นของลูกชายคนเดียว คิดดูสิ ถ้าเราสองตระกูลได้ดองกันจะรวยแค่ไหน” คุณนายชองพรรณนาสรรพคุณของคู่ดูตัวให้ลูกชายฟัง ยุนโฮได้แต่ทำหน้าเมื่อย

“คุณแม่ครับ เราก็มีมากจนใช้ไม่หมดแล้วนะครับ ยังจะเอามาเพิ่มทำไมอีก”

“ก็ ฉันอยากได้ ฉันอยากรวยกว่านี้ แกเป็นลูกก็ต้องทำตามใจฉัน อย่าลืมว่าแกเคยทำให้ฉันเสียใจมาแล้วครั้งนึง ดีนะที่เมียจนๆของแกมันยอมถอยออกไปเอง และแกก็สัญญาแล้วว่าจะไม่ทำให้ฉันเสียใจอีกจำได้ไหม”

“ครับ ผมจำได้”

“ดี วันอาทิตย์นี้ห้ามเบี้ยวอีก ไม่งั้นคราวนี้เราขาดกัน” ยุนโฮเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นด้วยความหนักใจ ทุกทีที่แม่เขาเรียกไปดูตัวกับคนโน้นคนนี้ เขาสามารถเลี่ยงมาได้ตลอด แต่คราวนี้คุณแม่เขาถึงกับยื่นคำขาด เขาคงจะเลี่ยงอีกไม่ได้ ยุนโฮไม่เคยเข้าใจแม่ของเขาเลยว่า ทำไมถึงไม่เคยพอกับสิ่งที่ตัวเองมี ทั้งๆที่ก็มีเยอะมากอยู่แล้ว ร่างสูงเดินมาถึงรถยนต์คันหรู เปิดประตูเข้าไปนั่งด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก ก่อนจะสตาร์ทเครื่องมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เขาตั้งใจไว้

“ถึง วันนี้ผมจะต้องเจ็บปวดอีก แต่ก็ขอให้ได้เห็นหน้าคุณสักนิดก็ดี ผมแทบจะไม่มีแรง ไม่มีกำลังใจจะทำอะไรอีกแล้วเมื่อขาดคุณไป” ยุนโฮพึมพำกับตัวเอง ขณะพาพาหนะคันงามมุ่งหน้าไปที่ร้านเค้กของคนที่เป็นเจ้าของหัวใจเขามาตลอด


ยู ชอนจอดรถที่หน้าร้านขนมเค้กเรียบร้อย ให้มามองคุณนักร้องที่นั่งมองหน้าเขาตาแป๋ว ด้วยความทึ่ง เหมือนเห็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่8ของโลก

“เป็นอะไรไปอีกล่ะคุณ” ร่างโปร่งถาม ขณะเตรียมข้าวของลงจากรถ

“รถครูกุ๊กไก่วิ่งได้จริงๆด้วย” คนตัวเล็กตอบ

“ก็วิ่งได้น่ะสิ มีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่ไหม อ่ะนี่เอาไป” ยูชอนเอื้อมไปหยิบแผงไข่มาจากเบาะหลังรถ

“นี่อะไรอ่ะ”

“ก็ไข่ไง”

“รู้แล้ว เอามาให้ฉันทำไม”

“ถือ ลงไป ผมต้องหยิบของอย่างอื่นด้วย” ยูชอนพูดอย่างไม่สนใจ คุณนักร้องหน้าบูดขึ้นมาทันที เป็นใครบังอาจมาสั่งคุณหนูจุนซูให้ถือของ ขอบอกคุณเตี่ยยังไม่กล้าเลยนะจะบอกให้

“ไม่เอา เรื่องอะไรฉันต้องถือ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครให้ฉันถือของเลยนะ มีคนถือให้ตลอด” จุนซูทำท่าจะส่งแผงไข่คืนให้คนตัวโต

“ถ้า คุณไม่ถือลงไป ก็ไม่ต้องเรียน นั่งแท็กซี่กลับบ้านไปได้เลย” ยูชอนยื่นคำขาด จุนซูก้มหน้าพยายามเรียกน้ำตาให้ไหลออกมาอีกระรอก แต่เสียงนุ่มขัดขึ้นก่อน

“อ้อแล้วก็ไม่ต้องมานั่งร้องไห้ด้วย ผมไม่ใจอ่อนแล้ว” ยูชอนพูดดักเอาไว้ก่อน ความจริงเขากลัวว่าคุณนักร้องจะร้องจริงๆมากกว่า ไม่งั้นเขาคงต้องทำตามใจอีกรอบ 2วันมานี่เขาจะตามใจคุณนักร้องมากเกินไปแล้ว

“ครูกุ๊กไก่อ่ะ แล้วจะให้ฉันลงไปอย่างนี้จริงๆเหรอ ใครมาเห็นอายเขาแย่ ฉันเป็นนักร้องดังนะ มาถือไข่อย่างนี้คนอื่นจะว่ายังไง”

“จะ ว่าอะไร นี่มันกี่โมงแล้ว ร้านเขาปิดไปแล้ว ไม่มีใครอยู่สักหน่อย ต่อให้คุณสะดุดหกล้มหน้าร้านก็ยังไม่เป็นข่าวเลยด้วย ไป ลงไปได้แล้ว” ยูชอนพูดพลางไล่คุณนักร้องที่นั่งหน้างอให้ลงไป จุนซูลงจากรถเดินปึงๆไปยืนรอหน้าบูดที่ข้างทาง เพราะอารมณ์เสียที่ถูกขัดใจ ยูชอนจัดการล็อครถเรียบร้อย เดินนำคุณนักร้องเข้าไปในร้านอย่างคุ้นเคย

“มาแล้วเหรอยูชอน” แจจุงละมือจากงานตรงหน้าหันมาทักทายเพื่อนรักด้วยการกอดเหมือนทุกวัน เรียกสายตาสงสัยจากคุณนักร้องได้เป็นอย่างดี

“อืม วันนี้มีตัวป่วนมาด้วย ไม่ได้โทรมาบอกก่อนคงไม่เป็นไรนะ” ยูชอนยิ้มรับก่อนจะเบี่ยงตัวให้เห็นคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“ใคร เป็นตัวป่วน พูดให้ดีๆนะ” เสียงคุณนักร้องตวาดแว๊ด แต่ยูชอนไม่สนใจ เพราะตั้งแต่สอนคุณนักร้องโดนแปร๊ดๆๆใส่แบบนี้ไม่รู้กี่รอบแล้ว

“คุณ จุนซู” แจจุงอุทานอย่างตื่นเต้น คุณนักร้องยิ้มร่า เพราะนานๆจะมีคนดีใจที่ได้เจอเขาแบบนี้ ทุกทีเดินไปไหนจะมีแต่คนคอยเดินห่างๆ เพราะกลัวโดนลูกหลงจากอาการวีนแตกของเขา

“มาได้ยังไงครับเนี่ย” แจจุงเดินไปรับไข่จากมือคุณนักร้องไปวางไว้ที่โต๊ะ

“ก็ อย่างที่บอกไง เขาเป็นนักเรียนของฉัน แล้วบังเอิญว่างอแง จะเรียนให้ได้ทั้งๆที่บอกว่าไม่ว่าง ก็เลยต้องหนีบมาด้วยนี่แหละ” ยูชอนอธิบาย

“ใครงอแง ครูกุ๊กไก่พูดให้มันดีๆนะ” แจจุงขำพรวดอย่างกลั้นไม่อยู่ เมื่อได้ยินชื่อที่คุณนักร้องเรียกเพื่อนสนิทผู้เงียบขรึมและยิ้มยากของเขา

“ครูกุ๊กไก่เหรอ” แจจุงยังขำไม่เลิก

“พอได้แล้ว จะหัวเราะอะไรนักหนา คุณนี่ก็อีกคน อย่าไปเที่ยวเรียกแบบนี้ให้ใครได้ยินอีกนะ ผมอายเขา” ยูชอนหันมาดุคุณน้องร้องที่ยืนลอยหน้าลอยตาไม่สนใจคำขู่

“น่ารักจะ ตายไป จริงไหมครับ” จุนซูหันไปหาแนวร่วม คุณคนสวยนี่ท่าทางใจดีกว่าครูกุ๊กไก่เป็นกอง สงสัยจะเป็นแฟนกันแน่ๆ เห็นเงียบๆมีแฟนสวยนะเนี่ย มิน่าตอนแรกถึงได้ไม่ยอมมาสอนเขา จะมาเอาใจแฟนนี่เอง

“ครับๆ น่ารัก เหมาะกับนายจะตายยูชอน” แจจุงหัวเราะจนน้ำตาไหล

“พอ เลยทั้งคู่ เอาของเข้าไปเก็บสิคุณ เดี๋ยวจะได้เริ่มเรียนกันสักที” ยูชอนรีบไล่คุณนักร้องไปให้พ้นๆ ไม่งั้นคงหาทางเล่นงานเขาอีกแน่ๆ

“เดี๋ยวสิ ครูกุ๊กไก่นี่ไม่มีมารยาทเลย ฉันยังไม่รู้จักแฟนคุณกุ๊กไก่เลยนะ” คุณนักร้องประท้วง

“ผม ชื่อแจจุงครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณจุนซู แล้วก็ผมไม่ได้เป็นแฟนยูชอนหรอกครับ” แจจุงชิงแนะนำตัวเองก่อน เพราะเห็นท่าทางว่าสองคนนี่ตั้งท่าเหมือนจะตีกันต่อมากกว่า

“ผมคิมจุนซูครับ นักร้องซุปเปอร์สตาร์ของเกาหลี” จุนซูแนะนำตัวบ้างด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจเต็มที่ แต่ถูกเสียงทุ้มขัดขึ้น

“อดีต คุณนี่ชอบลืมคำนี้เรื่อยเลยนะ” ยูชอนขัดอย่างหมั่นไส้

“เอ๊ะ ครูกุ๊กไก่นี่ ทำไมชอบขัดฉันนักนะ คุณแจจุงครับ เพื่อนคุณเขาเป็นอย่างนี้นานหรือยัง” จุนซูรีบหันไปหาแนวร่วมคนใหม่ทันที

“อะไรเหรอครับ” แจจุงถามพลางมองหน้าเพื่อนสนิทงงๆ

“ก็โรคชอบขัดนี่ไง ขัดผมตลอด ไม่ว่าเรื่องอะไรต้องหาเรื่องขัดให้ได้” จุนซูบุ้ยใบ้ไปหาคนที่ยืนหน้าหงิกอยู่ตรงหน้า

“ก็ไม่นี่ครับ ผมเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ไม่เคยเห็นยูชอนขัดใครมาก่อนเลย”

“คุณแจจุงต้องโดนครูกุ๊กไก่หลอกอยู่แน่ๆเลย” คนตัวเล็กยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ

“คุณว่าอะไรนะ” ยูชอนได้ยินแว่วๆ

“ไม่มีอะไรสักหน่อย” คุณนักร้องทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ซะงั้น

“เอาล่ะๆ เข้าไปข้างในกันเถอะครับ มีงานรออยู่เพียบเลย” แจจุงยิ้มให้ทั้งสองคน

“ก็ดีครับ จะได้รีบเรียน รบกวนด้วยนะครับคุณแจจุง” คุณนักร้องพูดจาฝากตัวด้วยท่าทางน่ารัก

“เชิญตามสบายครับ” แจจุงยิ้ม ก่อนจะเดินนำเข้าไปข้างในห้องครัว

“นี่ๆ ครูกุ๊กไก่” คุณนักร้องรั้งชายเสื้อคนตัวโตเอาไว้ก่อนที่จะเดินเข้าไปในครัว

“คุณแจจุงนี่สวยจัง ครูกุ๊กไก่แน่ใจนะว่าไม่ใช่แฟน” คุณนักร้องถามเพื่อย้ำความมั่นใจ

“ทำไม คุณจะจีบเพื่อนผมเหรอ” ยูชอนมองคนตัวเล็กตั้งแต่ตัวจรดเท้า

“จะบ้าหรือไง ผมแค่สงสัย คุณแจจุงก็สวยขนาดนี้ ทำไมครูกุ๊กไก่ไม่จีบอ่ะ หรือครูกุ๊กไก่มีแฟนแล้ว”

“มีที่ไหนล่ะ”

“แล้วทำไมไม่จีบอ่ะ น่าเสียดายออกคนสวยๆแบบนี้” คุณนักร้องทำตาเป็นประกายขณะถาม เพราะความอยากรู้

“ถ้าเขายอมก็ดีน่ะสิ” พูดจบครูกุ๊กไก่ก็เดินเข้าไปหลังร้านทันที ทิ้งให้คุณนักร้องยืนงงอยู่ตรงนั้น

“ตกลง ครูกุ๊กไก่ชอบเพื่อนข้างเดียวงั้นเหรอ ว๊า~ น่าสงสารจัง” คุณนักร้องบ่นกับตัวเองก่อนจะเดินตามเข้าไปอีกคน

ภาพ ความสุขสนุกสนานของบุคคลทั้งสามอยู่ในสายตาคมตลอด ยุนโฮได้แต่นั่งถอนใจ ทำไมเขาถึงไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าไปปรับความเข้าใจกับแจจุงเลยสักครั้ง แต่ถึงจะมี แจจุงก็คงไม่พูดกับเขาอยู่ดี ยุนโฮยิ้มให้กับตัวเอง เขานี่คงเป็นพวกซาดิสต์ล่ะมั้ง ที่ไหนที่มันเจ็บ ก็มาอยู่นั่น ตอกย้ำเข้าไปว่าเขามีคนอื่นแล้ว ยุนโฮถอนใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเลี้ยวรถออกไปจากที่ตรงนั้น ไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อย ว่ายังมีร่างเล็กของบุคคลที่สามอยู่ระหว่างสองคนนั้นด้วย

คนตัว เล็กที่สุดในกลุ่มตอนนี้กำลังยืนจ้องตาแป๋ว มองทั้งสองคนสลับไปมา โถครูกุ๊กไก่ มองคุณแจจุงซะตาปรอยเลย จุนซูเข้าใจ จุนซูก็มองคุณชองแบบนี้เหมือนกัน ไม่ แต่ของเราดีกว่า อย่างน้อยคุณชองก็ยังเห็นเราในสายตาบ้าง ไม่เหมือนครูกุ๊กไก่ อยู่ใกล้ๆ แต่ใจส่งไปไม่ถึง เฮ้อ~ คุณนักร้องได้แต่คิดอะไรเองไปเรื่อยเปื่อยเป็นตุเป็นตะอยู่คนเดียว ตามประสาคนมีอารมณ์ศิลปินในตัวสูง เห็นอะไรก็เก็บมาจิ้นได้หมด ขนาดว่าเจอคุณชองแค่ครั้งเดียววันนั้น คุณนักร้องยังจิ้นไปได้ไกลเป็นเรื่องเป็นราวแล้วกัน

“จะทำอะไรก่อนดีล่ะ” ยูชอนถามเพื่อนรักด้วยท่าทีสนิทสนม ที่คนตัวเล็กตีไปว่า เป็นท่าทีหวานซึ้งจากร่างโปร่ง ส่งให้เพื่อนที่แอบรัก

“อืม วันนี้ว่าจะทำสัก5-6ก้อนก่อน เย็นมากแล้วเดี๋ยวยูชอนเหนื่อย” แจจุงหันมาตอบเสียงหวาน คนตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงัก อืม คุณแจจุงก็ดูมีใจให้ แบบนี้คงไม่แห้วหรอกครูกุ๊กไก่

“ได้ งั้นนายเตรียมของได้เลยนะ ฉันจะไปจัดการตัวป่วนก่อน” ยูชอนบอกกับเพื่อนก่อนจะหันมาพบคุณนักร้องที่นั่งกอดอก มองมาทางเขาพร้อมส่งสายตาเห็นอกเห็นใจมาให้อย่างเต็มเปี่ยม ยูชอนขมวดคิ้ว เป็นอะไรไปอีกล่ะนั่น

“นี่คุณ ไหนบอกจะมาเรียน มานั่งเป็นพระประทานอยู่นั่นแหละ จะเป็นไหมวันนี้” ยูชอนบ่นขณะเดินอ้อมโต๊ะมาทางฝั่งที่คุณนักร้องนั่ง

“ครู กุ๊กไก่ จะพูดกับฉันให้มันดีๆหน่อยได้ไหม คนอุตส่าห์เห็นใจ” คนตัวเล็กลุกขึ้นยืน พลางยื่นหน้าไปกระซิบใกล้ๆคนตัวโต เพื่อไม่ให้บุคคลที่สามได้ยิน เพราะคิดเองว่าร่างสูงแอบรักเพื่อน แต่สำหรับแจจุงแล้ว เขากลับคิดว่า คุณจุนซูท่าทางจะทำให้ชีวิตที่เศร้าหมองมาตลอดของเพื่อนเขาสดใสได้อีกเป็น กอง เพราะท่าทางน่ารักแบบนี้ แทนที่จะหันไปเตรียมข้าวของ กลับกลายเป็นยืนกอดอกดูลูกศิษย์ผู้น่ารัก กับอาจารย์สุดหล่อเถียงกันก่อนด้วยความเอ็นดู

“เห็นใจอะไร อ้อ เห็นใจที่ผมต้องทนสอนคุณน่ะเหรอ รู้ก็ดี ช่วยพยายามเป็นให้เร็วหน่อยได้ไหม ผมสอนเด็ก8ขวบทำอาหารพร้อมกัน 5คน ยังง่ายกว่าสอนคุณคนเดียวอีก” ยูชอนค่อนขอด

“ครูกุ๊กไก่อ่ะ นี่ว่าฉันโง่ใช่ไหม” จุนซูยืนเท้าเอวเตรียมตัวฉะเต็มที่

“ผมไม่ได้ว่าคุณโง่ แต่จะบอกว่าคุณฉลาดสู้เด็กๆไม่ได้เท่านั้นเอง”

“ครู กุ๊กไก่” จุนซูตวาดแว๊ด พร้อมด้วยอรหันต์พันมือที่รัวทุบใส่ครูสอนทำอาหารจอมกวนไม่ยั้ง ยูชอนได้แต่ปัดป้อง ก่อนจะรวบมือทั้งสองข้าของคุณนักร้องเอาไว้

“ทำร้ายร่างกายอาจารย์บาปกรรมนะ เดี๋ยวก็ไม่สอนซะเลยนี่”

“ก็ ครูกุ๊กไก่มาว่าจุนซูทำไมอ่ะ” คนตัวเล็กยืนทำแก้มป่องอย่าขัดใจ ทุกที่ถ้าเขาทุบใคร ทุกคนต้องยอมให้ทุบโดยดี แต่ครูกุ๊กไก่นี่จริงๆเลย เกิดมาเพื่อขัดเขาหรือไงนะ

“อ่ะ เอาเป็นว่าผมขอโทษก็ได้ มา ไหนทำให้ดูสิ ที่สอนไปเมื่อวานน่ะ” ยูชอนยอมปล่อยมือเล็กออกจากการเกาะกุม แล้วหยิบไข่ในแผงส่งให้คุณนักร้องที่กำลังหน้างอเป็นม้าหมากรุก จุนซูส่งค้อนให้วงนึง ก่อนจะให้ไปตั้งใจกะเทาะไข่ ด้วยความรุนแรงตามแรงอารมณ์ที่หงุดหงิด

~ แผละ ~

เสียงไข่ ไก่แตกกระจายทันทีที่กะเทาะ คนตัวเล็กหันมายิ้มแหยๆให้กับคุณครูหน้าดุที่ยืนมองอยู่นิ่ง ๆ ก่อนจะรับไข่มาอีกใบ พอกะเทาะสำเร็จคนตัวเล็กก็ยิ้มแป้นจัดการแยกไข่ขาวกับไข่แดง แต่ก็

~ แผละ ~

เหมือน เดิม ทั้งไข่แดงไข่ขาวรวมทั้งเปลือกไข่ลงไปนอนกองรวมกันที่ก้นชามอ่างสำหรับใส่ ไข่ไก่ คุณนักร้องช้อนตาขึ้นมองคุณครูอย่างเศร้าสร้อย เริ่มเห็นความจริงว่าทำไมครูกุ๊กไก่ถึงบอกว่าเขาสู้เด็กไม่ได้ แจจุงได้แต่อมยิ้มด้วยความเอ็นดู คุณจุนซูนี่ทำอะไรก็น่ารักไปหมดเลยนะเนี่ย ผิดกับร่างโปร่งที่ถอนใจดังเฮือก ถามคุณนักเรียนเสียงเข้มว่า

“เมื่อวานผมให้คุณฝึก คุณทำหรือเปล่า” คุณนักร้องส่ายหน้าดิ๊ก

“แล้ววันนี้ล่ะ” ยูชอนถามด้วยความอดทน คนตัวเล็กชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วเป็นสัญญาณ

“หมายความว่ายังไง”

“หมด ไปสองแผง แต่ก็ไม่ได้เรื่องไง ยังจะมาถามอีก” คุณนักร้องตอบงอนๆ ยูชอนได้แต่กลอกตาขึ้นไปข้างบนอย่างหมดอาลัยตายอยาก เฮ้อ~ แค่ตอกไข่ง่ายๆนี่ยังทำไม่เป็น เห็นอนาคตรายการนี้แล้ว

“เมื่อวานผมสอนคุณว่ายังไงบ้าง” คุณนักร้องทำท่านึก ก่อนจะท่องออกมาเสียงแจ๋ว

“ให้ค่อยๆตอก ใจเย็นๆ ค่อยๆทำไปเรื่อยๆช้า”

“แล้วไหนใจเย็นๆ ค่อยๆทำ ผมเห็นคุณทุบเอาๆ”

“ก็ครูกุ๊กไก่มายั่วโมโหฉันก่อนนี่”

“ไม่ต้องมาโทษผมเลย”

“งั้น ก็เพราะไข่มันแก่ มันเลยไม่เชื่อฟังฉัน” คุณนักร้องเถียงต่อ ตามประสาคนที่ไม่เคยผิด แจจุงขำพรวดอย่างกลั้นไม่อยู่ เรียกสายตาทั้งครูทั้งลูกศิษย์หันมามอง

“ขอโทษๆ ผมอดไม่อยู่จริงๆ สอนต่อไปเถอะจะไปทำงานแล้ว” แจจุงรีบหันกับไปเตรียมของ ก่อนจะเหล่กลับมามอง เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ไม่ได้สนใจตัวเองก็หันกลับมาตั้งหน้าตั้งตาดูต่อไป

“เอา ล่ะ มา ผมจะสอนครั้งสุดท้ายแล้วนะ ถ้าคราวนี้คุณทำไม่ได้ ผมคงต้องเลิกสอนแล้วล่ะ หมดปัญญา” ยูชอนว่า มือเรียวหยิบไข่ไก่ขึ้นมาฟองนึง ก่อนจะเดินเข้าไปยืนข้างหลังคุณนักร้องเหมือนที่สอนคราวที่แล้ว เพราะเรียนรู้มาว่า ถ้าไม่จับมือทำ จ้างคุณนักร้องก็ทำไม่เป็น พร้อมเสียงอธิบายช้าๆ ให้คุณนักร้องฟังอย่างอดทน แจจุงมองภาพนั้นแล้วอมยิ้ม นี่ถึงขนาดสอนกับแบบนี้เลยเหรอ เพื่อนฉัน ก้าวหน้าแหะ ขนาดสอนนักเรียนสาวๆยังไม่ยอมทำเลย ทั้งๆที่เขาอยากจะเรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์รูปหล่อทั้งนั้น

“อ่ะ ทำไป เสร็จแล้วตีไข่ให้เป็นฟองด้วยนะ แล้วผมจะมาดูใหม่” คนตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะหันไปตั้งใจทำงาน พลางสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน ทำไมเวลาครูกุ๊กไก่สอน มันถึงทำได้ฟะ ทีเวลาอยู่คนเดียวไม่เคยทำสำเร็จเลยอ่ะ ยูชอนละจากคนตัวเล็กเดินกลับมาหาเพื่อนสนิทที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คน เดียว

“ยิ้มอะไร”

“เปล่า ก็กำลังคิดว่าคุณจุนซูนี่น่ารักนะ ทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด” ยูชอนเบ้ปาก

“ถ้าน่ารักรับไปสอนเองไหม ฉันปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว” ยูชอนหันไปหยิบอุปกรณ์ทำเค้กมาเตรียมลงมือผสมแป้ง

“จริงเหรอ ถ้าฉันยึดตัวคุณจุนซูมานายจะไม่เสียใจแน่นะ”

“จะเสียใจทำไม เดี๋ยว นี่นายคิดอะไรอยู่” ยูชอนละมือจากข้าวของต่างๆหันมาจ้องเพื่อนตาเป๋ง

“เปล่า ไม่ได้หมายความว่าอะไรเลย”

“อย่ามาคิดแปลกๆแถวนี้ ไม่มีทางซะล่ะ” ยูชอนพูดขณะปรายตาไปมองคุณนักร้องที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาแยกไข่

“แล้วจะ คอยดูนะ วันไหนที่เห็นทางแล้ว อย่ามาคร่ำครวญกับฉันล่ะ” ยูชอนถอนใจ ก่อนจะหันกลับไปทำงาน ไม่สนใจสิ่งที่แจจุงพูดอีก เพราะเขาคิดว่า เขากับคุณนักร้องเนี่ยนะ ไม่มีทางซะล่ะ อีกอย่าง เจอกันมาสองวันนี่เหลือจะทน ทั้งเอาแต่ใจ ขี้วีน ขี้อ้อน สารพัด เห็นใจแทนเพื่อนมินจริงๆที่มีพี่ชายแบบนี้

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ยูชอนที่มัวแต่ทำงานจนลืมไปแล้วว่า ยังมีลูกศิษย์ตัวเล็กยืนแยกไข่ไก่มาเป็นเวลานาน ก็รู้สึกถึงแรงกระแทกพร้อมแรงกอดแรงๆจากข้างหลัง จึงเอี้ยวตัวหันไปมอง พบกับใบหน้าน่ารักที่กำลังยิ้มยิงฟัน32ซี่อย่างสดใส เล่นเอาคุณครูจอมเฮี้ยบใจแกว่งไปเหมือนกัน

“ครูกุ๊กไก่ ฉันทำได้แล้วนะ คราวนี้ลองหลายครั้งแล้วด้วย นี่ไง ไม่แตก ไม่กระจาย แยกได้แล้วอ่ะ” ยูชอนส่ายหัว สักวันนึงไม่หลังก็เอวคงต้องหักกันบ้าง ถ้าคุณนักร้องกระโดดกอดแบบนี้ทุกครั้งที่ดีใจล่ะก็

“จริงเหรอ ไหนทำให้ดูหน่อยสิ” ยูชอนหันมาตอบ

“จริง สิๆๆ มาๆฉันจะทำให้ดู” คุณนักร้องคว้าข้อมือครูกุ๊กไก่ลากไปด้วยกัน ยูชอนจำเป็นต้องทิ้งข้าวของที่ทำอยู่ไว้กลางคัน เดินตามแรงลากของคนตัวเล็กไป แจจุงหันมามองคุณครูกับลูกศิษย์ผู้น่ารัก พลางคิดในใจ ถ้ายูชอนเจอคนอย่างคุณจุนซูบ่อยๆก็ดีนะ ชีวิตจะได้สดใส นี่แค่เขาเจอคุณจุนซูไม่กี่ชั่วโมง ยังรู้สึกว่าตัวเองยิ้มมากกว่าเวลาอยู่กับคนอื่นเป็นอาทิตย์

“นี่ไง เห็นไหม” คนตัวเล็กจัดการโชว์แยกไข่ทันที คราวนี้ทำได้ไม่มีที่ติ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการแยกไข่

“เก่งมาก หวังว่าวันพรุ่งนี้คุณคงไม่ลืมอีกนะ”

“ไม่ลืมน่า นี่เห็นไหม ฉันแยกได้ตั้งเยอะ ฉันจำได้แล้ว”

“ดี งั้นทำขั้นต่อไปซะ” ยูชอนหยิบไม้ตีไข่ส่งให้ คุณนักร้องรับมาทำอย่างดี เพราะตอนนี้อารมณ์ดีสุดๆ ยูชอนปล่อยให้คนตัวเล็กง่วนกับการออกกำลังกายแขน แล้วเดินกลับไปทำงานที่เดิม

“น่ารักนะนักเรียนคนนี้อ่ะ ดีใจวิ่งมากอดอาจารย์ด้วย” แจจุงแซวยิ้มๆ ยูชอนใช้มือข้างที่ไม่เปื้อนผลักหัวเพื่อนเบาๆทีนึง ความจริงเขาก็เขินอยู่เหมือนกัน แต่คิดว่าจุนซูคงไม่ได้คิดอะไรก็เลยปล่อยเลยตามเลยไป ไอ้เพื่อนบ้านี่ดันมาทักซะได้

“ครูกุ๊กไก่ ฉันจะทอดแล้วนะ” คุณลูกศิษย์ส่งเสียงรายงาน ก่อนะจะตักเนยใส่กระทะ ละเลงให้ทั่วเหมือนที่เห็นยูชอนทำคราวที่แล้ว พอกระทะร้อนได้ที่ คุณนักร้องก็จัดแจงเทไข่ลงไปในกระทะ เหลือแค่รอให้ไข่ในกระทะสุก แต่ระหว่างที่รอ ด้วยความเป็นคนอยู่ไม่สุก คุณนักร้องจึงเดินไปเดินมา แถมชะโงกหน้าดูนั่นดูนี่ จนมือบางเผลอไปแตะเข้ากับถาดสำหรับอบขนมคุ้กกี้ที่กำลังร้อนๆ

~ โอ้ย ~

เสียง คุณนักร้องร้องลั่นห้องครัว เรียกคนตัวโตให้ละความสนใจจากงานตรงหน้าวิ่งมาดูทันที ยูชอนนั่งลงข้างๆคุณนักร้องที่กำลังสะบัดมือเร่าๆอย่างปวดแสบปวดร้อน ดวงตารีสดใส เริ่มมีน้ำตาเกาะเม็ดเป้งร่วงลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“โอ้ยๆๆ จุนซูเจ็บอ่ะ จุนซูเจ็บ” คนตัวเล็กร้องเสียงครวญครางอย่างน่าสงสาร

“ไหนๆ ขอผมดูหน่อย โดนตรงไหน” ยูชอนรวมมือข้างที่คนตัวเล็กกำลังสะบัดมาดู ปากก็ปลอบไปด้วย ในขณะที่แจจุงรีบวิ่งไปเอายาทาแก้แผลพุพองมาให้

“ไหนๆๆ ดูสิ ไม่เจ็บนะครับ นิดเดียวเอง ทายาแล้วก็หาย” ยูชอนปลอบคนตัวเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งที่ๆคุณนักร้องอายุตั้ง25แล้ว แต่กลับร้องไห้เป็นเด็กๆ

“เจ็บอ่ะ จุนซูเจ็บอ่ะครูกุ๊กไก่ ไม่ทายาได้ไหมเดี๋ยวแสบ” คนตัวเล็กยังมีแก่ใจกลัว มองแผลที่บวมแดงเป็นปื้นยาวจากอาการพองที่มือด้วยความใจเสีย

“ไม่ได้นะ ต้องทายารู้ไหม ถ้าคุณไม่ทา พรุ่งนี้มือคุณจะขยับไม่ได้ บางทีมันอาจจะเน่าด้วย คราวนี้คุณต้องตัดมือทิ้ง” ยูชอนรีบขู่ทันที เพราะเห็นท่าทางคนตัวเล็กเป็นคนที่น่าจะกลัวยาเป็นชีวิตจิตใจ

“ต้อง ตัดมือเลยเหรอ ไม่เอาอ่ะจุนซูกลัว” คนตัวเล็กรีบส่ายหัวอย่างแรงทันทีด้วยความกลัว แจจุงเดินมายื่นหลอดยาให้ยูชอน พลางนั่งลงใกล้ๆเป็นกำลังใจให้คุณนักร้อง แต่สายตาจับจ้องไปที่เพื่อนสนิท ที่ตอนนี้แสดงท่าทีอ่อนโยนราวกับคุณนักร้องเป็นเด็ก5ขวบ มือเรียวจัดการบีบยาออกมาจำนวนนึง หันไปบอกคุณนักร้องด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลสุดๆ

“ถ้าไม่อยากตัด ก็ต้องให้ผมทายา”

“แล้วถ้ามันแสบอ่ะ”

“เอางี้ ถ้ากลัวมันแสบคุณก็หลับตา ถ้าไม่เห็นก็ไม่ต้องลุ้นว่าจะโดนหรือไม่โดนไง” ยูชอนแนะนำ

คน ตัวเล็กพยักหน้าเร็วๆ ก่อนจะหลับตาปี๋ ไม่พอ ร่างเล็กยังหันหน้าเข้าไปซบอกครูกุ๊กไก่มือข้างที่ไม่เป็นอะไรโอบเอวครูกุ๊ก ไก่ไว้อย่างหาที่เพิ่ง แจจุงมองภาพนั้นยิ้มๆ ว้า เสียดายที่ไม่มีกล้อง ไม่งั้นจะถ่ายเอาไปให้ชางมินดูซะหน่อย ว่าคนยิ้มยากทำหน้าตาแบบไหนตอนโดนคุณลูกศิษย์ผู้น่ารักกอด

ยูชอนทำ เป็นไม่สนใจกับท่าทางแบบนั้นของคนตัวเล็ก ทั้งๆที่เขาก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ไม่คิดว่าคุณนักร้องจะโผเข้ามากอดแน่นขนาดนี้ มือเรียวค่อยๆไล้ยาเบาๆบนแผลพุพองที่เป็นสีแดงจัด ทันทีที่สัมผัสถูกยา คนตัวเล็กก็เพิ่มแรงกอดมากขึ้น ซุกหน้าเข้าหาคนโตตัวซะแนบสนิท จนร่างโปร่งได้กลิ่นหอมอ่อนๆของคนตัวเล็ก ริมฝีปากบางเริ่มส่งเสียงร้องประท้วง

“เจ็บอ่ะ ฮือๆๆ ครูกุ๊กไก่จุนซูเจ็บ”

“อด ทนอีกนิดเดียวน้า เดี๋ยวก็หายแล้ว ยามันเย็น ทาเอาไว้มันจะได้ไม่แสบไง” ยูชอนอธิบายไปเรื่อยๆ ระหว่างทายาที่มือให้คนเจ็บ ก่อนจะยกมือขึ้นมาเปล่าลมเบาๆไปที่มือเล็ก

“เพี้ยงหาย ไม่เจ็บแล้วใช่ไหม อ่ะ เสร็จแล้ว เดี๋ยวผมจะพันแผลเอาไว้ให้นะ พรุ่งนี้คุณก็ให้ไอ้มินมันพาไปหาหมอ อ้อ อย่าให้โดนน้ำนะ” ยูชอนรับผ้าพันแผลมาพันให้คุณนักร้องอย่างเบามือ เพราะกลัวคนตัวเล็กจะเจ็บอีก จุนซูละออกจากครูกุ๊กไก่ให้มามองแผลที่มือ ตอนนี้มีผ้าพันเอาไว้แล้วเรียบร้อย

“ขอบคุณนะครูกุ๊กไก่”

“ไม่ เป็นไร คุณไปล้างหน้าซะหน่อยนะ ตอนนี้หน้าคุณเหมือนแมวเลย น้ำตาเต็มหน้าไปหมด” ยูชอนหัวเราะ พลางใช้มือลูบน้ำตาออกจากหน้าให้คนตัวเล็ก

“ครูกุ๊กไก่อ่ะ อย่าแซวได้ไหม” จุนซูพูดงอนๆ ก่อนจะยันตัวขึ้นด้วยมือข้างที่ไม่เจ็บ เดินไปล้างหน้าที่ห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆประตูทางเข้าห้องครัว

“แหม~ ใจดีจังนะ ทีเวลาฉันโดนมั่งไม่เห็นปลอบแบบนี้มั่งเลย” แจจุงได้ช่องรีบแซวร่างสูงทันที ยูชอนหันมาหัวเราะก่อนจะตอบคำถามเพื่อนด้วยเสียงกวนประสาท

“ก็นายไม่ ได้ร้องไห้แบบเขานี่” ก่อนจะเดินไปดูไข่ที่คุณนักร้องทอดเอาไว้ เดี๋ยวไหม้กันพอดี ไม่สนใจเพื่อนรักที่กำลังมองเขาด้วยสายตาครุ่นคิด คุณจุนซูนี่สเน่ห์แรงจริงๆ ทำเอาคนใจแข็งอย่างปาร์คยูชอนใจอ่อนยวบ ถ้าไม่ติดที่เพื่อนเขาชอบคิดเล็กคิดน้อยเกี่ยวกับฐานะตัวเองครอบครัว เขาจะลุ้นสองคนนี้เต็มที่เลย เวลาสองคนนี้เขาอยู่ด้วยกันมันน่ารักน้อยซะที่ไหนล่ะ

“นี่ขนาดเพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งนะเนี่ย ยูชอนเอ๊ย ฉันว่านายเริ่มหลงคุณนักร้องแล้วล่ะ ยังไม่รู้ตัวอีก” แจจุงพึมพำคนเดียวเบาๆ

%%%%%%


TBC

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่ารักไม่ไหวแล้วยูซูเนี่ย
เวลาน้องไม่ค่อยวีนน่ารักมากๆเลยอ่ะ
ยิ่งตอนอ้อนเนี่ย อยากกอดไว้นานๆเลย
มิคเองก็เริ่มรู้สึกชอบน้องแล้ว
จิงอย่างที่แจว่าแหละ
แต่เมื่อไหร่จะรู้ตัวก็ไม่รู้
มาต่อเร็วๆน้า

#1 By chebi (124.120.120.192) on 2010-03-23 11:14